"สมชาย ปรีชาศิลปกุล"เผยแนวคิดเบื้องหลังรธน.ไทย เสนอร่างใหม่พร้อมเปลี่ยนการรับรู้ของสังคม

Mon, 03/12/2012 - 15:38 -- ประชาธรรม

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2555ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมชั้น 2 คณะสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ Book Re:public จัดเวทีอภิปรายสาธารณะ  "กฎหมายรัฐธรรมนูญกับประชาธิปไตยไทย"  โดยมีวิทยากรประกอบไปด้วย วรเจตน์ ภาคีรัตน์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พวงทอง ภวัครพันธุ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินรายการโดย ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

 

นายสมชาย กล่าวว่า ในประเด็นเรื่องรัฐธรรมนูญกับประชาธิปไตย ถ้าเรามอง ในมิติที่กว้างขึ้นกว่าความขัดแย้งที่เป็นอยู่ โดยเข้าใจปัญหาความขัดแย้งเบื้องต้นหรือข้อจำกัด จะทำให้เรามองเห็นทางที่จะไปได้กว้างขึ้น จึง มีเรื่องที่อยากนำเสนอสี่ประเด็น  

เรื่องแรก ความเป็นการเมืองรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตย คำว่า "รัฐธรรมนูญ" และ "ประชาธิปไตย" เป็นภาษาทางการเมือง จึงมีความหมายที่ลื่นไหล เปลี่ยนแปลงได้ ในความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมาทั้งเสื้อเหลืองและเสื้อแดงต่างชูคำว่า "ประชาธิปไตย" แต่ใครเป็นผู้ที่มีความหมายถูกต้องไม่รู้ ประเด็นคือมันมีความหมายที่เปลี่ยนไปได้หลายแบบ เช่น เราพูดถึงประชาธิปไตยย่อมมีความหมายที่ตรงข้ามเผด็จการ  หรือเมื่อย้อนกลับไปในช่วงก่อนการปฏิวัติ2475 การเรียกร้องประชาธิปไตยหมายถึง การเรียกร้องการปกครองแบบสาธารณรัฐที่ไม่มีพระเจ้าแผ่นดิน เป็นต้น ในแง่นี้มันไม่ได้อยู่กับว่า ใครจะนิยามอย่างไร แต่มันเกี่ยวกับการต่อสู้และแย่งชิงกันในทางการเมืองว่าใครจะสามารถทำให้คำนั้นมีความหมายที่ยอมรับได้ ฉะนั้นนี่คือคุณสมบัติเบื้องต้นเวลาเราพูดถึงคำว่า "รัฐธรรมนูญ" หรือ "ประชาธิปไตย" ซึ่งเป็นการต่อสู้ทางแนวคิด การรับรู้ของคนในสังคม และปฏิบัติการทางสังคม

เรื่องที่สอง เวลาเราเขียนเรื่องรัฐธรรมนูญ มันมีบางอย่างที่เป็นเพดานความคิดที่สำคัญ คือ เราเขียนอยู่ภายใต้กรอบบางอย่าง ซึ่งมีความหมายกำกับอยู่ ได้แก่ หนึ่ง รูปแบบการปกครองของเราเป็นแบบรัฐสภา โดยมีรูปแบบการปกครองของอังกฤษเป็นต้นแบบ กรอบความคิดอันนี้สำคัญมากในสังคมไทย และพยายามจะนำรูปแบบนี้มาใช้กับเมืองไทย แต่ปัญหาคือ แวดวงวิชาการบ้านเราไม่มีความรู้เรื่องระบอบรัฐสภาอังกฤษมาก  ซึ่งเราจะสังเกตได้จากคำพูดอาจารย์เกษียร เตชะพีระ ที่กล่าวว่า เวลานักวิชาการไทยถกเถียงมักจะยกแต่ วอร์เตอร์ เบกจ์ฮอต(Walter Bagehot, The English Constitution (London: The Fontana Library, 1963; พิมพ์ครั้งแรก ค.ศ.1867)ซึ่งพูดถึงประเด็น พระมหากษัตริย์สามารถมีบทบาททางการเมืองได้ เช่นสนับสนุนให้กำลังใจแก่ฝ่ายบริหาร เป็นต้น แต่มักจะถูกนำมาอ้างอิงเป็นส่วนๆ เช่น การพูดถึงวุฒิสภาว่าควรจะมาจากการเลือกตั้งหรือไม่ บางคนก็บอกว่าไม่จำเป็นเพราะอังกฤษที่เป็นต้นแบบการปกครองของเรา วุฒิสภาไม่ได้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ซึ่งการพูดแบบนี้ก็ถูก แต่การพูดถึงรัฐสภาอังกฤษเราไม่ได้มองบริบทที่ว่ารัฐสภาเป็นการต่อสู้ช่วงชิงอำนาจระหว่างกษัตริย์กับสภา แล้วจบลงด้วยชัยชนะของรัฐสภา พระมหากษัตริย์ค่อยๆถ่อยห่างจากระบบการเมือง ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการอ้างอิงมักจะถูกอ้างเป็นส่วนๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อกลุ่มของตนเอง แต่ตรงไหนไม่เป็นประโยชน์ไม่อธิบาย

สอง เรามักจะเพ่งความสนใจในรัฐธรรมนูญฉบับลายลักษณ์อักษรมากกว่าการสนใจในสิ่งที่เรียกว่ารัฐธรรมนูญจารีตฉบับวัฒนธรรมประเพณี ซึ่งถ้าสนใจเรื่องนี้อาจจะทำให้เราเห็นภาพที่ชัดขึ้น รัฐธรรมนูญฉบับจารีตประเพณี หมายถึงการปฏิบัติ หรือการกระทำใดก็ตามที่เกี่ยวเนื่องกับรัฐธรรมนูญ การปกครอง และเป็นที่ยอมรับกัน ตัวอย่างเช่น รัฐธรรมนูญจารีตว่าด้วยการฉีกและเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ เมื่อมีการรัฐประหารจะมีการฉีกรัฐธรรมนูญ แต่กลุ่มรัฐประหารไม่สามารถร่างรัฐธรรมนูญใหม่และประกาศใช้เองได้ ต้องกระทำภายใต้พระปรมาภิไธย นี่เป็นรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีที่สืบเนื่องมาเป็นระยะเวลา 50 ปี ตั้งแต่ปี 2500 -2550 เป็นต้น ฉะนั้นข้อเสนอคณะนิติราษฎร์ที่พยายามยกเลิก หรือทำให้ผลพวงรัฐประหารสิ้นไปจึงทำให้ผู้คนจำนวนมากโดยเฉพาะกลุ่มชนชั้นรู้สึกว่าถูกผลกระทบ  เพราะมันกระเทือนรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีว่าด้วยการรัฐประหาร  ทำให้การทำรัฐประหารยากขึ้น

ในด้านหนึ่งของรัฐธรรมนูญฉบับจารีตประเพณี ไม่ได้หมายความถึงการเพิ่มอำนาจของกลุ่มอนุรักษ์นิยม แต่มันเปิดช่องให้สังคมสามารถสร้างรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีบางอย่างได้ เช่น การเขียนรัฐธรรมนูญเพียงสามถึงสี่คนเป็นไปไม่ได้แล้ว ต้องมีจุดเชื่อมโยงกับประชาชน เป็นต้น ด้วยเหตุนี้มันจึงทำให้เห็นว่าอำนาจของสังคมสามารถเข้าไปกำกับรัฐธรรมนูญฉบับจารีตและวัฒนธรรมได้

สาม การอธิบายรัฐธรรมนูญส่วนใหญ่จะอยู่ในมิติของสถาบัน คือ การมุ่งที่จะอธิบายหลักการหรือโครงสร้างในแบบที่อารยะประเทศทำกัน  เช่น การอธิบายหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร  ซึ่งการอธิบายแบบนี้มีจุดแข็งคือ อ้างอิงหลักสากล แต่อีกด้านหนึ่งมักจะถูกโต้ตอบด้วยลักษณะของความเป็นไทย หรือลักษณะเฉพาะบางอย่างที่เป็นไทย  เช่นกรณีอาจารย์วรเจตน์ถูกชก แล้วมีคนเรียกร้องให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนออกมาแสดงออก แต่ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกลับพูดว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเนื่องจากว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นนี้เป็นผลมาจากการที่คณะนิติราษฎร์ใช้หลักการที่เป็นสากลมาทำลายความเป็นไทย เป็นต้น

เรื่องที่สาม รัฐธรรมนูญของไทย 18 ฉบับมีอายุเฉลี่ย 4 ปี 4 เดือน ซึ่งใน 18 ฉบับสามารถจัดแบ่งได้ 3 แบบเท่านั้นคือ แบบรัฐสภานิยม แบบอำนาจนิยม และแบบกึ่งรัฐสภากึ่งอมาตยาธิปไตย  

ฉบับรัฐสภานิยม เป็นฉบับที่ใกล้เคียงกับอังกฤษ ให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งเป็นหลัก ทำให้สภามีอำนาจสูงสุด ระบบราชการถูกกันออกไป พระมหากษัตริย์อยู่นอกเหนือการเมือง ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับ 2475 คือตัวอย่างของรัฐธรรมนูญฉบับอำนาจนิยม

ฉบับอำนาจนิยม เป็นระบบที่ตัวโครงสร้างทางการปกครองไม่สัมพันธ์กับประชาชน มีสภานิติบัญญัติที่มาจากการเลือกของผู้มีอำนาจ ระบบข้าราชการสามารถเข้ามาสัมพันธ์กับโครงสร้างทางการเมืองได้ เช่น รัฐธรรมนูญที่มาหลังเหตุการณ์รัฐประหาร

ฉบับกึ่งรัฐสภากึ่งประชาธิปไตย เป็นระบบที่ไม่ปฏิเสธรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ถึงจะมีการรัฐประหารก็ต้องรีบกลับมามีการเลือกตั้ง แต่ว่ารัฐธรรมนูญแบบนี้จะทำให้ระบบราชการสามารถเข้ามากำกับการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งได้ สมัยปี2521 ฝ่ายบริหารสามารถตั้งวุฒิสมาชิกมาเป็นฐานค้ำตัวเอง แต่ปัจจุบัน สิ่งที่ควบคุมอำนาจที่มาจากการเลือกตั้ง คือ องค์กรอิสระ เราสามารถมีนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง  มีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง แต่เราก็มีศาลรัฐธรรมนูญ กกต.ศาลปกครอง ฯลฯ เพื่อมากำกับนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง

ในห้วงเวลาปัจจุบัน การมีรัฐธรรมนูญฉบับรัฐสภานิยมเป็นเรื่องยาก ส่วนฉบับอำนาจนิยมตนไม่แน่ใจ เพราะไม่รู้ว่าอนาคตจะเกิดรัฐประหารหรือไม่ แต่ถึงแม้ว่าจะมีการรัฐประหาร ก็เชื่อว่า ทั้งหมดต้องเดินกลับเข้าสู่ระบบการเลือกตั้งพร้อมกับใช้อำนาจราชการคุมการเลือกตั้งอีกที  ฉะนั้นในเวลานี้เราอาจจะต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับกึ่งรัฐสภากึ่งอมาตยาธิปไตย ไปอีกชั่วระยะเวลาหนึ่ง

มีคนเคยพูดว่า "เรากำลังอยู่ในคืนวันอันยาวนานของความขัดแย้งในเมืองไทย" การรัฐประหารเมื่อปี 2549 ที่หลายคนหวังว่าจะช่วยยุติปัญหาทางการเมืองไทยได้ ก็พิสูจน์แล้วว่าการรัฐประหารไม่ใช่คำตอบของความขัดแย้งทางการเมืองไทย  ขณะจึงเป็นช่วงที่เรากำลังจะสร้างระเบียบทางการเมืองเป็นที่ยอมรับกัน

ใจกลางหลักของความขัดแย้งโดยเฉพาะเรื่องรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญกึ่งรัฐสภากึ่งอมาตยาธิปไตยเป็นข้อต่อสู้กันอยู่ในปัจจุบัน เพียงแต่ว่ามันจะออกจะเป็นแบบเข้มหรือแบบอ่อนเท่านั้น แบบเข้ม คือ มีระบบเลือกตั้ง มีพรรคการเมือง มีรัฐบาลจากคะแนนเสียงประชาชน แต่ถูกกำกับไว้ด้วยพลังของอมาตยาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นทหาร องค์กรอิสระ องคมนตรี วุฒิสภา ซึ่งทำหน้าที่ในแต่ละด้านแตกต่างกันไป  แบบอ่อน คือทำให้สถาบันทางการเมืองจากระบบการเลือกตั้งมีอำนาจมากกว่าโดยสัมพัทธ์เมื่อเปรียบเทียบกับพลังอมาตยาธิปไตย ข้อเสนอหลายเรื่องที่เกิดขึ้นในตอนนี้จึงอยู่ในร่มของกึ่งรัฐสภากึ่งอมาตยาธิปไตย เพียงแต่ว่าจะออกไปในรูปแบบไหน คนที่สนับสนุนรัฐธรรมนูญ 50 อาจจะอยากได้แบบเข้ม แต่คนอีกหลายกลุ่มในสังคมไทยพยายามผลักให้เป็นแบบอ่อน คือทำให้การเมืองแบบเลือกตั้งมีอำนาจมากขึ้น

เรื่องสุดท้าย มีข้อพิจารณาว่า  รัฐธรรมนูญไทยอาจไม่ศักดิ์สิทธิ์ อาจถูกเปลี่ยนแปลงได้โดยวิถีทางนอกรัฐธรรมนูญ  แต่จะสำคัญมากขึ้น หมายความว่า รัฐธรรมนูญเป็นตัวให้ความชอบธรรมแก่ระบอบการปกครอง และสิทธิต่างๆ มันจึงทำให้คนโดดเข้ามาต่อสู้มากขึ้น ข้อโต้แย้งและข้อถกเถียงเรื่องรัฐธรรมนูญจะมีมากขึ้น

สิ่งที่ต้องคบคิด คือ การเกิดขึ้นและดำรงอยู่ของรัฐธรรมนูญหรือประชาธิปไตย มันไม่อาจดำรงอยู่ได้โดยลำพัง มันต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงแนวคิด การรับรู้ และการปฏิบัติการทางสังคม ถ้ามองตัวอย่างใกล้บ้านเราไม่ว่าจะเป็นอินโดนีเซียหรือเกาหลีใต้ การเปลี่ยนแปลงไม่ใช่แค่เปลี่ยนรัฐธรรมนูญหรือโครงสร้างการปกครอง   แต่ทำให้คนตระหนักถึงอำนาจมากขึ้น เช่น ในเกาหลีใต้หลังจากเผด็จการล้มลง มีการเคลื่อนไหวเพื่อทำให้เกิดพลังของประชาชนในการตรวจสอบอำนาจรัฐมากขึ้น องค์กรที่จับตาคอรัปชั่นในเกาหลีใต้ เป็นองค์กรภาคประชาสังคม แล้วมีผลอย่างจริงจังที่ทำให้การคอรัปชั่นในเกาหลีใต้ ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ในเมืองไทย พอเราปฏิรูปแก้ไขปัญหาเรื่องคอรัปชั่น เราไปฝากความหวังไว้กับองค์กรอิสระ แต่อัตราการคอรัปชั่นไม่ได้ดีขึ้น แต่กลับเลวลง ดังนั้นจะเห็นว่าการปฏิรูปที่ฝากความหวังไว้กับเทวดาจึงไม่ประสบผล

ในอินโดนีเซียหลังเผด็จการทหารลงจากอำนาจ สิ่งที่เขาทำ คือ เคลื่อนไหวและวางแผนกันว่า จะเอาทหารออกไปจากการเมืองอย่างไร อย่างเป็นขั้นเป็นตอน  เช่น ทหารต้องออกไปจากบอร์ดรัฐวิสาหกิจ ทหารต้องมาพูดในทางการเมืองไม่ได้ กองทัพต้องเล็กลง เป็นต้น ซึ่งในที่สุดกองทัพก็เล็กลง

ในเมืองไทย หลังเหตุการณ์พฤษภาคม 35 เคยมีการโอกาสที่จะเอาทหารออกจากการเมือง แต่เราเพียงแค่เขียนในรัฐธรรมนูญว่านายกต้องมาจากการเลือกตั้ง แต่ไม่มีการคิดถึงมิติอื่นๆ ที่จะส่งเสริมประชาธิปไตย เช่น จะทำอย่างไรให้ทหารอยู่ภายใต้อำนาจทางสังคมมากขึ้น มันจึงทำให้กองทัพกลับมามีบทบาททางการเมือง ไม่ต่างจากเมื่อ 20 ปีที่แล้ว

เวลาเราพูดถึงเรื่องการปฏิรูป หรือผลักดันให้เกิดรัฐธรรมนูญหรือประชาธิปไตย ต้องคิดถึงอะไรให้มากกว่านี้ โดยเฉพาะวิธีการที่จะทำให้สังคมมีอำนาจมากขึ้น ทั้งในทางการเมืองที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ อย่าฝากความหวังการตรวจสอบและการสร้างประชาธิปไตยไว้กับองค์กรที่เป็นทางการไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมือง องค์กรอิสระ แต่เพียงอย่างเดียว

สถานการณ์เฉพาะหน้าที่เรากำลังเผชิญอยู่ เราไม่ได้เผชิญสถานการณ์เรื่องการช่วงชิงกำลังทางอาวุธ แต่เราอยู่ในช่วงเวลาที่ต้องการเปลี่ยนความคิด ความเข้าใจ ซึ่งการเปลี่ยนวิธีการรับรู้ต่างๆ มันต้องมีปฏิบัติการทางสังคม

การผลักดันในสิ่งที่เรียกว่า การสร้างรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย มันเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจ ในการปรับเปลี่ยนทางสังคม เพราะฉะนั้นจึงคิดว่าไม่มีสงครามครั้งสุดท้าย หมายความว่า ไม่มีสิ่งใดจะเปลี่ยนแปลงในชั่วข้ามวัน การเปลี่ยนไปสู่สังคมที่เป็นธรรม เสมอภาค และประชาธิปไตยมากขึ้น เราต้องทำอะไรหลายอย่าง .

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร