มุมมองคนทำงานศิลปะการละคร : ละครเปลี่ยนแปลงมนุษย์และสังคมได้จริงหรือ?!(ตอน 3)

Mon, 03/26/2012 - 14:13 -- ประชาธรรม

ลองหันไปฟังมุมมองของคนทำงานศิลปะการละครจากประเทศเพื่อนบ้านกันบ้าง ว่าละครเปลี่ยนแปลงผู้คนและสังคมได้จริงหรือ?!

แองเจโล ศิลปินชาวติมอร์เลสเต

"แองเจโล" ศิลปินหนุ่มชาวติมอร์เลสเต หรือติมอร์ตะวันออก ที่เดินทางมาร่วมงานกิจกรรม ละครเปลี่ยนแปลงสังคมได้จริงหรือ? ซึ่งมูลนิธิสื่อชาวบ้าน(มะขามป้อม) ร่วมกับภาควิชาศิลปะการละคร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดขึ้น ณ โรงละครมะขามป้อม อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เมื่อต้นเดือนตุลาคม 2554 ที่ผ่านมา

แองเจโล บอกเล่าให้ฟังว่า เกิดในชนบท แล้วก็มาเติบโตในเมือง ตอนนี้ก็ทำงานให้กับองค์กร และเพิ่งมีโอกาสมาเมืองไทยเป็นครั้งแรก เพราะสนใจกิจกรรมละครของมูลนิธิสื่อชาวบ้าน(มะขามป้อม)ก็เลยอยากเข้ามาเรียนรู้ อยากจะรู้วิธีการต่างๆ และหวังว่าจะเก็บเกี่ยววิธีเหล่านี้แล้วนำเอากลับไปที่ติมอร์เลสเต เพื่อนำไปบอกเล่าให้เพื่อนๆ ในติมอร์เลสเตได้นำไปปรับใช้ให้มีศักยภาพเพิ่มมากขึ้น

แน่นอน ถึงแม้ว่าติมอร์ตะวันออก นั้นเพิ่งก่อตั้งเป็นประเทศน้องใหม่ แต่เขาบอกว่า ศิลปะการละครนั้นได้อยู่ร่วมกับผู้คนในสังคมมาเนิ่นนานแล้ว

"จริงๆ แล้ว มีหน่วยงานที่ทำเกี่ยวกับละครอยู่หลายหน่วยงาน และผมก็ทำงานในหน่วยงานที่ทำเกี่ยวกับละคร แล้วละครของผมก็จะทำร่วมกันชาติอื่นๆ ด้วย ซึ่งรัฐบาลของติมอร์เลสเต เองก็ให้ความสนใจเกี่ยวละครมากด้วย"

แองเจโล บอกว่า ตอนนี้เขาได้ทำงานร่วมกับยูเอ็น ใช้สื่อละครชุมชน เพื่อเป็นการสื่อสารเพื่อให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เป็นการสื่อสารข้อมูลดีๆไปสู่ชุมชน

"ประเทศติมอร์มีหลายกลุ่มชาติพันธุ์ ก็มีหลายส่วนมีทั้งกลุ่มคนที่นับถือศาสนาหลายศาสนา ทั้งมุสลิม คาทอลิก และพุทธ ซึ่งถ้าย้อนกลับไปก่อนติมอร์เลสเตจะแยกเป็นเอกราชกับตอนนี้ มันเปลี่ยนเยอะมากเลย โดยเฉพาะเรื่องของวัฒนธรรม"

เมื่อเราถามว่า ละครจะไปเปลี่ยนแปลงสังคมได้ไหม?

แองเจโล บอกว่า ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละชุมชน เพราะจะมีปัจจัยที่ไม่เหมือนกัน แต่ว่าสิ่งที่เราอยากจะทำ ก็คือ รวมวัฒนธรรมหลายๆ อย่างมาทำงานภายใต้นโยบายของรัฐบาลเดียวกัน

ซาเลีย ศิลปินกัมพูชา แสดงศิลปะเซอร์คัส

ด้าน "ซาเลีย" ศิลปินสาวชาวกัมพูชา เธอก็มีโอกาสเดินทางมาร่วมงานกิจกรรม International People"s Theatre Forum:ละครเปลี่ยนแปลงสังคมได้จริงหรือ? เหมือนกัน โดยภายในงานนั้น เธอก็เป็นคนหนึ่งที่ได้นำศิลปะการแสดงกายกรรมแบบเซอร์คัส Circus มาโชว์ด้วย ซึ่งได้สร้างความสนใจฮือฮาให้กับผู้เข้าชมงานเป็นอย่างมาก กับท่วงท่าลีลาอันอ่อนช้อยของเธอ

เธอบอกว่า ศิลปะทำให้เรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆ อีกทั้งยังเป็นการเชื่อมสัมพันธ์อันดีกับผู้คนได้อีกด้วย

ซาเลียมีภูมิลำเนาเดิมมาจากพระตะบอง ที่สนใจการแสดงแบบเซอร์คัส เพราะว่าชอบ แล้วก็หลงรักการแสดงประเภทนี้ และศิลปะที่เลือกนี้มันทำให้ตัวเองสามารถแสดงและได้เดินทางไปต่างประเทศ ทำให้ได้พบเห็น เพิ่มประสบการณ์และนำศิลปะไปแลกเปลี่ยนกับชาติอื่นๆ ได้

"ศิลปะแนวนี้มีในกัมพูชามานานแล้ว และสามารถนำไปเชื่อมโยงกับผู้คน กับชุมชนได้ โดยเป็นการทำงานเป็นหน่วยงานอาจจะคล้ายๆ กับกรมศิลป์ของไทยนั่นแหละ แล้วก็จะมีเว็บไซต์ซึ่งประชาชนสามารถเข้ามาดูได้ อีกอันหนึ่งที่สามารถเชื่อมโยงได้ ก็คือว่าเวลาเดินทางไปทำการแสดงจะเกิดการมีส่วนร่วม ก็จะให้คนที่อยู่ในชุมชนมาเรียนมาฝึกเล็กๆ น้อยๆ แต่ส่วนใหญ่ก็จะมีดูการแสดง มันอาจจะไม่ได้ในแง่ของการนึกคิดเท่าไหร่ แต่ว่ามันทำให้เรามีกิจกรรมให้ทำร่วมกัน ซึ่งการแสดงศิลปะแบบนี้มันไม่ใช่สำหรับเฉพาะแค่เด็กๆ เท่านั้น แต่ว่าจะเป็นใครก็ได้ ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้ามา แล้วเราก็ไม่ได้เก็บเงิน เพราะว่ามันมีมานานแล้ว แต่ว่ามีช่วงหนึ่งมันขาดหายไป แต่พอช่วงหลัง ได้มีความพยายามที่จะรื้อฟื้นกลับเข้ามาใหม่ ก็พยายามอนุรักษ์ไว้"

เธอบอกอีกว่า การแสดงแบบเซอร์คัส จริงๆ แล้วก็ไม่ใช่ของกัมพูชาโดยตรง แต่ว่ามันผสมปนเประหว่างศิลปะของฝรั่งเศส เยอรมัน ญี่ปุ่น แล้วก็อื่นๆ

"แต่สิ่งที่เรารู้ก็คือว่า หน่วยงานของเราได้ส่งเสริมให้เยาวชนออกไปเรียนแล้วก็กลับมาทำงานด้านนี้ แต่งานกายกรรมเหล่านี้มันเป็นงานที่จะต้องเข้าถึงบุคคล แต่ถ้าทำเดี่ยวมักจะไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไหร่ จะเข้าถึงยาก ดังนั้นเราก็จะต้องผสมผสานกัน"

ลุงเลิดมะนี สีเชียงใหม่ กับภาพแสดงละครหุ่นขี้เยื่อลาว

ในขณะที่ "ลุงเลิดมะนี สีเชียงใหม่" เป็นศิลปินลาวสูงวัยใกล้หกสิบปี เป็นอีกคนหนึ่ง ที่พาทีมงานข้ามฟากจากฝั่งโขงของลาว มาร่วมแสดงงานละครหุ่นลาวให้ผู้คนได้ชมกันอย่างตื่นตาตื่นใจ โดยละครหุ่นของเขานั้นเด่นและสะดุดตาแก่ผู้เห็น เพราะเป็นหุ่นแต่ละตัวนั้น เขาทำมาจากขี้เยื่อ หรือเศษขยะที่อยู่รอบๆ โรงละครมะขามป้อม แล้วนำมาประดิษฐ์ ตกแต่ง ปรับใช้ และนำมาแสดงให้ดูตรงนั้นเลย

"ผมอยู่บ้านแก้งก่อ เมืองจำพอน สุวันนะเขด เขตภาคใต้ของลาว ติดกับมุกดาหารของไทยนี่แหละ บ้านลุงอยู่ในเขตชนบท ออกจากสุวรรณเขตประมาณห้าสิบกว่ากิโล" ลุงเลิดมะนี บอกเล่าให้ฟัง

ลุงเลิดมะนี บอกว่าครอบครัวมีชื่อเสียงเรื่องหมอลำ แต่ลุงเลิดมะนี กลับสนใจและเลือกจะเป็นศิลปินแสดงละครหุ่น

"ครั้งแรกเริ่ม ชีวิตลุงไม่อยากเป็นนักศิลปินเลย ลุงเข้าเฮียนวิชาครู เฮียนครูวรรณคดีกับการเมือง หลังจากเรียน 4 ปี ก็มีพรสวรรค์ในการแสดง การเล่านิทาน ก็เป็นแรงบันดาลให้การเล่านิทานนี่มันจะเป็นการชักชวนให้คนหัวเราะ แล้วก็เป็นการเติมชีวิตให้คน แต่การเล่านิทานมันมีช่วงคับแคบ ก็เลยคิดว่ามาเป็นนักแสดงดีกว่า ก็หันตัวมาเป็นนักแสดง ไปเรียน ตอนนั้นเขาเชิญผู้เชี่ยวชาญของเวียดนามมาสอน สอนเทคนิคการแสดง เป็นการสอนในระยะสั้น แค่เก้าเดือน จบออกมา ก็มาเป็นนักแสดง รัฐบาลลาวก็ตั้งกองละครขึ้นในเวลานั้น ลุงก็เรียนจบมหาวิทยาลัย ชื่อมหาวิทยาลัยสร้างครูดงดู่ แต่ก็ไม่ได้เป็นครู ออกมาก็มาเป็นนักแสดงเลย"

หลังจากนั้นลุงเลิดมะนีก็เป็นข้าราชการ หลังจากการทำการละคร ลุงเลิดมะนีได้มีการแลกเปลี่ยนกับทางเวียดนาม ได้ทุนไปศึกษางานมาสร้างกองละครลาว

หลังจากนั้นลุงเลิดมะนี เริ่มพลิกแพลงปรับเปลี่ยนวิธีการนำเสนอ จนกลายเป็นละครหุ่นขี้เยื่อ

"คือเวลาเดียวกันนั้น มีเจ้าหน้าที่รัฐบาลฝรั่งเศสเข้ามา ก็ได้มีโอกาสได้เข้าคุยกับรัฐบาลกลาง แล้วเขาก็ให้ทุนเราไปเรียนที่ฝรั่งเศส ประมาณหกเดือน เรียนพื้นฐานของการแสดง กลับคืนมาก็มาสร้างทีมงานของลุงที่ลาว มีกลุ่มกายกรรมของลาว และในเวลาเดียวกันนั้นนักแสดงของฝรั่งก็เข้ามาในลาว มีนักแสดงละครหุ่นเข้ามา เขาก็มาเสาะหาลุง เพราะว่าลุงเป็นคนที่พูดภาษาฝรั่งเศสได้คล่อง แล้วเขาก็ให้พาทีมงานนี้ไปแสดงตามชนบท อันนี้ลุงคิดว่ามันเป็นปาฏิหาริย์ของลุง ที่ได้เอาการแสดงของฝรั่งไปแสดงบนดอย เพราะตามหมู่บ้านนั่นไม่มีคนเว้าภาษาลาวได้ มีแค่พ่อบ้านคนเดียวเว้าภาษาลาวได้ ลูกบ้านเว้าภาษาชนเผ่าหมดเลย เป็นลาวเทิง"

ลุงเลิดมะนี บอกเล่าให้ฟังว่า "บนเทิงนั้นไม่มีน้ำ ไม่มีไฟ มืดหมดเลย ค่ำมาเขาทำการแสดง โดยที่ให้ชาวบ้านเอาดุ้นฟืนมาคนละดุ้น เอากองรวมกันแล้วก็ดังไฟ(ก่อไฟ)ขึ้น แล้วคนฝรั่งเขาก็ทำการแสดงรอบกองไฟ ในเวลาเดียวกันชาวบ้านก็เอาวัฒนธรรมของชาวบ้านออกมาแสดงแลกกัน ฝรั่งมีแนวคิดเรื่องวัฒนธรรมของตัวขึ้นมา เขาก็บันทึกเอาแล้วก็กลับไปบ้านเขา พอลุงเห็นเหตุการณ์นั้น ลุงกลับลงดอย ก็ไปรายงานกับรัฐบาล ว่าเราควรเหมือนเขา ทำวิธีอย่างเขา เพราะวิธีของเขาดี เพราะก่อนหน้านั้นลุงอยู่ละครของลาว พอไปแสดงให้ชนเผ่าเบิ่ง เขาไม่เบิ่งเพราะเขาไม่รู้ภาษา แต่ฝรั่งนี่มีเทคนิค โดยไม่ต้องพูด หลังจากนั้น ลุงก็ขอทุนรัฐบาลไปเรียน รัฐบาลเขาก็ให้เราไป กลับมาเราก็มาสร้างทีมงานละครหุ่น โดยเอาอุปกรณ์ของลาว คือเอาขี้เยื่อ(เศษขยะ)ของลาวนี่แหละ มาทำ แล้วก็เอาแสดงให้ชาวบ้านดู ปรากฏว่าทำให้เราเห็นความแฮง เห็นความเปลี่ยนแปลงของมัน"

แน่นอนว่า นี่เป็นเรื่องแปลกใหม่และแตกต่างกับวงการละครในประเทศอื่น เพราะว่าลุงเลิดมะนี เลือกเอาขี้เยื่อหรือเศษขยะมาทำเป็นละครหุ่น

"เพราะว่าเราไปบ้านแต่ละบ้าน เราไม่ถืออุปกรณ์ไป แต่เราไปหาเอาในหมู่บ้านนั้นเลย เราเอาหุ่นที่อยู่ในบ้าน เอาอุปกรณ์ที่อยู่ในบ้านขึ้นมา แล้วให้เขาทำเอง แล้วก็ให้เขาเล่นเอง เราแค่สอนเทคนิคนิดๆ หน่อยๆ  มันทำให้ชาวบ้านฮักผลงานที่เขาทำขึ้นมา มีผลงานเป็นของตนเอง แล้วเขาก็จะรู้จักจุดอ่อนจุดดีที่คนอื่นเขาทำ ถ้าเกิดหุ่นที่ทำนั้นมันมีปัญหาเขาก็แปง(สร้าง)ใหม่เลย เฮ็ดให้ชาวบ้านมีความฮักในผลงาน อันที่สอง เฮ็ดให้ชาวบ้านไม่ทิ้งขี้เยื่อ อันไหนที่ทิ้ง ก็เอามาทำประดิษฐ์ประดอย แล้วก็เล่นกัน แล้วก็เป็นการขยายงาน เพราะตรงนี้มันเป็นงานรีไซเคิลด้วย"

นั่นทำให้ละครหุ่นของลุง กลายเป็นที่สนใจและได้รับความนิยมมากขึ้น

"ลุงเริ่มทำละครหุ่นตั้งแต่ปี ค.ศ.2000 พอถึงปี 2011 ปรากฏว่ากระแสมันพุ่งขึ้น แฮงขึ้น จากลุงคนเดียว แล้วก็เพิ่มมา 5 คน ซึ่งทั้ง 5 คนนี่ได้ส่งไปฝึกงานที่ฝรั่งเศส แล้วก็กลับมาแสดง จากนักแสดงละครหุ่น 5 คน ก็มาเป็น 10 ปัจจุบันนี้มีซาวคน (20 คน) แล้วซาวคนนี่ ก็ยังสามารถไปแสดง แยกไปตามที่ต่างๆ ครั้งละ 5 คนได้ คือไม่จำเป็นต้องไปแสดงหมด ใช้คนน้อย แล้วเราก็สามารถไปได้ทุกที่ทุกทาง ไปก็ไม่จำเป็นต้องเอาอะไรไป อันนี้มันจะเป็นการประหยัด และก็สามารถไปทุกแห่งทุกซอกทุกซอยของพื้นที่ได้ดนตรีเราไม่ต้อง เราก็ใช้ดนตรีของพื้นบ้านเขา อะไรก็ได้ที่มันให้เสียง แล้วก็เคาะให้หุ่นแสดง อันนี้มันจะดันให้เราแฮงขึ้น"

ปัจจุบัน ถือว่าผลงานและชื่อเสียงของละครหุ่น หรือกะบอกลาวขี้เยื่อนั้นโด่งดังไปทั่วโลก

"11 ปี ที่ผ่านมา เราไปจัดแสดงอยู่ในกลุ่ม 10 ประเทศของอาเซียนครบเลยหละ แล้วก็จะไปทางยุโรป มีฝรั่ง อัฟริกา เยอรมัน ฯลฯ ปรากฏว่ามันบรรลุขึ้นมาแล้ว ปัจจุบันนี้จากหน่วยกระบอกลาวก็แตกออกเป็นหน่วยหน้อยๆ อย่างเช่น หน่วยข้าวเหนียว หน่วยแจ่วบอง ที่เป็นลักษณะพื้นบ้านๆ ตอนนี้คนเริ่มเข้าใจมากขึ้นแล้ว เมื่อก่อนเพื่อนหลายคนบอกว่าลุงเลิดเป็นบ้า เรียนจบสูง แต่มาทำอย่างนี้ ปัจจุบันนี้ไม่ค่อยมีใครว่าอย่างนั้นแล้วหละ สังคมยอมรับเราแล้ว แค่นั้น แต่ประชาชนมีไม่กี่คนที่เข้าใจปัญหานี้ยังอีกหลายคนอยู่"

ทุกวันนี้ ลุงเลิดมะนี กับทีมละครหุ่นขี้เยื่อลาว ยังคงเดินทางไปทั่ว นอกจากแสดงให้ชาวบ้านได้ดูแล้ว ยังเปิดอบรมสอนเรื่องละครหุ่นขี้เยื่ออีกด้วย

"เวลาเราเปิดกลุ่ม work shop ผู้ที่เข้ามาเรียนจะไม่ใช่คนในวงการ แต่เป็นเด็กด้อยโอกาส อนาถา ไม่มีงานทำ เรียกได้ว่าผู้ใหญ่ยังไม่เข้าใจเรา เขาจะเอาลูกเขาไปเป็นภาษี จะเอาลูกเขาไปเป็นการเงิน เอาลูกไปเป็นบัญชี เผื่อจะกอบโกยอะไรเขามา  เพราะหลายคนเขาคิดเพียงแค่จะทำอย่างไรจะได้เงินหลาย  แต่ลุงดีใจที่มีโอกาส อยู่ข้างคนยากคนจน ได้ช่วยเหลือพวกเขา ปัจจุบันนี้ก็มีหลายโครงการเชิญเราไป ลุงเลิศก็จะฝากลูกฝากหลานไปให้คนอื่นรู้ว่าละครมันดี มันเปลี่ยนนิสัยของลูกเขาได้ เห็นผิดเป็นยังไง ถูกเป็นยังไง..." ลุงเลิดมะนีบอกเล่าให้ฟัง

นี่เป็นเพียงบางตัวอย่างของมุมมองศิลปะการละครของประเทศเพื่อนบ้าน ว่ามีคุณค่า สำคัญและส่งผลต่อวิถีชีวิตผู้คนละสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมได้อย่างไรบ้าง.

 

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

มุมมองคนทำงานศิลปะละคร : ละครเปลี่ยนแปลงมนุษย์และสังคมได้จริงหรือ? ตอนที่ 1

มุมมองคนทำงานศิลปะการละคร : ละครเปลี่ยนแปลงมนุษย์และสังคมได้จริงหรือ?! ตอน 2

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร