เสวนาซีรีย์ คลายปมจีวร ตอน "ไตรปิฎก+พุทธศาสนา ยารักษา อาการป่วยครอบจักรวาล สังคมไทย"

Mon, 02/20/2012 - 10:43 -- ประชาธรรม

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2555 Book Re:public ร่วมกับร้านหนังสือเอกาลิเต้ จัดเสวนา โดยมีวิทยากรได้แก่ อ.อภิญญา เฟื่องฟูสกุล นักมานุษยวิทยาศาสนา/อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, อ.สุรพศ ทวีศักดิ์ (นักปรัชญาชายขอบ), อ.ชาญณรงค์    บุญหนุน นักวิชาการด้านพุทธปรัชญา/อาจารย์ประจำภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และ คุณวิจักขณ์ พานิช ผู้แปล  ทะลวงวัตถุนิยมทางจิตวิญญาณ ที่รจนาโดยโชเกียม ตรุงปะ กูรูแห่งวัชรยาน ดำเนินรายการโดย คุณภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์ แห่งร้านหนังสือเอกาลิเต้ ลำปาง

ประเด็นในการเสวนาในวันนี้ คือ การมองพุทธศาสนาในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งที่เป็นแรงจุดประกายแรงบันดาลใจของคนในสังคมไทย และเป็นปัญหาของสังคม เนื้อหาของการเสวนาเป็นการให้ความรู้เรื่องพุทธศาสนาและไตรปิฎกนอกจากนี้ยังอธิบายว่าไตรปิฎกและพุทธศาสนามีความเกี่ยวร้อยกับสังคมอย่างไร

 

ภาพรวมของพระไตรปิฎกในหน้าประวัติศาสตร์

"สิ่งที่เราเชื่อว่าจริงนั้นแท้แน่นอนนั้น อาจมีข้อขัดแย้งก็เป็นได้"

อ. ชาญณรงค์ บุญหนุน นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเรื่องพระไตรปิฎก กล่าวว่า พระไตรปิฎกได้ผ่านขั้นตอนทางประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน และผู้คนในสังคมก็มีความเชื่อว่าพระไตรปิฎกน่าจะเป็นความจริงสูงสุด พระพุทธเจ้าตรัสอย่างไร พระไตรปิฎกก็บันทึกไว้เช่นนั้น แต่หากมองในอีกแง่มุมหนึ่งก็พบว่ามีการเกิดขึ้นของการสังคายนาพระไตรปิฎกในแต่ละยุคสมัยนั้นล้วนมีการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง และหากมองในมุมของเนื้อหาซึ่งเป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่าประกอบด้วย 3 หมวดนั้น ก็ยังมีข้อถกเถียงกันว่า พระไตรปิฎกถูกทำให้สมบูรณ์ครบ 3 หมวดในยุคของพระเจ้าอโศกมหาราช (ในการสังคายนาครั้งที่ 3)  หรือเป็นไปตามความเชื่อของชาวพุทธเถรวาทที่ว่า พระไตรปิฎกเกิดครบสมบูรณ์ตั้งแต่ครั้งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้

 

พระไตรปิฎกและพุทธศาสนากับสังคมการเมืองไทย

"คนไทยมองพระไตรปิฎก เหมือนกับที่มองมาตรา  112"

อ. สุรพศ ทวีศักดิ์ อธิบายถึงพระไตรปิฎกกับสังคมไทย ว่าคนไทยมองพระไตรปิฎกว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธ์ ที่ไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์หรือตั้งคำถามได้ หากใครทำเช่นนั้นก็จะถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกมิจฉาทิฐิ เป็นคนบาป ซึ่งก็ไม่ต่างไปจากสายตาที่คนในสังคมมองว่าผู้ที่ต้องการแก้ไขมาตรา 112 เป็นพวกล้มเจ้า ส่วนเหตุผลที่ทำให้พระไตรปิฎกและมาตรา 112 มีสถานะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ นั่นเป็นเพราะผู้คนมองว่าสิ่งนี้เป็นเครื่องมือในการปกป้องรักษาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ระดับความศักดิ์สิทธิ์ก็มีหลายแบบ เริ่มจากระดับที่เป็นความศักดิ์สิทธิ์แบบไสยศาสตร์ คือ ไม่สามารถอธิบายได้ว่าความศักดิ์สิทธิ์นั้นมีความเป็นเหตุเป็นผลอย่างไร เช่น ตัวอาจารย์เองครั้งเป็นเณรน้อยก็ได้รับการปลูกฝังว่าพระไตรปิฎกเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต้องกราบไหว้ เพราะจะทำให้เรียนหนังสือเก่ง ความศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้ไม่มีพิษภัย ต่างจากความศักดิ์สิทธิ์ในอีกรูปแบบหนึ่ง คือ การวางพระไตรปิฎกไว้ในฐานะที่เป็นความจริงสูงสุด เป็นสัจธรรม เป็นอกาลิโก มีความทันสมัยอยู่เสมอ เราสามารถอ้างอิงพระไตรปิฎกมาตัดสินความถูกผิดทุกอย่างในสังคมได้ 

 

ประการต่อมา ยังมีผู้มองพระไตรปิฎกโดยสามารถแยกแยะว่า เนื้อหาในพระไตรปิฎกนั้นประกอบด้วยสิ่งที่เป็นความจริงซึ่งขึ้นอยู่กับบริบทของสังคมในแต่ละยุค เช่น ความจริงในเรื่องธรรมราชา และสิ่งที่เป็นความจริงอันเป็นสากล เช่นความจริงในเรื่องอริยสัจ 4 ปัญหาของความเชื่อเช่นนี้ คือ มีการไปตัดสินว่าคนที่สอนผิดไปจากพระไตรปิฎกมีเจตนาไม่สุจริต ทำพระธรรมวินัยให้วิปริต ทำลายพุทธศาสนาอย่างถึงรากถึงโคน การตีความเช่นนี้ทำให้เพิ่มระดับความศักดิ์สิทธิ์ของพระไตรปิฎก มีอำนาจในการตัดสินว่าใครเป็นพุทธแท้หรือใครเป็นผู้ทำลายพระพุทธศาสนา ในอีกด้านหนึ่ง อาจารย์มองว่าผู้ที่สอนผิดไปจากพระไตรปิฎกมิได้ทำการแก้ไขเนื้อหาของพระไตรปิฎกแต่อย่างใด อาจารย์มองว่าความเชื่อเช่นนี้เป็นอันตราย เพราะสามารถสร้างอำนาจให้คนกลุ่มหนึ่ง ในการที่จะเบียดขับผู้ที่มีความเชื่อต่างออกไป

 

ตำแหน่งแห่งที่ของพระไตรปิฎกในสังคมไทย

"ถ้าคนพุทธยังมองว่าพระไตรปิฎกเป็นสิ่งสำคัญ ก็ควรจะมาพูดคุยกันว่าปัญหาของท่าทีการวางพระไตรปิฎกอยู่ตรงไหน"

อาจารย์อภิญญา เฟื่องฟูสกุล กล่าวว่าสังคมไทยมีปัญหาใหญ่อยู่ที่การมองพระไตรปิฎกด้วยสายตาอนุรักษ์นิยม วิธีคิดเช่นนี้เกิดจากทฤษฎีมหาบุรุษ การโหยหาวีรบุรุษทำให้เรามีปัญหามาก เพราะมันนำไปสู่ตรรกะในการมองความสัมพันธ์ของคนในสังคมแบบหนึ่งที่ทอนปัญหาทุกอย่างให้เป็นปัญหาของปัจเจก ทำให้ยึดติดและมองไม่เห็นพลวัตของปัจเจกกับสังคมได้ อาจารย์ยกตัวอย่างถึงกลุ่มสันติอโศกที่สามารถมองออกว่า ศาสนากับสังคมนั้นเป็นพลวัตที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ กลุ่มนี้ตีความคำว่า บุญ และ บาป โดยเชื่อมโยงกับสังคม บุญคืออะไรก็ตามที่เราเอามาเพียงน้อยนิดแล้วคืนให้แก่สังคมมาก ตรงกันข้ามกับบาปที่มีความหมายว่า เราเอาจากสังคมมามากมายแต่คืนให้กลับไปเพียงนิดเดียว  ในโครงสร้างของสงฆ์เองก็มีปัญหาเพราะวิธีคิดของชนชั้นนำมุ่งเน้นไปที่เรื่องด้านประจักษ์นิยม เช่น เห็นว่าการปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องเฉพาะตนมิสามารถพิสูจน์ได้ในเชิงวัตถุวิสัย ดังนั้นจึงไม่ต้องให้ความสำคัญ การศึกษาพระไตรปิฎกจึงเป็นเพียงแค่การท่องจำ ทั้งที่เราน่าจะให้ความสำคัญต่อเรื่องการปฏิบัติธรรม เพราะพระไตรปิฎกคือแหล่งรวบรวมความรู้ประสบการณ์ของผู้บรรลุธรรม

นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องปัญหาของการตีความ เช่น เรื่องตำแหน่งแห่งที่ของผู้หญิง เช่น การที่พระพุทธเจ้าถูกโจมตีว่าสร้างข้อปฏิบัติที่กดภิกษุณีไว้ใต้ภิกษุ หากเรามองว่าท่านเป็นศาสดาก็มี 2 แง่มุมให้คิด แง่มุมแรก ท่านเห็นว่าผู้หญิงมีทุกข์ ท่านต้องเอื้อให้สัตว์โลกพ้นทุกข์ จึงอนุญาตให้ผู้หญิงบวช แต่ในอีกแง่หนึ่งท่านก็มีหน้าที่ทำให้สถาบันสงฆ์เกิดความเป็นปึกแผ่น และเวลานั้นสงฆ์ส่วนมากก็มาจากผู้ที่นับถือศาสนาพราหมณ์ ซึ่งผู้หญิงไม่มีสิทธิเสียงใดๆในพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ท่านจึงต้องปกป้องไม่ให้พระภิกษุทั้งหลายเกิดความไม่พอใจ ซึ่งอาจนำไปสู่ความสั่นคลอนของสถาบันสงฆ์ หากเรามองเช่นนี้คือการพยายามทำความเข้าใจเจตนาของพระพุทธเจ้า ซึ่งในพระไตรปิฎกเองก็มีตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่าพระพุทธเจ้าให้ความสำคัญแก่การพ้นทุกข์ของสัตว์โลกยิ่งกว่าการถือกฎเกณฑ์ เช่นการอนุญาตให้ภิกษุณีบวชแทนหญิงงามเมือง ซึ่งไม่สามารถมาเข้าพิธีบวชได้เพราะมีโจรรอดักฉุด อย่างไรก็ตามเรื่องราวเช่นนี้มักไม่ถูกกล่าวถึง

 

พุทธศาสนากับความเป็นยารักษาทุกโรค

 "อิสรภาพทำให้ปัญญาพื้นฐานของมนุษย์ถูกรักษาไว้"

คุณวิจักขณ์ พานิช วิจักขณ์พูดถึงปัญหาสังคมที่เกิดจากการขาดอิสภาพ ทำให้เราถูกกำหนดให้เชื่อว่าใครผิดใครถูก สังคมไทยไม่ได้เคารพคนในฐานะที่เป็นผู้มีสติปัญญาและสามารถที่จะมีสติปัญญาของตนเองได้ พุทธศาสนาเข้าไปเกี่ยวข้องกับปัญหาสังคมในฐานะที่เป็นเรื่องที่อยู่ลึกเข้าไปในจิตใจ คอยกำกับการตัดสินถูกผิด ความคิดความเชื่อและวิถีการปฏิบัติของผู้คน จุดเริ่มต้นของปัญหาเรื่องพุทธศาสนาในไทยน่าจะอยู่ในยุคของรัชการที่ 4 ที่มีการเปลี่ยนรูปแบบการควบคุมคณะสงฆ์ทั้งหมด ทำให้คณะสงฆ์ต้องขึ้นอยู่กับอำนาจรัฐ เดิมทีพระพุทธศาสนาในบ้านเรามีความหลากหลายสูงมาก เพราะการถ่ายทอดความรู้เป็นไปโดยวิธี มุขปาฐะ เป็นการถ่ายทอดความรู้จากคนสู่คน เป็นการเรียนรู้ที่มีอิสรภาพ เมื่อพุทธศาสนาถูกกำหนดให้เป็นส่วนหนึ่งของอำนาจรัฐอิสรภาพจึงถูกกระทบ ทำให้ผู้คนในสังคมไม่มั่นใจในตนเอง ไม่กล้าที่จะลองผิดลองถูกหรือเรียนรู้ด้วยตนเอง  เมื่อไม่มีคนบอกว่าอันไหนถูกผิด ไม่มีการพิสูจน์ให้ชัดเจน เราก็ไม่สามารถคิดหรือตัดสินเองได้ คนทั่วไปมักคิดว่าหากไม่มีพระไตรปิฎกเป็นตัวชี้วัดก็ไม่สามารถพูดได้ว่าใครเป็นของจริงของแท้ เมื่อความคิดเช่นนี้แพร่ออกไป จึงเป็นการไปเพิ่มความรุนแรงให้กับเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการตีความพระไตรปิฎก  การสถาปนาตนเองว่าพุทธศาสนาหรือพระไตรปิฎกคือคำตอบของสังคม  ในความเป็นจริงความรู้เรื่องพระไตรปิฎกถูกปิดกั้นโดยการใช้ระบอบการปกครองสงฆ์และอำนาจรัฐ มาบอกว่าชุดความรู้ใดเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ไม่มีวงพูดคุยหรือเปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้พูดคุยกันว่า การตีความพระไตรปิฎกมีกี่แบบแต่ละแบบมีเนื้อหาสาระอย่างไร เช่น ประเด็นเรื่องภิกษุณีบวชได้หรือไม่ สังคมก็ไม่มีคำตอบ แม้กระทั่งตัวพุทธศาสนาเองก็ไม่มีคำตอบ วิจักขณ์มองว่าปัจจุบันพุทธศาสนามิได้เป็นยารักษาอาการป่วยให้แก่สังคม แต่เป็นแค่เพียงการโฆษณาตนเอง "ว่าฉันยังมีดีอยู่" เมื่อปัญหาการตีความเกี่ยวกับพุทธศาสนายังไม่ถูกแก้ไข พุทธศาสนาจึงมีความสับสน และก้าวไม่ทัน "โรค" ของ "โลก" ที่เปลี่ยนไปทุกวัน

 

ข้อเสนอจากวงเสวนา "พุทธศาสนามิใช่ยาแต่เป็นผู้ป่วยเสียเอง"

อ.ชาญณรงค์: ในสังคมไทยมักมีกลุ่มผู้มีอำนาจใช้พุทธศาสนาและไตรปิฎกเพื่อธำรงส่งเสริมสถานะของตนเอง ซ้ำยังยึดติดกับถ้อยคำตามตัวอักษรมาเน้นย้ำความศักดิ์ของพระไตรปิฎก โดยปิดกั้นโอกาสในการพ้นทุกข์ของผู้อื่น เช่น การห้ามผู้หญิงบวช

อ.อภิญญา: มองว่าเราทุกคนทั้งคนพุทธและผู้คนทั่วไปที่สนใจในพุทธศาสนา ควรจะร่วมกันชำระพระไตรปิฎก ต้องมีการชำระอย่างตรงไปตรงมา เราต้องเปลี่ยนท่าทีต่อพระไตรปิฎกและพุทธศาสนา ต้องมองว่าสิ่งเหล่านี้สามารถพูดคุย ถกเถียง และตีความได้ หลักเกณฑ์ของการตีความอาจอ้างอิงแนวทางที่บัญญัติไว้ในพระไตรปิฎก หรือจะใช้การตีความแนวตะวันตกก็ได้ 

อ.สุรพศ: กล่าวว่าสังคมบ้านเรามีลักษณะพิเศษ คือ เรารับ "พุทธ มรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์" ผู้ที่มีอำนาจในการพูดเรื่องศาสนาจึงเป็นวังกับวัดและผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่าก็คือวัง คนในสังคม เวลามองอะไรเราจะ "เลือกปิดตาข้างหนึ่ง" เช่น หากมีผู้นำพุทธศาสนามารับใช้ผู้มีอำนาจ การกระทำเช่นนี้ไม่ถูกมองว่าเป็นการนำศาสนามายุ่งกับการเมือง แต่เมื่อใดที่มีผู้นำพุทธศาสนามารับใช้เสรีภาพและประชาธิปไตย ผู้นั้นก็จะถูกกล่าวหา ดึงศาสนามารับใช้การเมืองรับใช้อุดมการณ์ของตนเอง

คุณวิจักขณ์: หากพุทธศาสนาไม่ยอมปรับตัวก็อาจถึงเวลาต้องล่มสลาย วิจักขณ์เห็นด้วยกับการที่ต้องพยายามให้มีการตีความพุทธศาสนาและไตรปิฎกอย่างแพร่หลาย การอยู่รอดของพุทธศาสนามิได้ขึ้นอยู่กับตัวสถาบันทางศาสนา แต่ขึ้นอยู่กับพวกเราทุกคน ที่ต้องเรียนรู้ทดลองลองผิดลองถูกในการศึกษาศาสนาด้วยตนเอง แลกเปลี่ยนเรียนรู้และวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างเต็มที่ เพราะตัวเราเองต่างหากที่เป็นต้นกำเนิดของสติปัญญา ในแง่มิติทางการเมืองและสังคม วิจักขณ์เห็นว่าต้องยกเลิกสถาบันสงฆ์และองค์กรที่เกี่ยวข้องกับสงฆ์ทั้งหมด และอีกประการหนึ่งคือ ต้องยกเลิกกฎหมายอาญา มาตรา 112 เพราะเป็นสิ่งที่สะท้อนอุดมการณ์ทางสังคม ที่มองเห็นคนไม่เท่าเทียมกัน

 

ติดตามรายละเอียด:  http://bookrepublic.org/videos/clip-talk-allowed-7/

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร