บริษัทประกันความอุ่นใจในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคจำกัด

Mon, 03/19/2012 - 13:49 -- ประชาธรรม

ช่วงภัยพิบัติน้ำท่วมและวิกฤตกาลทางการเมืองในช่วงสองสามปีหลังมานี้ คนในเมืองที่ไม่มีความสามารถผลิตอาหารขึ้นมาสนองความจำเป็นได้ด้วยตัวเอง ต้องตกอยู่ในวังวนของการแขวนปากท้องของตนไว้กับร้านสะดวกซื้อทั้งหลายที่ผุดขึ้นทั่วทุกหัวระแหง อันเป็นสภาพการพึ่งพาทางเศรษฐกิจที่เปราะบางไม่มั่นคงเป็นอย่างยิ่ง

ในทางกลับกันบรรษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับการรับส่งอาหารถึงบ้าน หรือร้านสะดวกซื้อที่ตั้งอยู่ใกล้แหล่งอยู่อาศัยของคนเมือง ก็ทำกำไรได้อย่างมหาศาล   จากภาวะวิกฤตที่คนตื่นตระหนกและไม่กล้าออกจากบ้านไปกินไปเที่ยวไกล   อันถือเป็นการพลิกวิกฤตเป็นโอกาสทางธุรกิจอย่างหนึ่งที่โทษบรรษัทไม่ได้ หากโครงสร้างของระบบอาหารยังเป็นเช่นนี้อยู่

สายสัมพันธ์ระหว่างร้านสะดวกซื้อกับผู้บริโภคก่อตัวขึ้นช้าๆแต่ซึมลึก ควบคู่ไปกับชีวิตประจำวันของผู้บริโภคในเมืองอย่างแยกไม่ออก เช่น ก่อนกลับเข้าบ้านต้องแวะซื้อของกินสักอย่างสองอย่าง หรือซื้อเครื่องดื่มก่อนกลับเข้าบ้าน ซึ่งมีหลายครั้งที่ของบางอย่างซื้อมาซ้ำๆกันและยังรับประทานไม่หมดจนเหลือทิ้งอยู่บ่อยครั้ง

แต่เมื่อถึงวิกฤตน้ำท่วมที่ทำลายแหล่งผลิตอาหารหลักของร้านสะดวกซื้อ รวมถึงตัดขาดเส้นทางลำเลียงสินค้าเข้าไปในเมือง ทำให้สินค้าขาดตลาด ดังปรากฏการจำกัดจำนวนขายน้ำดื่มบรรจุขวด หรืออาหารบางอย่างขาดตลาดในช่วงน้ำท่วม

ผู้บริโภค รวมถึงนักคิด นักวางแผนนโยบายทั้งหลายได้ตระหนักร่วมกันว่า ความอุ่นใจที่ฝากเอาไว้ให้กับบรรษัทอาจจะเป็นความคาดหวังที่เกินจริงและไม่ยั่งยืนเอาเสียเลย

ความมั่นคงด้านอาหารจึงเป็นประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกมาพูดมากขึ้นในสังคมไทย ควบคู่ไปกับการกำหนดทิศทางนโยบายการจัดการภัยพิบัติอย่างยั่งยืน

ความมั่นคงด้านอาหารหมายถึงความสามารถในการพึ่งพาตนเองของสังคมในเชิงเศรษฐกิจ การผลิต การกระจาย การแลกเปลี่ยน การบริโภค   กล่าวคือ ตั้งแต่เริ่มเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ ไปจนถึงการแปรรูป การขนส่งจากไร่นา คอกฟาร์ม เข้ามาวางขายในร้านขายปลีกขายส่ง   จนนำมาปรุงในครัวของร้านอาหาร หรือบ้านเรือน   เรื่อยไปจนตักเข้าปาก   กระบวนการทั้งหลายจะต้องได้รับการประกันว่าประชาชนจะมีสิทธิและอำนาจในการจัดการ และตัดสินใจเหนืออาหารในทุกขั้นตอน

แต่สิ่งที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน คือ ธุรกิจการเกษตรกรครบวงจรที่ครอบครองกระบวนการทั้งหมดมาอยู่ในอำนาจของตน   ไม่ว่าจะเป็นการลงมือทำเองโดยตั้งบรรษัทลูกลงไปทำ   หรือการจ้างเหมาช่วงบุคคลภายนอกให้รับความเสี่ยงไปทำต่อ แล้วค่อยบังคับซื้อกลับมาตามสัญญาที่ได้ทำไว้ล่วงหน้า

เกษตรกรรมครบวงจรที่บรรษัทเสนอให้เป็นทางออกของ ความมั่นคงด้านอาหาร อาจจะเป็นการซ้ำเติมเกษตรกรและผู้บริโภค เพราะบรรษัทเข้ามากำหนดและปันส่วนในทุกกระบวนการ

หากสกัดเอาส่วนเกินที่บรรษัทขูดรีดจากเกษตรกรและผู้บริโภคออก ก็จะเห็นถึงเงินในกระเป๋าเกษตรกรที่เพิ่มขึ้น หนี้สินลดน้อยลง   ผู้บริโภคมีอาหารที่ตรงกับความต้องการมากขึ้นและเหลือเงินไปใช้สอยอย่างอื่นแยะขึ้น

กิจกรรมทางเศรษฐกิจของบรรษัทแบบครบวงจรซึ่งเข้าข่ายการผูกขาดแนวดิ่ง อยู่ในขอบเขตการกระทำซึ่งรัฐสามารถใช้มาตรการทางกฎหมาย เช่น พรบ.การแข่งขันที่เป็นธรรมฯ มาจัดการได้

อย่างไรก็ดีมาตรการทางกฎหมายต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมือง ที่ต้องต่อสู้กับกลุ่มผลประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจการเมือง  อธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุด คือ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งซึ่งมีกลุ่มทุนอยู่เบื้องหลังในการสนับสนุน ย่อมไม่กล้าจะจัดการกับกลุ่มที่สนับสนุนตนมา   จึงไม่น่าแปลกใจที่รัฐไทยแทบไม่เคยใช้มาตรการทางกฎหมายจัดการกับการผูกขาดทางเศรษฐกิจได้เลย

หากรัฐต้องการแก้ปัญหาการผูกขาด และสร้างหลักประกันความมั่นคงด้านอาหาร สิ่งที่รัฐพอจะทำได้โดยไม่ต้องแตกหักกับกลุ่มทุน ก็คือ  ต้องเร่งพัฒนาเรื่อง การกระจาย และการแลกเปลี่ยน เพื่อเชื่อมโยงการผลิตและการบริโภคเข้าหากัน

มีกลุ่มเกษตรกรและสหกรณ์จำนวนไม่น้อยพยายามสร้างตลาดทางเลือก และคิดค้นวิธีการกระจายสินค้าและเชื่อมต่อข้อมูล

แต่ความพยายามของเกษตรกรและสหกรณ์เหล่านั้นก็ต้องเผชิญมาตรการโต้กลับของบรรษัท รวมถึงความหนืดเชิงธุรกิจทั่วไปของกิจการขนาดกลางและขนาดย่อม

วาระสำคัญของประเทศในเรื่องนี้จึงไม่ต่างจากการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจอื่นของรัฐไทย คือ การส่งเสริมศักยภาพในการแข่งขันโดยพัฒนาตลาดทางเลือก และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการโทรคมนาคมและขนส่ง

อย่างไรก็ดี เป็นที่รับรู้ว่า มาตรการเหล่านี้ต้องการเวลา และงบประมาณ เพราะฉะนั้นนโยบายเกี่ยวกับเรื่องนี้จึงต้องสานต่ออย่างสืบเนื่อง

มาตรการที่พวกเราทุกคนสามารถมีส่วนร่วมและปฏิบัติการได้เองในชีวิตประจำวัน คือ พยายาม ลด ละ เลิกไม่ซื้อสินค้าจากบรรษัทที่มีพฤติกรรมผูกขาด   เริ่มเสาะแสวงหาเลือกซื้ออาหารจากรายย่อย เช่น อาหารท้องถิ่น   ใช้เวลาว่างศึกษาข้อมูลต่างๆ   และใช้เทคโนโลยีสื่อสารเพื่อการรวมตัว เพิ่มปริมาณ จัดซื้อจัดจ้าง อย่างต่อเนื่อง จนจำนวนความต้องการเพิ่มขึ้นกลายเป็นกลุ่มลูกค้าที่ผู้ประกอบการกล้าที่จะลงทุนเพื่อตอบสนองความต้องการมากขึ้น  

ทางเลือกนี้ มีความลำบากแต่สิ่งที่ได้กลับคืนมาก็คุ้ม เพราะเราจะได้อาหารที่ราคาถูกลง คุณภาพดีและปลอดภัยยิ่งขึ้น นอกจากนี้เราก็จะมีข้อมูลซึ่งเชื่อมโยงกับสุขภาพของตน   มีเครือข่ายของเพื่อร่วมสังคม   และสามารถรักษาวิถีชีวิตของตนและเกษตรกรได้อย่างยั่งยืน

บทความเรื่องนี้เขียนขึ้นจากชุดโครงการวิจัยซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก สสส. และทางเลือกของผู้บริโภคที่เสนอในบทความชิ้นนี้ ข้าพเจ้า และเครือข่าย "ปลดแอกเกษตรกรจากพันธนาการ" (FAIR Contract FREE Farming) ได้ลงมือปฏิบัติการจริงมามากกว่าหนึ่งปี ซึ่งมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต และสุขภาพกระเป๋าสตางค์ ในทางที่ดีขึ้น   ท่านผู้อ่านที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมสามารถเข้าไปเยี่ยมชม หน้าแฟนเพจ Facebook โดยค้นหาจาก Google ว่า "ปลดแอกเกษตรกรจากพันธนาการ" หรือ "FAIR Contract FREE Farming" ได้ทันทีโดยไม่ต้องกดถูกใจ หรือเป็นสมาชิก เฟซบุค แต่อย่างใด

 

 

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

บ่วงบาศผูกขาดปากท้อง และหนทางหลุดพ้นจากบ่วง

ทุนนิยาม 101 เปิดงานวิจัย เผยโฉมหน้าเกษตรพันธะสัญญา

 

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร