มุมมองคนทำงานศิลปะละคร : ละครเปลี่ยนแปลงมนุษย์และสังคมได้จริงหรือ? ตอนที่ 1

Wed, 03/14/2012 - 14:23 -- ประชาธรรม

เมื่อพูดถึงละคร ผู้คนนึกถึงละครอะไร ประเภทไหน แน่นอน เชื่อว่าผู้คนส่วนใหญ่นั้นมักนึกไปถึงละครโทรทัศน์ ละครทีวี หรือที่หลายคนเรียกว่าละครน้ำเน่า ละครที่ดาราแสดงบทเป็นผัวเมีย นางเอกนางร้ายตบตี อาละวาด พร้อมอาการกิริยาหยาบคาย อนาจาร จนทำให้รัฐถึงกับต้องออกมาสอดส่องจ้องดู และพร้อมที่จะแบน กระทั่งออกกฎให้โทรทัศน์ไทยทุกช่องระบุและจำกัดอายุของผู้เข้าชมว่าจะช่วยลดปัญหาของสังคมไทยได้เสียอย่างนั้น

ทว่าในความเป็นจริง ละครได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คนไปนานแล้ว

แต่ถ้ามองให้ชัดและกว้าง ในความเป็นละครนั้นมีหลากหลายประเภท และมีส่วนสะเทือนต่อมสำนึกผิดชอบชั่วดีในสังคมได้ดีก็มีให้เห็นอยู่มากหลาย เหมือนกับที่นักการละคร นักวิชาการได้พยายามนำเสนอผ่านไปตามศิลปะมิติต่างๆ หลายแขนง อย่างเช่น ละครชุมชน ละครเร่ ละครหุ่น เป็นต้น

แน่นอนว่า ในสายตาของคนทั่วไป อาจมองพร้อมแอบตั้งคำถามอยู่ซ้ำๆว่า...ละครเปลี่ยนแปลงมนุษย์ได้จริงหรือ?!

ในขณะที่มุมมองคนทำงานศิลปะการละคร ยังคงก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไป พร้อมกับย้ำและยืนยันว่า ละครสามารถสะท้อนชีวิตมนุษย์และเปลี่ยนแปลงสังคมได้!!

เช่นเดียวกับ นายอัมรินทร์ เปล่งรัศมี ผู้อำนวยการกลุ่มละครชุมชนกั๊บไฟ ก็ได้บอกเล่าถึงที่มาของการทำละครกั๊บไฟ มายาวนานกว่า 15 ปี รวมทั้งยังได้มีการจัดงานเทศกาลละคร ศิลปะ และวัฒนธรรม ที่หอศิลปวัฒนธรรม อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 15-18 ธันวาคมที่ผ่านมาด้วยว่า ก็เพื่อต้องการให้เด็กเยาวชนได้มีพื้นที่ในการสื่อให้สังคมได้เข้าใจในหลากหลายประเด็นที่กำลังเป็นปัญหาในสังคมทุกวันนี้

"ยกตัวอย่างประเด็นเรื่องของการรู้เท่าทันสื่อ เพราะสื่อกระแสหลักในปัจจุบัน ก็ล้วนแต่ปั่นหัวผู้คนให้คล้อยตามผู้ที่มีอำนาจ ใครมีอำนาจธุรกิจมีอำนาจก็ปั่นให้เขาเชื่อ ให้เขาซื้อสินค้าและบริการ รัฐมีอำนาจอะไรก็พยายามจูงให้คนเชื่อตาม แต่ที่เราเป็นห่วงมากที่สุด ก็คือ เรื่องของปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากสื่อ"

ผู้อำนวยการกลุ่มละครชุมชนกั๊บไฟ เล่าให้ฟังอีกว่า ความรุนแรงในสังคมมันเกิดขึ้นกับเด็กเยาวชนส่วนใหญ่ที่เสพสื่อ แล้วทำให้พฤติกรรมไปแสดงออกด้านที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ของสังคม หรือว่าเกิดความรุนแรงต่อสังคม มีการใช้กำลัง การต่อสู้กันเรื่องเพศ ความรุนแรงทางด้านของคนที่มีความคิดหรือพฤติกรรม ความเชื่อ หรือมีรูปร่างลักษณะสีผิวแตกต่างกันสิ่งต่างๆ

"ปัญหาเหล่านี้ บางครั้งมันก็ไปตอกย้ำความคิดของคนให้ขัดแย้งกันหรือมีปัญหา เราก็เลยเป็นห่วงว่าถ้าสื่อออกอย่างนี้บ่อยๆ หนังในทีวียังมีตบจูบกันให้เกลื่อน พระเอกจะต้องข่มขืนนางเอกก่อนถึงจะได้เป็นแฟนกัน ผู้ร้ายต้องเป็นแบบนี้ หรือว่านางอิจฉาก็ต้องเป็นแบบริษยานางเอก จะต้องตบตีแย่งผู้ชายกัน พฤติกรรมต่างๆ ที่มันแฝงในหนังน้ำเน่าที่เราดูกัน หรือแม้แต่ในสื่อโฆษณาเรื่องผิวขาวจะดีกว่าคนผิวดำ คนหุ่นดีๆ ต้องดีกว่าคนอ้วนมันก็เป็นการทำให้คนเรามองดูให้อีกคนหนึ่งดูต่ำต้อยไป ถ้าใครไม่ขาว ใครไม่หุ่นดีเหมือนในโฆษณาก็จะกลายเป็นคนที่ผิดปกติ ทำให้เด็กและเยาวชนเลียนแบบตาม แล้วก็อยากจะเป็นเหมือนดาราหรือพรีเซ็นเตอร์ที่นำเสนอความรุนแรงนี้มันทำให้มีผลต่อเด็กและเยาวชนที่นอกจากใช้ความรุนแรงแล้วก็จะนำไปสู่การฟุ้งเฟ้อเรื่องของวัตถุนิยมต่างๆ เด็กก็เลียนแบบต่างๆ พวกนั้น"

นายอัมรินทร์ บอกอีกว่า ถ้าเราไม่ให้เด็กมีทางเลือกมากขึ้น หรือให้ที่มันเหมาะสมหรือว่าสื่อดีๆ มันไม่ค่อยมี ดังนั้นกิจกรรมหนึ่งที่เราผลักดันให้เด็กสร้างสรรค์สื่อที่ดีๆ แล้วให้เขาสื่อสารกันภายในกลุ่มของเขา แล้วนำไปสู่การปรับเปลี่ยนทัศนคติหรือความเชื่อหรือพฤติกรรมให้มันเหมาะสม เพื่อให้เขามีภูมิคุ้มกันเมื่อเขาดูสื่อทีวี สื่อวิทยุ หรือสื่ออินเตอร์เน็ทต่างๆ ก็น่าจะทำให้เขามีภูมิคุ้นกันและรู้เท่าทันสื่อไม่ตกเป็นเหยื่อ อันนี้ก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่มาแสดงละครในครั้งนี้

นอกจากนั้น สื่อละครชุมชนยังได้หยิบยกประเด็นหลายประเด็นในสังคมไทย มานำเสนอผ่านรูปแบบละคร อย่างเช่น ปัญหาเรื่องเด็กไร้รัฐ ไร้สัญชาติ ซึ่งสามารถสะท้อนสังคมได้เป็นอย่างดี

"เด็กๆ เยาวชนส่วนหนึ่งที่มาเล่นละคร ล้วนเป็นกลุ่มเด็กไร้รัฐ ไร้สัญชาติ หรือเรื่องของสถานะบุคคล ทำให้เขาไม่ได้รับสิทธิขั้นพื้นฐาน หรือการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน ไม่ได้เอื้ออำนวยต่อเขา ทั้งที่เขาก็เกิดในประเทศไทย เด็กกลุ่มนี้ก็เป็นเด็กที่ได้รวมตัวกันภายใต้องค์กรในชุมชนของเขา แล้วก็เป็นองค์กรพัฒนาเอกชนที่อยู่ในพื้นที่ ที่มีส่วนที่จะทำให้เด็ก เยาวชนหรือว่าคนในชุมชนเขาได้เข้าถึงสิทธิที่ควรจะได้ในถานะที่เป็นพลเมืองคนหนึ่งที่อยู่ในประเทศไทย เด็กกลุ่มนี้ ได้ใช้เครื่องมือศิลปะการละครในการรณรงค์ในชุมชนให้ความรู้พี่น้องประชาชน ว่าสถานการณ์แบบนี้ ถ้าเราไม่มีบัตรจะเป็นยังไง ถ้าเรามีบัตรแล้วมันจะดีขึ้นยัง"  ผู้อำนวยการกลุ่มละครชุมชนกั๊บไฟ บอกเล่าให้ฟัง

ผู้อำนวยการกลุ่มละครชุมชนกั๊บไฟ บอกอีกว่า กลุ่มละครชุมชนยังได้สะท้อนปัญหาเรื่องการค้ามนุษย์ ซึ่งในเขตพื้นที่ภาคเหนือ ถือว่า มีปัญหาเรื่องการค้ามนุษย์มาอย่างยาวนาน

"แต่ก่อนที่จะเกิดเทศกาลละครครั้งนี้ เราได้ทำงานร่วมกันองค์กรที่ที่ทำงานเกี่ยวกับเรื่องการค้ามนุษย์ จนถึงปัจจุบันองค์กรเหล่านี้ก็ให้การสนับสนุนอยู่ แต่ว่าในครั้งนี้ กลุ่มที่จะเล่นละครในเรื่องประเด็นค้ามนุษย์ เป็นคนพม่าที่อยู่ในเขตอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก กลุ่มนี้ซ้อมมาอย่างดิบดีเป็นกลุ่มเยาวชนที่ได้รางวัลระดับโลกที่ไปแข่งในประเทศอียิปต์ แต่กลุ่มนี้ก็เดินทางมาร่วมงานแสดงที่เชียงใหม่ไม่ได้ เนื่องจากปัญหาเรื่องไร้รัฐ ไร้สัญชาติ เรื่องของสถานภาพ รัฐบาลไม่ให้ออกหรือเจ้าหน้าที่พื้นที่ไม่ให้ออกนอกพื้นที่ ก็เลยมาเล่นไม่ได้ ถ้ามาเล่นก็จะเห็นประเด็นไม่ใช่แค่ค้ามนุษย์อย่างเดียว แต่มันจะมีเรื่องของปัญหาทหารเด็ก เรื่องการล่วงละเมิดสิทธิเด็ก เรื่องเพศ เรื่องภัยสงคราม เรื่องความมั่นคง ซึ่งเด็กกลุ่มนี้จะเล่นละครในมิติที่มันลึกและมันแรง ก็เสียดายที่เขาไม่ได้มากัน"

ต่อกรณีนี้ ปัญหารัฐไทยกับเรื่องอคติทางชาติพันธุ์นั้นมีพอกพูนสะสมมานานแล้ว การห้ามเด็กเยาวชนกลุ่มนี้ออกนอกพื้นที่จึงถูกอ้างได้ ในนามความมั่นคงของรัฐ อยู่เสมอๆ

"รัฐไทยผมก็ได้โทรไปคุยกับเขา ก่อนหน้านั้นเจ้าหน้าที่ในพื้นที่บอกว่ามันเป็นเงื่อนไข คือเด็กที่จะออกนอกพื้นที่ได้จะต้องเป็นเด็กที่มีบัตรอยู่ในประเทศไทยมา 5 ปี 10 ปี หรือกรณีที่เจ็บป่วยต้องออกไปข้างนอกหรือกรณีที่จะต้องออกไปตามหาพ่อแม่อาจจะขอได้เป็นบางกรณี แต่กรณีนี้เราขอเด็กมา 11 คน เราจะออกไปตามหาพ่อแม่ทั้ง 11 คน หรือว่าป่วยทั้ง 11 คน คงจะเป็นไปไม่ได้ เวลาเขาอ่านจดหมายที่ผมส่งไปให้เขา เวลาขออนุญาตเขาก็บอกว่ามันไม่เข้ากับหลักเกณฑ์ใดๆ เลย และอีกอันหนึ่งก็คือเรื่องของความมั่นคง เพราะแม่สอดเป็นดินแดนที่ติดกับพม่า แล้วก็มีอะไรเยอะแยะมากมายที่ทำให้ทางการไทยต้องเฝ้าระวัง ทำให้กรณีคนพม่าที่อยู่ในเขตแม่สอดจะเข้ามาในพื้นที่เขตชั้นในของประเทศทำให้รัฐไทยก็ต้องพยายามป้องกันอย่างสุดฤทธิ์เพื่อที่จะไม่ให้มีอะไรเล็ดลอดเข้ามา ถ้าเกิดมีอะไรที่ผิดปกติยิ่งเป็นองค์กรที่ติดกับตะเข็บชายแดนด้วยคิดว่าก็อาจจะเป็นเรื่องของความมั่นใจก็เลยกันไว้ดีกว่าไม่ให้คนออกมา แต่ว่าก็ขึ้นกับนายอำเภอ ปลัด และเจ้าหน้าที่รัฐด้วย บางทีบางช่วงที่เจ้าหน้าที่รัฐที่ประจำอยู่ในช่วงนั้นเขาเปิดโอกาสให้ออกมาได้ แต่เจ้าหน้าที่รัฐบางคนก็อาจจะเข้มงวดก็อาจจะเกี่ยวข้องกับนโยบายรัฐด้วย ช่วงนี้พม่าก็พยายามที่จะเป็นประชาธิปไตย ก็ไม่รู้ว่าการเคลื่อนไหวต่างๆ มีตื้นลึกหนาบางอะไรยังไงเพราะมันเป็นเรื่องการเมืองด้วย"

ผู้อำนวยการกลุ่มละครชุมชนกั๊บไฟ บอกเล่าถึงผลของการทำงานด้านละครชุมชน ว่า ละครกั๊บไฟ ได้ก่อตั้งและดำเนินกิจกรรมด้านละครชุมชนมานานถึง 15 เป็นองค์กรที่ไม่ได้ทำงานกับองค์กรใดองค์กรหนึ่ง จับบางประเด็นที่เป็นประเด็นหลัก แต่เห็นว่าทุกปัญหาทุกประเด็นนั้นเชื่อมโยงกันได้หมด เพราะว่าปัญหาหนึ่งแต่มันมีผลกระทบกับหลายๆ ปัญหา จึงต้องมองปัญหาเป็นภาพรวม

"ดังนั้น เรามองว่าในเมื่อเรารู้จักคนทำงานในพื้นที่ คือเราเป็นทั้งเอ็นจีโอ เราเป็นทั้งกลุ่มศิลปิน มันคือข้อดีของเรา ที่เราสามารถดึงกลุ่มพี่น้องที่ทำงาน NGO มาร่วมงาน โชคดีที่เรารู้จักศิลปิน เราจึงดึงกลุ่มศิลปินมาร่วมงาน ดังนั้นในครั้งนี้งานเทศกาลละครชุมชน จึงเหมือนเป็นงานตลาดนัดพบของคนทำงานของศิลปะ หรือศิลปินทั้งหลายกับคนที่ใช้เครื่องมือคือศิลปะในการทำงานเคลื่อนไหวมาเจอกัน มาแลกเปลี่ยน เติมเต็มกัน เพราะว่าคนทำงานศิลปะบางทีเขาก็ขาดความรู้เรื่องประเด็นปัญหา เขาก็จะมีแต่เรื่องของทักษะ ความสามารถที่เขามีอยู่ แต่ว่าเรื่องของเนื้อหาบางอย่าง เขาอาจจะต้องการเติมเต็ม ทำให้งานของเขามันเข้มแข็งสมบูรณ์ แล้วสามารถเชื่อมโยงได้ว่างานศิลปะที่เขานำเสนอมันมีตัวตนจริง ในขณะเดียวกันตัวเด็กเยาวชนเอง เขาก็อยู่กับกลุ่มประเด็นปัญหาเขาก็พยายามใช้สื่อย่างเช่นสื่อละคร สื่อวัฒนธรรมและสื่อวัฒนธรรมในการเล่าเรื่องของเขา เขาก็สามารถเล่าเรื่องโดยใช้สื่อวัฒนธรรมได้ในระดับหนึ่ง แต่ถ้าเขาได้เห็นศิลปะจากศิลปินทั้งหลายก็คิดว่าเขาก็จะเกิดการแตกฉานทางด้านศิลปะที่มันกว้างขึ้น แล้วเขาก็จะรู้สึกว่าวัฒนธรรมหรือว่าสิ่งที่เขามีอยู่ดั้งเดิมในตัวของเขากับศิลปะหรือว่าวัฒนธรรมที่เป็นของต่างชาติที่เข้ามา ว่าแท้จริงแล้ว วัฒนธรรมของเขาก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าใครเลย ทำให้เด็กได้เรียนรู้วัฒนธรรมต่างถิ่นด้วย ก็เป็นการส่งเสริมให้เกิดความภาคภูมิใจในสิ่งที่เขาเป็น นี่คือความมุ่งหวังของเรา"

จบกลายเป็นที่มาของการที่ใช้ชื่อกิจกรรม "เทศกาลละคร ศิลปะ และวัฒนธรรม" เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

"คือทุกอย่างมันล้วนแต่เป็นเรื่องที่เชื่อมโยงร้อยเรียงกันออกมา จะตัดเรื่องใดเรื่องหนึ่งไม่ได้จะบอกว่าเทศกาลครั้งนี้เป็นเทศกาลละครอย่างเดียวก็ไม่ได้ เพราะละครจะขาดศิลปะก็ไม่ได้ ไม่มีวัฒนธรรมเลยก็ไม่ได้ เพราะว่าคนทำงานศิลปะเองแต่ไม่มีวัฒนธรรมก็ไม่ได้ ดังนั้นเราเลยคิดว่าคำว่า ละคร ศิลปะ และวัฒนธรรมมันน่าจะเป็นพลังอย่างหนึ่งที่ทำให้สังคมได้เห็นว่ามันต้องไปด้วยกัน และมันต้องบูรณาการขับเคลื่อนสังคมไม่สู่สังคมที่ดีได้"

แน่นอนว่า การทำงานสื่อละครชุมชนผ่านวัฒนธรรมท้องถิ่น ผ่านคนเล็กๆ ในแต่ละชุมชนนั้น ย่อมส่งผลสะเทือนได้อย่างไม่น่าเชื่อ

ผู้อำนวยการกลุ่มละครชุมชนกั๊บไฟ บอกว่า ที่ผ่านมาได้มีการประเมินการจัดกิจกรรมละครชุมชนเป็นระยะๆ ว่าส่งผลอย่างไรบ้าง แต่ที่เห็นได้เด่นชัด นั่นคือ การประเมินจากตัวเด็ก เยาวชนที่เข้าร่วมกิจกรรม ซึ่งถือว่า มีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น

"อย่างเช่น ละคร ศิลปะ หรือวัฒนธรรมทำให้เขารู้สึกภาคภูมิใจในตัวเอง รักในสิทธิ รักในศักดิ์ศรี รักในร่างกายสุขภาพของตัวเอง พอผ่านกระบวนการเหล่านั้นไปแล้ว เขาก็จะประเมินตัวเขาเองว่าเขาเป็นยังไง จากนั้นเมื่อเขาได้ทำงานกับเพื่อนเพราะงานสื่อ งานศิลปะ โดยเฉพาะละครไม่สามารถทำงานได้คนเดียวต้องทำงานกับคนอื่น เมื่อเป็นกระบวนการที่ต้องทำงานกับคนอื่นการเรียนรู้เรื่องของการทำงานเป็นทีม เมื่อเป็นทีมตัวเขาเป็นมีความสำคัญเป็นฟังก์ชั่นหนึ่งเป็นกลไกหนึ่งของทีม ไม่มีใครสำคัญกว่า ไม่มีใครด้อยกว่า เป็นสิ่งที่จำเป็นและสำคัญในการทำงานเพราะคนเดียว ก็ทำได้ส่วนหนึ่ง แต่ถ้าเป็นทีมมันจะมีพลังมากขึ้น ฉะนั้น เขาจะค้นพบว่าทีมเมื่อเขาไปคุยไปต่อรองโดยใช้ศิลปะ เล่นละครกันเป็นทีมมันมีพลังมาก"

และที่สำคัญ สิ่งที่เห็นได้ชัดเจน นั่นคือ กิจกรรมละครชุมชน สามารถเชื่อมโยง ปลุกเร้าให้ชุมชนนั้นได้ลุกขึ้น ตื่นขึ้นมาเคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลงด้วยตัวของเขาเอง

ผู้อำนวยการกลุ่มละครชุมชนกั๊บไฟ บอกว่า หลังจากที่พวกเขาเล่นเสร็จ ผลประเมินหรือผลสะท้อนต่อไป คือ ผู้ชม คนในชุมชนเองก็ได้รับความรู้ความเข้าใจ แล้วรู้สึกว่าประเด็นที่เขาเล่นมันเป็นประเด็นที่มันอยู่ในชุมชน ชุมชนก็ลุกขึ้นมาเกิดการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง

"ที่ผ่านมา ผู้นำชุมชน หรือคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับประเด็น เขารู้สึกว่าการที่เด็ก หรือเยาวชนลุกขึ้นมาเล่น แสดงว่ามันต้องเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง แล้วเขาก็เห็นด้วยในสิ่งที่ปรากฏอยู่ในสื่อ ศิลปะหรือการละคร แล้วมันก็เป็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงระดับชุมชน ที่จะร่วมกันแก้ไขปัญหา เมื่อชุมชนเกิดการแก้ไขอย่างนี้ หลายๆ ชุมชนทำเหมือนกัน มันก็สั่นเหมือนกัน แล้วยิ่งถ้าเขามาเจอกัน มารวมกันเป็นเครือข่าย แล้วก็ทำเป็นประเด็นบางอย่างร่วมกัน มันก็เริ่มเป็นพลังมากขึ้น มันสามารถโยงใยไปถึงเรื่องการปรับเปลี่ยนเรื่องนโยบายระดับประเทศเลยด้วยซ้ำ ดังนั้น ถ้าเห็นความสำคัญระดับย่อยๆ จนถึงระดับชุมชน จนถึงระดับการเปลี่ยนแปลงระดับประเทศหรือระดับนานาชาติ หลายๆ ครั้งที่เราพยายามเชื่อต่อไปยังต่างประเทศ หรือต่างประเทศเขารู้วาเราทำงานนี้เขาก็มีการมาพูดคุยกัน เชื่อมโยงกันทำให้ประเด็นในประเทศไทยไหลสู่ต่างประเทศ แล้วก็ย้อนกลับมามีส่วนกดดัน ทำให้เกิดการสั่นสะเทือนได้" ผู้อำนวยการกลุ่มละครชุมชนกั๊บไฟ กล่าว

ทั้งนี้ นายอัมรินทร์ เปล่งรัศมี ผู้อำนวยการกลุ่มละครชุมชนกั๊บไฟ ได้ยกตัวอย่าง กรณีที่ได้ไปเป็นพี่เลี้ยงให้เกิดกลุ่มละครเร่มือเจะคี ที่ตำบลวัดจันทร์ หรืออำเภอกัลยานิวัฒนา อำเภอใหม่ล่าสุดของจังหวัดเชียงใหม่ ว่าสามารถสั่นสะเทือนในชุมชนได้

"การสั่นสะเทือนมันต้องสั่นกันบ่อยๆ แรงสั่นสะเทือนของชาวบ้าน ถ้าหยุดหายไป บางทีแรงสั่นสะเทือนของรัฐหรือแนวคิดใหม่ๆ ที่เข้ามาในชุมชนที่มันแรง มันมาด้วยระบบอำนาจ อย่างเช่น มือเจะคี ตอนนี้หลายคนก็รู้สึกเศร้าโศก เสียใจ ที่การเปลี่ยนแปลงของหมู่บ้านมันเปลี่ยนแปลง ในทางที่บางส่วนกำลังจะสูญเสียความเป็นตัวตนไป ดังนั้น จะเห็นว่าแค่ละครอย่างเดียวบางทีมันไม่พอแล้ว มันต้องอาศัยสื่ออื่นๆ ช่วยกัน เพื่อเป็นช่องทางที่จะช่วยให้ผู้คนได้รู้ได้เห็นเรื่องราวที่เกิดขึ้น ถ้าเรามีสื่ออื่นๆ เพิ่มขึ้น สื่อทีวีเป็นพวกเราสื่อวิทยุ สื่ออินเตอร์เน็ต ผมคิดว่ามันจะมีพลังมากกว่า ดังนั้น การทำงานจุดเล็กๆ อย่างเดียวมันไม่พอ มันต้องขับเคลื่อนกันหลายอย่างไปพร้อมๆ กันด้วย"ผู้อำนวยการกลุ่มละครชุมชนกั๊บไฟ กล่าวทิ้งท้าย.

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร