ประเทศนี้จำเป็นต้องมี "เรกูเลเตอร์" หรือไม่?

Wed, 02/15/2012 - 11:04 -- ประชาธรรม

"เราจำเป็นต้องออกใบอนุญาตในการประกอบกิจการผลิตไฟฟ้าให้บัวสมหมาย ไม่เช่นนั้นเค้าจะฟ้องเรา"

 

คำพูดเพียงประโยคเดียวที่ทั้งหน่วยงานของรัฐและองค์กรอิสระ อย่าง สำนักอุตสาหกรรมจังหวัดอุบลราชธานี กรมโรงงานอุตสาหกรรม และคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการพลังงาน ใช้อ้างกับชาวบ้านอำเภอสว่างวีระวงศ์ จ.อุบลราชธานี ที่คัดค้านการออกใบอนุญาตการประกอบกิจการโรงไฟฟ้าของบริษัท บัวสมหมายไบโอแมส จำกัด ตลอดเวลาที่ต่อสู้ตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ จนกระทั่งเมื่อปลายปี ๒๕๕๔ คนจากหน่วยงานดังกล่าวก็ยังพูดได้อยู่ประโยคนี้ประโยคเดียว

 

ประโยคที่เป็นคำกล่าวของอุตสาหกรรมจังหวัดอุบลราชธานี กรมโรงงานอุตสาหกรรม พอเข้าใจได้ เพราะเป็นข้าราชการ ที่ต้องก้มหน้าก้มตาปฏิบัติงานตามที่ฝ่ายนโยบายและฝ่ายการเมืองกำหนด โดยมิอาจปริปาก แม้จะรู้และเห็นว่า ผลของการปฏิบัติงานนั้นจะสร้างความเดือดร้อนแก่ชาวบ้านและชุมชนเพียงใด ทั้งนี้ เพราะคนประเภทที่เรียกว่า "ข้าราชการประจำ" ต้องตอบสนอง "นาย" ทุกอย่าง ต้องท่องจำคำเหล่านี้ให้แม่น "ได้ครับพี่ ดีครับท่าน" เพื่อความมั่นคงในหน้าที่การงาน

 

แต่คณะกรรมการกำกับดูแลกิจการพลังงาน  หรือ "เรกูเลเตอร์" ซึ่งเป็นองค์กรอิสระ ได้รับการก่อตั้งขึ้นมาก็เพื่อให้คานอำนาจฝ่ายนโยบายและการเมือง เพื่อทำให้ทุกอย่างโปร่งใส แต่กลับทำตัวเยี่ยงเดียวกับผู้ไร้อิสระ ไร้หัวใจและไร้วิญญาณอย่างข้าราชการ ไม่มีอิสระสมกับวิสัยทัศน์และพันธกิจที่อวดอ้างต่อสาธารณะแม้แต่น้อยนิด

         

 

คณะกรรมการกำกับดูแลกิจการพลังงาน (กกพ.) หรือ "เรกูเลเตอร์" (Regulator) เป็นหน่วยงานอิสระ วัตถุประสงค์ในการก่อตั้งก็เพื่อให้เป็นองค์กรอิสระจากฝ่ายนโยบายและฝ่ายการเมือง เพื่อช่วยให้กระบวนการตัดสินใจมีความโปร่งใสและประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น อีกบทบาทหนึ่ง คือ เป็นองค์กรที่คอยถ่วงดุลผลประโยชน์ของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น นักลงทุนกับผู้บริโภค และ "เรกูเลเตอร์" ยังมีอำนาจให้คุณให้โทษภายใต้ขอบเขตของกฎหมายได้อีกด้วย

         

 

"เรกูเลเตอร์" มีหน้าที่ดูแลการประกอบกิจการไฟฟ้าให้มีความมั่นคง กำกับดูแลราคาและคุณภาพบริการให้มีความเหมาะสม เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค และประสานงานให้มีการลงทุนอย่างเหมาะสม เพื่อให้เกิดการปรับปรุงประสิทธิภาพและความมั่นคงของระบบไฟฟ้า รองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ รวมทั้งดูแลความเป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการ และคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับคุณภาพบริการที่ดี       

         

"เรกูเลเตอร์" ภายใต้การนำของ นายดิเรก ลาวัณย์ศิริ ประธาน กกพ. แจ้งแก่สาธารณะถึงแนวทางของการดำเนินงาน ดังนี้

         

วิสัยทัศน์ขององค์กร

กกพ. เป็นองค์กรหลักในการกำกับดูแลการประกอบกิจการพลังงานอย่างโปร่งใส เพื่อความมั่นคงของกิจการพลังงานไทย สร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชน มีความเชื่อถือได้ โดยมีมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล  

         

พันธกิจขององค์กร

กำกับ ดูแลการประกอบกิจการพลังงานให้มีระบบการบริหารจัดการพลังงาน ให้มีความมั่นคงและเชื่อถือได้ มีประสิทธิภาพ เป็นธรรมต่อทั้งผู้ใช้ และผู้ประกอบกิจการพลังงาน ตลอดจนเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยยึดมั่นต่อการปฏิบัติหน้าที่อย่างเที่ยงธรรมและโปร่งใส เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม

๔ ปีที่ผ่านไป นับแต่วันที่ก่อตั้ง "เรกูเลเตอร์"   ทำได้เพียงเป็นตราประทับให้กรมโรงงาน โดยอนุมัติการประกอบกิจการโรงไฟฟ้าตามความเห็นชอบของกรมโรงงาน   โดยไม่คำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน ความโปร่งใส ความเป็นธรรม ไม่เคยคำนึงถึงวัตถุประสงค์การก่อตั้งองค์กร วิสัยทัศน์ และพันธกิจอันสวยหรู ดังจะเห็นได้จากกรณี  บ้านคำสร้างไชย หมู่บ้านอันเป็นที่ตั้งของโรงไฟฟ้าชีวมวลของบริษัท บัวสมหมายไบโอแมส จำกัด  ที่ตั้งอยู่ใจกลางหมู่บ้าน แม้ชาวบ้านที่จะได้รับผลกระทบจะได้ต่อสู้คัดค้าน และทั้งยังยื่นคัดค้านกระบวนการออกใบอนุญาตว่า ไม่มีความโปร่งใส ไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๘๗  พร้อมยื่นเจตจำนงขอมีส่วนร่วม โดยเสนอให้มีการศึกผลกระทบ และให้นำผลการศึกษาไปประกอบการพิจารณา

    

แต่ กกพ. ที่อ้างแสดงวิสัยทัศน์และพันธกิจสุดหรู กลับเพิกเฉยเสีย โดยให้ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน

 

แก่บริษัทฯ โดยไม่รอผลการศึกษาของชาวบ้าน ที่ทำการศึกษาวิจัยตามมาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งชาวบ้านศึกษาผลกระทบเบื้องต้นตามมติที่ประชุมของคณะทำงานชี้แจงข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนต่อการขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานผลิตพลังงานไฟฟ้าเชื้อเพลิงชีวมวล (แกลบ) ของบริษัท บัวสมหมายไบโอแมส จำกัด ที่แต่งตั้งโดยผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พ.ศ.๒๕๔๘

 

 "เรกูเลเตอร์" อ้างกับชาวบ้านอย่างหน้าตาเฉย ว่า "กรมโรงงานให้ความเห็นว่า ได้มีการทั้งศึกษาแล้ว ...ไม่มีคนคัดค้าน" พร้อมยืนยันว่าจะไม่เพิกถอนใบอนุญาต แล้วก็ท่องบทอาขยานยอดนิยม

 

"เราจำเป็นต้องออกใบอนุญาตในการประกอบกิจการผลิตไฟฟ้าให้บัวสมหมาย ไม่เช่นนั้นเค้าจะฟ้องเรา"

 

ประโยคยอดฮิตเป็นคำกล่าวที่แสดงถึงความอ่อนด้อยของผู้ที่ได้ชื่อว่า "เรกูเลเตอร์" หรือผู้คุมกฎ ผู้ที่พึงถูกคาดหมายว่า จะมีภูมิรู้ในทุกมิติ แม้ในด้านกฎหมาย เพื่อกระทำในสิ่งที่ถูกต้อง เป็นธรรม หากการตัดสินใจของหน่วยงานราชการขัดต่อ ความเป็นธรรมต่อชาวบ้านผู้ที่คัดค้านเพราะเกรงจะได้รับผลกระทบ ซึ่งผลกระทบที่บริษัทฯ ก่อขึ้นก็มีให้เห็นอยู่เต็มตา อีกทั้งผลการศึกษาก็บ่งชี้ว่า ชาวบ้านเองก็มีความสูญเสียทางเศรษฐกิจไม่แพ้บริษัทฯ เช่นกัน

 

การตัดสินใจให้ใบอนุญาตแก่บริษัทฯ ของกรมโรงงานอุตสาหกรรม เป็นเพียงการตัดสินใจของฝ่ายนโยบาย ซึ่ง "เรกูเลเตอร์" จะต้องเข้าไป ... กำกับ ดูแลให้มีระบบการบริหารจัดการพลังงาน ให้มีความมั่นคงและเชื่อถือได้ มีประสิทธิภาพ เป็นธรรมต่อทั้งผู้ใช้ และผู้ประกอบกิจการพลังงาน ตลอดจนเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยยึดมั่นต่อการปฏิบัติหน้าที่อย่างเที่ยงธรรมและโปร่งใส...

         

แล้ว "ผู้คุมกฎ" ยังเอาการตัดสินใจของกรมโรงงานมาค้ำคอตัวเองให้ต้องคล้อยตาม นำเอาการอนุญาตของหน่วยงานรัฐมาเป็นข้อจำกัดของตัวเอง ซ้ำยังกระวีกระวาดเอาคอขึ้นเขียง ด้วยการอนุญาตซ้ำเข้าไปอีก เพื่อเพิ่มน้ำหนักของการเดินหน้าทำประโยชน์ให้แก่บริษัทฯ และบีบรัดตัวเอง ทำเป็นว่า ... ไม่ได้ ไม่ได้ อนุญาตไปแล้ว ขืนถอนใบอนุญาต เดี๋ยว บริษัทฯ ฟ้องตาย... 

         

หรือนี่คือพันธกิจของ กกพ. ที่ว่า ... การกำกับ ดูแลให้มีระบบการบริหารจัดการพลังงาน ให้มีความมั่นคงและเชื่อถือได้ มีประสิทธิภาพ เป็นธรรมต่อทั้งผู้ใช้ และผู้ประกอบกิจการพลังงาน ...

         

การต่อสู้เพื่อความสงบสุขและสุขภาพที่ดีของชุมชนกว่า ๑๐ หมู่บ้าน ๒ ตำบล ซึ่งได้ประจักษ์แล้วว่า โรงไฟฟ้าของบริษัทฯ ได้ก่อมลภาวะตำตาที่จังหวัดร้อยเอ็ด จึงได้ลุกขึ้นปกป้อง และต่อสู้กับหน่วยงานราชการที่เกรงแต่ "ผู้ประกอบการ" จะสูญเสียผลประโยชน์ เพราะ "เขาได้ลงทุนไปมากแล้ว"

         

เมื่อมี กกพ. หรือ "เรกูเลเตอร์" เป็นผู้คุมกฎ ชาวบ้านก็หวังจะได้พึ่งพิงบ้าง แต่ "เรกูเลเตอร์" กลับยิ่งเกรง "ผู้ประกอบการ" จะย่อยยับอับจนจากการที่ไม่ได้ก่อกรรมทำเข็ญกับชาวบ้านหนักยิ่งกว่าหน่วยราชการเสียอีก

           

 

ถ้าอย่างนี้ สู้ให้มีเพียงหน่วยงานรัฐ จะไม่ดีกว่าหรือ เพราะการมี "เรกูเลเตอร์" เท่ากับเพิ่มฝ่ายผู้ประกอบการขึ้นอีกหนึ่ง ขณะเดียวกันก็เพิ่มฝ่ายตรงข้ามกับชาวบ้านที่ต่อสู้เพื่อชุมชน เพื่อความโปร่งใส และเป็นธรรมอีกหนึ่ง

         

แล้ว...ประเทศนี้ยังจำเป็นต้องมี "เรกูเลเตอร์" อยู่อีกหรือ?

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร