ทุนนิยามสัมภาษณ์บัณฑิตย์ เผยเศรษฐศาสตร์การเมืองเรื่องการกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ

Thu, 03/29/2012 - 14:45 -- ประชาธรรม

นับถอยหลังอีกเพียงไม่กี่วัน การปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาทใน 7 จังหวัด(กรุงเทพมหานคร, สมุทรสาคร, ปทุมธานี, นครปฐม, นนทบุรี, สมุทรปราการ และภูเก็ต) และการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเฉลี่ยจากเดิม 39.5% ในอีก 70 จังหวัดที่เหลือ จะมีผลบังคับใช้  ข่าวนี้คงสร้างความปลาบปลื้มปิติยินดีให้แก่พวกเราคนทำงานเป็นอย่างยิ่ง

อันที่จริงแล้ว การขึ้นอัตราค่าแรงขั้นต่ำในแต่ละช่วงเวลานั้น ล้วนแล้วแต่แฝงไปด้วยภาพสะท้อนความเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆหลายด้าน โดยเฉพาะภาพความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ที่นับวันแรงงานจะมีความสำคัญมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยหลายชิ้นที่ชี้ให้เห็นว่าสังคมไทยไม่ใช่สังคมเกษตรกรรมแต่เป็นสังคมอุตสาหกรรมและการบริการ ดังนั้นพรรคการเมืองจึงไม่อาจที่จะทิ้งฐานเสียงกลุ่มก้อนใหญ่กลุ่มนี้ได้

การขึ้นอัตราค่าแรงขั้นต่ำในครั้งนี้ จึงไม่ได้หมายความถึง ความสำเร็จในการทำให้สังคมรับรู้และเห็นความสำคัญของแรงงานเท่านั้น หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นให้ "คนทำงาน" ที่เรียกได้ว่า เป็นคนกลุ่มใหญ่ (ซึ่งในที่นี้ไม่ได้หมายรวมถึงคนงานในโรงงานเท่านั้นแต่หมายรวมถึงคนงานในออฟฟิศ ครู อาจารย์ พนักงานธนาคาร ฯลฯ อย่างเราๆ ท่านๆ) ได้ตระหนักถึง ความสำคัญของตนเองในการที่จะผลักดันให้เกิดนโยบายต่างๆที่จะทำให้เราไม่ต้องทำงานอย่างบ้าคลั่ง และถูกขูดรีดเพื่อแลกกับค่าแรงที่ไม่พอใช้

คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยได้สำรวจค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของผู้ใช้แรงงานจำนวน 3,660 คน ใน 16 จังหวัดที่อยู่ในพื้นที่ทำงานขององค์กร พบว่ามีคนงานถึง 68.61 % ได้รับค่าจ้างไม่ถึง 300 บาทต่อวัน มีคนงาน 19.86 % ที่มีค่าจ้างมากกว่า 300 บาทต่อวัน (ในที่นี้มีผู้ไม่ตอบคำถาม 11.53 %) แต่เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายรายวันสำหรับแรงงาน 1 คน ประกอบด้วย ค่าอาหารสามมื้อ ค่าเดินทาง ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเช่าบ้าน ค่าโทรศัพท์ ค่าเครื่องอุปโภค ค่าใช้จ่ายอื่นๆ พบว่าเป็นเงินต่อวันรวมทั้งสิ้น 348.39 บาท ทั้งนี้ไม่รวมเงินที่ส่งให้พ่อแม่ ค่าเลี้ยงดูบุตร ค่าเครื่องสำอางค์ ค่าผ่อนบัตรเครดิต ผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ค่าเสื้อผ้า รองเท้า ทำบุญ กิจกรรมบันเทิง หาความรู้ และเงินออม ขณะที่หากคำนวณตามอนุสัญญาฉบับที่ 131 ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ว่า ค่าจ้างขั้นต่ำนั้นต้องครอบคลุมถึงครอบครัว รวม 3 คน จะมีรายได้อยู่ที่วันละ 561.79 บาท ที่พอจะทำให้มีชีวิตปกติสุขเพราะเวลาพูดถึง "ค่าจ้างขั้นต่ำ" เรากำลังหมายถึง "อัตราค่าจ้างที่ลูกจ้างคนเดียวสามารถดำรงชีพอยู่ได้ (ไม่รวมสมาชิกในครอบครัว) ฉะนั้นเราจะเห็นว่าการต่อสู้ของ "คนทำงาน" เพื่อให้ได้มาซึ่ง "ค่าจ้างเพื่อชีวิต หรือ Living Wage" ไม่ใช่แค่ "ค่าจ้างขั้นต่ำ-Minimum Wage" ยังมีหนทางอีกยาวไกล

อย่างไรก็ดี การก้าวขึ้นไปต่อสู้ ต่อรอง กับกลุ่มผู้ประกอบการ นักธุรกิจ รวมถึงพรรคการเมือง จำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจอดีตในแต่ละเรื่อง เพราะอดีตจะทำให้เราเข้าใจปัจจุบัน เมื่อเข้าใจปัจจุบัน จะช่วยให้เราพอเห็นทางเดินหรือพอจะคาดเดาสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้

ทุนนิยาม 101 ขอนำเสนอบทสัมภาษณ์ นายบัณฑิตย์ ธนชัยเศรษฐวุฒิ ผู้อำนวยการและนักวิจัยสิทธิแรงงาน มูลนิธิอารมณ์พงศ์พงัน ในหัวข้อ เศรษฐศาสตร์การเมืองเรื่องการกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ หรือ Political economy of minimum wage fixation ซึ่งได้เผยแพร่รายการในประชาไทและประชาธรรมไปเมื่อปลายปีที่แล้ว เพื่อทบทวนถึงกลไกการต่อรองเรื่องอัตราค่าจ้างขั้นต่ำตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันว่ามีความเป็นไปเป็นมาอย่างไร......

 

 

เกรียงศักดิ์ : อยากให้พี่บัณฑิตย์เล่าถึงการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในประเทศไทยว่ามันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ และพัฒนาการของมันเป็นอย่างไรบ้าง

บัณฑิตย์ : กฎหมายอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2515 ก่อนการปฏิวัติ 14 ตุลาคม 2516 ซึ่งในช่วงนั้นเป็นช่วงระบอบเผด็จการ ถนอม ประภาส หลายท่านคงจำได้อยู่ ทำไมถึงเกิดก่อน 14 ตุลาคม 2516 เป็นเพราะว่าก่อนหน้านั้น เราไม่มีกฎหมายคุ้มครองแรงงานโดยตรง กฎหมายคุ้มครองแรงงานฉบับแรกเกิดขึ้นเมื่อปี 2499 แต่ว่าใช้มาได้หนึ่งปีก็ถูกยกเลิกโดยการรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์ เมื่อเดือนตุลาคม 2501 หลังจากนั้นก็ไม่มีกฎหมายคุ้มครองสิทธิแรงงานในทุกเรื่อง รวมถึงการรวมตัวจัดตั้งองค์กรต่อรอง

สิ่งที่เกิดขึ้น คือ เอื้ออำนวยให้นายจ้างทุกกิจการสามารถเอาเปรียบลูกจ้างได้โดยการกดค่าจ้างให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ในขณะเดียวกันก็มีนโยบายส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชนและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง กำหนดให้มีการลดหย่อนภาษีอากรแก่ผู้ลงทุนจำนวนมาก

 

เกรียงศักดิ์ : อะไรเป็นปัจจัยผลักดันให้เกิดกฎหมายอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในช่วงเวลานั้น

บัณฑิตย์ : สาเหตุสำคัญก็คือว่าเมื่อลูกจ้างถูกกดขี่ขูดรีดมาแสนนาน ก็ย่อมต้องมีปฏิกิริยาในการตอบโต้การเอาเปรียบ วิธีการการตอบโต้ตามสภาพของลูกจ้างทั่วไป(ที่ไม่ได้มีสิทธิในการจัดตั้งองค์กรอย่างเปิดเผยเพื่อที่จะเรียกร้องต่อรองกับนายจ้าง) ก็ต้องใช้วิธีทำงานช้าลงบ้าง หรืออาจจะไม่ให้ความร่วมมือในการพัฒนางานบางอย่าง แต่ว่ามาตรการสุดท้ายของลูกจ้างทั่วโลก ในการต่อรองกับนายจ้างก็คือ การไม่ทำงาน หรือถ้าพูดภาษาเรา คือ การหยุดงาน ซึ่งในขณะนั้นไม่มีกฎหมายกำหนดขั้นตอนการหยุดงานไว้ทั้งสิ้น  เมื่อถึงที่สุดลูกจ้างก็ต้องตอบโต้โดยการนัดหยุดงาน เพราะว่าเมื่อค่าจ้างต่ำก็ต้องทำงานนานหลายชั่วโมง ต้องทำงานติดต่อกันหลายวัน อาจจะทำงานล่วงเวลา หรือทำงานในวันหยุด สถิติในการนัดหยุดงานของลูกจ้างเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถ้าจำไม่ผิด สถิติของการหยุดงานปี 2515 เพียงปีเดียวอยู่ที่ 400 กว่าครั้ง มากกว่าปี2514 บวกย้อนไปถึงปี 2499 เท่าที่ราชการมีสถิติอยู่

ซึ่งหมายความว่า มีความไม่พอใจเกิดขึ้นเป็นกระแสสูงอย่างยิ่ง รวมถึงปัญหาอาการเจ็บป่วยจากการทำงาน  ลูกจ้างไม่พอใจเลิกจ้าง  ลูกจ้างไม่ได้รับค่าทดแทน ก็เป็นข่าวอยู่เป็นระยะ จนกระทั่งรัฐบาลในช่วงนั้นก็ต้องหาทางออกเพื่อควบคุมการเคลื่อนไหวของแรงงาน คือ ออกกฎหมายมากำหนดหรือกำกับวิธีการเคลื่อนไหวว่า แรงงานจะเคลื่อนไหวอะไรได้บ้าง ด้วยวิธีแบบไหน จึงเป็นที่มาของการออกประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 103 เมื่อเดือนมีนาคม 2515 ซึ่งในทางประวัติศาสตร์ของการบริหารจัดการแรงงาน ถือว่าเป็นกฎหมายแรงงานฉบับที่สอง หลังจากฉบับแรกถูกยกเลิกไปเมื่อปี 2501

 

เกรียงศักดิ์ : ตั้งแต่เรามีประกาศคณะปฏิวัติฉบับนี้ จนมีการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ มาจนถึงปัจจุบันนี้ มีพัฒนาการ หรือมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญช่วงไหนบ้าง

บัณฑิตย์ : ก่อนอื่นต้องขอชี้แจงก่อนว่าประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 103 ให้อำนาจกระทรวงมหาดไทยในการกำหนดสิทธิแรงงานด้านต่างๆให้นายจ้างพึงปฏิบัติตาม ก็จะมีประกาศกระทรวงมหาดไทยที่ว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน ประกาศฉบับนี้ออกมาหลังจากออกประกาศหนึ่งเดือน คือ เดือนเมษายน 2515 กำหนดให้มีการตั้งองค์กรไตรภาคีที่เรียกว่าคณะกรรมการค่าจ้าง เพื่อให้องค์นี้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำขึ้นมา ซึ่งในช่วงแรกของการที่จะกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำก็ต้องมีการสำรวจภาวะเศรษฐกิจของประเทศ ภาวะเศรษฐกิจครัวเรือน ระดับรายได้ของลูกจ้างที่ทำงานอยู่ในขณะนั้น ค่าจ้างขั้นต่ำอัตราแรกอยู่ที่ 12 บาทต่อวัน ซึ่งเข้าใจว่ากำหนดขึ้นครั้งแรกเมื่อต้นปี 2516 เพราะต้องมีระยะเวลาหนึ่งปีในการสำรวจข้อมูลเพื่อให้เกิดความเข้าใจของทุกฝ่าย

มีผลการการสำรวจของคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงานสถิติแห่งชาติ (เท่าที่จำได้) สำรวจลูกจ้างที่มีรายได้ต่ำในภาคเมือง พบว่า ระดับรายได้ที่เพียงพอกับการเลี้ยงชีพภาคปกติควรอยู่ที่ประมาณ 20 กว่าบาทต่อวัน แล้วผลการสำรวจลูกจ้างที่ทำงานก่อนปี 2515 ได้รับค่าจ้างโดยเฉลี่ย 8-10บาท ต่อวัน ผลการพิจารณาของคณะกรรมการค่าจ้างก็มีการประนีประนอมระหว่างฝ่ายนายจ้าง ฝ่ายลูกจ้าง และนโยบายรัฐ ก็เลยออกมาที่ตัวเลขครั้งแรก คือ 12 บาท ต่อวันเมื่อต้นปี 2516

ความเปลี่ยนแปลงสำคัญของอัตราค่าจ้าง เกิดขึ้นภายหลังจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เพราะว่าเหตุการณ์นี้ นำไปสู่การส่งเสริมสิทธิ เสรีภาพของประชาชนทุกกลุ่มที่จะเคลื่อนไหวต่อรองเพื่อความเป็นธรรมให้กับชีวิตของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ชาวไร่ชาวนา หรือลูกจ้างกรรมกร รวมถึงเสรีภาพของนักวิชาการ ปัญญาชนทุกกลุ่ม

ในแง่ของขบวนการนักศึกษา ก็มีการประสานกับศูนย์การจัดตั้งกลุ่มลูกจ้างในสถานประกอบการต่างๆ รวมถึงองค์กรชาวนาด้วย การเคลื่อนไหวที่สำคัญเกิดขึ้นเมื่อประมาณปี 2518 ซึ่งมีการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในสองเรื่องด้วยกัน คือ ให้มีการปรับค่าชดเชยให้มากกว่า 1 อัตรา ประกาศกระทรวงที่ว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานมีการกำหนดให้มีการจ่ายค่าชดเชยสำหรับลูกจ้างที่ไม่มีความผิด ซึ่งตอนนั้นไม่ว่าลูกจ้างจะทำงานมานานแค่ไหนก็จ่ายอัตราเดียว ถ้าจำไม่ผิด เท่ากับ 30 วันทำงานสุดท้าย ประกอบกับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่กำหนดขึ้นมาก็ต่ำกว่าค่าครองชีพ ในช่วงนี้จึงมีการส่งเสริมให้เกิดการรวมตัวเพื่อเรียกร้องอัตราค่าจ้างขั้นต่ำให้สูงขึ้น มีการเคลื่อนไหวที่จะแก้ปัญหาในเรื่องอัตราค่าจ้างขั้นต่ำกับอัตราค่าชดเชยไปพร้อมกัน ทั้งนี้เนื่องจากวิกฤตทางเศรษฐกิจ จนทำให้นายจ้างของอุตสาหกรรมสิ่งทอเลิกจ้างลูกจ้างเป็นจำนวนมาก ประกอบกับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่เกิดขึ้นในตอนนั้นก็ค่อนข้างต่ำ เลยทำให้มีการประสานเคลื่อนไหวระหว่างขบวนการนักศึกษา

 

เกรียงศักดิ์ : การกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำตั้งแต่ปี 2515 เป็นต้นมา เป็นการกำหนดอัตราค่าจ้างอัตราเดียวทั่วประเทศ จนกระทั่งมีการเปลี่ยนแปลงในภายหลัง ที่เกิดอนุกรรมการค่าจ้างระดับจังหวัดขึ้น ซึ่งส่วนนี้เกิดขึ้นเพราะว่าสาเหตุอะไรครับ การเปลี่ยนโครงสร้างคณะกรรมการที่เพิ่มคณะอนุกรรมการเข้าไป

บัณฑิตย์ : อัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่กำหนดครั้งแรกก็ครอบคลุมเฉพาะกรุงเทพฯและปริมณฑล เพราะถือว่าเป็นพื้นที่ที่มีโรงงานอุตสาหกรรมและลูกจ้างอยู่ค่อนข้างหนาแน่น แล้วค่อยๆขยายไปทีละจังหวัด ถ้าจำไม่ผิด บังคับใช้ทุกพื้นที่ทั้งประเทศ เมื่อเดือนตุลาคม 2517 แต่ว่าค่าจ้างไม่ใช่อัตราเดียว แบ่งเป็น 3 อัตรา ก็คือว่า อัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่สูงสุดจะอยู่ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล ต่อมาก็เป็นจังหวัดรอบนอกที่มีการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและแรงงาน ประมาณ 6-10 จังหวัด ส่วนจังหวัดที่เหลือส่วนใหญ่ก็จะเป็นอัตราค่าจ้างที่ต่ำสุด

 

เกรียงศักดิ์ : แต่ปัจจุบันนี้เรามีอัตราค่าจ้างที่แตกต่างกันมากถึง 32 อัตรา ใช่ไหมครับ

บัณฑิตย์ : ใช่ อัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่แตกต่างกันเกิดขึ้นภายหลังปี 2540 เพราะว่ามีแนวคิดจากฝ่ายข้าราชการกระทรวงแรงงานที่ชัดเจนว่า การมีคณะกรรมการค่าจ้างเพียงชุดเดียวที่กรุงเทพฯกำหนดอัตราค่าจ้างเพื่อบังคับใช้กับทุกจังหวัดทั่วประเทศนั้นไม่เป็นธรรม เพราะไม่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจและค่าครองชีพในพื้นที่ ประเด็นสอง คือ ต้องการจะกระจายอำนาจในการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำออกไปในแต่ละจังหวัด

เพราะฉะนั้นความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ คือ มีการออกพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฉบับปีพ.ศ. 2541 พ.ร.บ.ฉบับนี้เป็นการปรับปรุงแก้ไขประกาศกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานที่ออกมาตั้งแต่ปี 2515  ซึ่งมีการกำหนดให้อำนาจคณะกรรมการค่าจ้างสามารถจัดตั้งคณะอนุกรรมการค่าจ้างได้ ซึ่งคณะอนุกรรมการค่าจ้างที่เป็นนโยบายของคณะกรรมการกำหนดอัตราค่าจ้างถูกกำหนดขึ้นมาตั้งแต่ยุคนั้น คือ มีคณะกรรมการกลั่นกรอง เป็นคณะอนุกรรมการทางด้านวิชาการและเศรษฐกิจ ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้จะเป็นตัวตรวจสอบข้อมูลที่แต่ละพื้นที่ส่งมา เพื่อจะดูว่าข้อมูลและมติที่จะให้ปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำมันสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในพื้นที่หรือไม่ เพื่อจะส่งให้คณะกรรมการค่าจ้างส่วนกลางตัดสินอีกทีหนึ่ง

ในช่วงประมาณปี 2542-2543 หลายท่านคงทราบว่าเป็นช่วงที่เราเกิดวิกฤติเศรษฐกิจทางสถาบันการเงิน มีโรงงานเจ๊งกันเยอะ ลูกจ้างถูกลอยแพเป็นจำนวนมาก หลายโรงงานมีการเลิกจ้างคนงาน หรือลดการเพิ่มค่าจ้าง กระแสเศรษฐกิจในขณะนั้นได้สร้างความชอบธรรมให้กับการไม่เพิ่มอัตราค่าจ้างขั้นต่ำด้วย เพราะประเด็นจะไปอยู่ที่ความมั่นคงในการทำงานมากกว่าการเพิ่มค่าจ้างและสวัสดิการ ซึ่งรัฐมนตรีกระทรวงแรงงานในขณะนั้นก็ได้ออกประกาศกระทรวงเพื่อที่จะกำหนดคณะอนุกรรมการอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เพื่อให้คณะอนุกรรมการชุดนี้ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนของฝ่ายนายจ้างลูกจ้าง และส่วนราชการที่สำคัญในพื้นที่ ร่วมกันพิจารณาข้อมูล พร้อมทั้งตัดสินใจว่าจะมีมติ ปรับหรือไม่ปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ

 

เกรียงศักดิ์ : การมีคณะอนุกรรมการอัตราค่าจ้างขั้นต่ำขึ้นมา สุดท้ายแล้วได้แก้ไขปัญหาการรวมศูนย์หรือการตัดสินใจจากส่วนกลางที่เป็นแนวความคิดตั้งแต่ต้นหรือเปล่าครับ

บัณฑิตย์ : ในทางกฎหมาย คณะอนุกรรมการอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจะช่วยแบ่งเบาภาระในการหาข้อมูลในพื้นที่ โดยมอบหมายให้จังหวัดเป็นคนพิจารณาตรวจสอบข้อมูลเพื่อตัดสินว่า ควรจะมีการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำหรือไม่ และขึ้นเท่าไหร่ แต่อำนาจการตัดสินใจสูงสุดก็ยังอยู่ที่คณะกรรมการค่าจ้างที่กรุงเทพฯหรือจะเรียกคณะกรรมการค่าจ้างส่วนกลางก็ได้

 

เกรียงศักดิ์ : แล้วการปรับตัวของค่าจ้างขั้นต่ำ ตั้งแต่ปี 2515 จนถึงปัจจุบัน มันมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน สอดคล้องกับพัฒนาการทางเศรษฐกิจแค่ไหน

บัณฑิตย์ : ข้อมูลงานวิจัยหลายแห่ง พบร่วมกันว่า อัตราการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำที่เป็นตัวเงินเมื่อเปรียบเทียบกับค่าจ้างที่แท้จริง หรือค่าจ้างที่เป็นอำนาจซื้อ หรืออัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปีมีความห่างกันมาก ที่มีความใกล้เคียงก็อาจจะเป็นเขตเมืองกรุงเทพและปริมณฑล แต่โดยส่วนใหญ่มีความห่างกันมาก หมายความว่า ระดับค่าจ้างที่แท้จริง ที่คิดถึงอำนาจซื้อของประชาชนอย่างแท้จริงต่ำกว่าอัตราค่าจ้างที่เป็นตัวเงินโดยเฉลี่ย

ถ้าพูดไปแล้วการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำหรือไม่ มากน้อยแค่ไหน ก็ไม่ใช่เป็นเรื่องของข้อมูลภาวะเศรษฐกิจแต่เพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับปัจจัยทางการเมืองหลายอย่าง โดยเฉพาะดุลอำนาจการต่อรองของสหภาพแรงงานในแต่ละช่วง รวมถึงนโยบายทางการเมืองของรัฐบาลในแต่ละช่วงด้วย ยกตัวอย่างเช่น ในช่วง 2517 อัตราค่าจ้างช่วงนั้นขึ้นค่อนข้างมาก บางปีขึ้นทีสองปีด้วยซ้ำ ถึงแม้ว่าในทางตัวเลขอาจจะขึ้นไม่มาก แต่ที่สำคัญมาจากแรงขับเคลื่อนของขบวนการแรงงานในขณะนั้นที่ค่อนข้างเข้มแข็ง ยังไม่มีการแตกแยกกันมาก พร้อมกับการสนับสนุนของภาคประชาชนกลุ่มอื่นเช่น ขบวนการนิสิตนักศึกษา ขบวนการชาวนา แต่ว่าภายหลังจากเหตุการณ์รัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519 นักศึกษา นักวิชาการ นักเคลื่อนไหวฝ่ายภาคประชาชนจำนวนมากต้องทิ้งเมือง

 

เกรียงศักดิ์ : แล้วรัฐประหารอีกสองครั้งละครับ ทั้งทศวรรษ 30 และที่เกิดล่าสุด

บัณฑิตย์ : เป็นเรื่องที่น่าคิดว่า การรัฐประหาร 2ครั้ง คือรัฐประหารเมื่อปี 2534โดยคณะรสช. กับรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 สิ่งที่เกิดขึ้นร่วมกัน คือ คณะรัฐประหารทั้งสองชุดไม่มีการยกเลิกกฎหมายแรงงาน ที่ไม่มีการยกเลิกกฎหมายแรงงาน ผมเข้าใจว่า เป็นเพราะว่าขบวนการรวมตัวต่อรองของขบวนการแรงงานมีความอ่อนแอมาตั้งแต่ก่อนเกิดรัฐประหารแล้ว ประเด็นที่สอง คือ อำนาจรัฐค้นพบวิธีการควบคุมแรงงานโดยไม่จำเป็นต้องล้มเลิกกฎหมายพวกนั้น ผมจำได้ว่าในช่วงเกิดรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519 ก็มีแนวคิดจากทหารบางส่วนที่ต้องการจะยกเลิกกฎหมายแรงงาน แต่ว่ามีนักวิชาการด้านแรงงานท่านหนึ่ง คือ ท่านอาจารย์นิคม จันทรวิทุร พยายามเข้าหาคณะรัฐประหารขอให้กำหนดกลไกใหม่เพื่อจะได้ปรึกษาหารือร่วมกับฝ่ายนายจ้าง ฝ่ายแรงงาน จนเป็นต้นกำเนิดของคณะกรรมการไตรภาคีชุดหนึ่งที่เรียกว่า สภาที่ปรึกษาเพื่อพัฒนาแรงงานแห่งชาติ ซึ่งก็กลายเป็นองค์กรที่ใช้ปรึกษาหารือร่วมในขณะนั้นจนถึงประมาณปี 2520 กว่า แต่หลังจากนั้นรัฐบาลส่วนใหญ่ก็สามารถหาที่ปรึกษาเอาเองได้

 

เกรียงศักดิ์ : ค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศก็เป็นการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด แต่ในเมื่อกลไกลที่มีอยู่เป็นอุปสรรคต่อการเปลี่ยนแปลงอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ในความคิดของพี่บัณฑิตย์ค่าจ้างขั้นต่ำในบ้านเราควรจะเป็นอย่างไร

บัณฑิตย์ : การพูดถึงนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก เท่าที่ผมจำได้เมื่อประมาณปี 2544 เป็นช่วงก่อนที่พรรคไทยรักไทยจะขึ้นมามีอำนาจ ก็มีพรรคการเมืองหนึ่งเสนอว่า ควรจะมีการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำสำหรับชาวไร่ชาวนา ซึ่งกระแสนี้ไม่ขึ้นเนื่องจากรายได้ชาวนาไม่ได้มาจากค่าจ้าง หรือไม่ได้ขึ้นอยู่กับอัตราค่าจ้างของภาคเอกชน ถ้าย้อนไปมากกว่านี้หน่อย ปี 2531มีนายกที่มาจากการเลือกตั้งครั้งแรก คือ พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณและได้มีการพูดถึงการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ แต่ไม่เคยพูดถึงตัวเลขว่าควรจะขึ้นเท่าไหร่

ผมคิดว่าการพูดถึงค่าจ้างขั้นต่ำในเชิงตัวเลขว่าขึ้นเท่าไหร่ เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปลายปีก่อน(2553) ในการประชุมคณะรัฐมนตรีของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตอนนั้นรัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน นายเฉลิมชัย ศรีอ่อนได้หารือกับนายกรัฐมนตรีในระหว่างการประชุมครม.ว่าควรจะขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเท่าไหร่ ซึ่งนายกก็ให้ความเห็นว่าควรปรับขึ้นเป็นประมาณ 200 บาท ต่อวัน

เท่าที่ได้ติดตามดูแนวคิดของการปรับขึ้นค่าจ้างเป็น 200 บาทต่อวัน เข้าใจว่านายกฯคงอนุมานจากฐานเงินเดือนขั้นต่ำของข้าราชการ ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 6,000 บาท อันนี้เป็นการหารือในค.ร.ม. แต่ก็ไม่ได้มีมติออกมา แต่ก็เป็นข่าวเป็นระยะๆ จนกระทั่งเมื่อสิ้นปีก่อน(2553) รัฐมนตรีกระทรวงแรงงานออกมาให้สัมภาษณ์ว่า 200 บาทไม่ได้เป็นตัวเลขที่นายกเสนอให้ต้องขึ้นให้ได้ แต่เป็นเรื่องอนุมาน ซึ่งก็ต้องให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเช่น สภาพัฒน์ กระทรวงแรงงาน พิจารณาถึงความเหมาะสมว่าจะขึ้นอย่างไรต่อไป ในช่วงระหว่างนั้นก็ใกล้กระแสที่จะมีการเลือกตั้งใหม่หลังจากอภิสิทธิ์ประกาศจะยุบสภาต้นเดือนพฤษภาคม(2554) จนกระทั่งนำไปสู่นโยบายของพรรคฝ่ายค้านซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นรัฐบาล คือ พรรคเพื่อไทย ที่ได้ช่วงชิงการนำเสนอตัวเลขของการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาท ต่อวัน นอกจากนี้มีพรรคชาติไทยพัฒนาที่เสนอว่าจะปรับเป็น 350 บาท พรรคประชาธิปัตย์ก็ประกาศออกมาชัดเจนขึ้นว่าจะขึ้น 25 เปอร์เซ็นต์ภายใน 2 ปี

 

เกรียงศักดิ์ : ในกลไกการกำหนดค่าจ้างที่ถูกกำหนดโดยไตรภาคี คณะกรรมการค่าจ้างส่วนกลาง และอนุกรรมการจังหวัด แต่ว่าเมื่อมีการเสนอตัวเลขขึ้นมาอย่างนี้ พี่บัณฑิตย์คิดว่าในอนาคตเราควรใช้ระบบการกำหนดอัตราค่าจ้างแบบไหน แบบเดิมหรือว่าน่าจะมีระบบอื่นเข้ามาช่วยแก้ปัญหาที่เราได้พูดมาทั้งหมด

บัณฑิตย์ : เรื่องระบบการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ตามอนุสัญญาขององค์การแรงงานระหว่างประเทศฉบับที่ 131ซึ่งออกมาตั้งปี 2513 เป็นอนุสัญญาที่ว่าด้วยการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของประเทศด้อยพัฒนา ซึ่งกำหนดว่า ต้องมาจากผู้ได้เสีย ทั้งนายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐบาล และต้องคำนึงถึงค่าครองชีพของลูกจ้างหนึ่งคน และสมาชิกในครอบครัว และพิจารณาถึงภาวะเศรษฐกิจในขณะนั้น ความสามารถในการจ่าย ต้นทุนการผลิต ดรรชนีชี้วัดค่าครองชีพ อัตราเงินเฟ้อ อันนี้เป็นหลักเกณฑ์กว้างๆ

ผมคิดว่าในฐานะที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกองค์การแรงงานประเทศมานาน ตั้งแต่ปี 2462 (ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองด้วยซ้ำ) แล้วคณะกรรมการค่าจ้างถือว่าเป็นคณะกรรมการไตรภาคีชุดแรกที่กำหนดขึ้นในประเทศไทยเพื่อกำหนดนโยบายสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับแรงงาน ซึ่งโดยหลักการเราไม่สามารถยกเลิกคณะกรรมการไตรภาคีได้ เพราะจะมีผลเสียร้ายแรงในสายตาของประชาคมโลก โดยเฉพาะองค์การแรงงานระหว่างประเทศซึ่งไทยเป็นสมาชิกในการร่วมก่อตั้ง

ปัญหาของค่าจ้างขั้นต่ำที่ถูกพรรคการเมืองบางพรรคหยิบยกขึ้นมาหาเสียงในระยะที่ผ่านมา มันสะท้อนความสำคัญของผู้ใช้แรงงานที่พรรคการเมืองไม่สามารถมองผ่านได้อีกต่อไป และสะท้อนว่าผู้ใช้แรงงานมีการขยายตัวมากขึ้นทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ แต่ที่สำคัญคือในแง่ปริมาณ เพราะจะแปรเปลี่ยนเป็นเสียงโหวต  และข้อมูลงานวิจัยทุกฝ่ายพบร่วมกันว่า ลูกจ้างที่ทำงานอยู่ในภาคเมืองหรือที่ไปทำงานต่างประเทศก็ดี รายได้ถูกส่งกลับไปเลี้ยงครอบครัวในภาคชนบทหรือ ภาคเกษตรกรรม

 

เกรียงศักดิ์ : ในเมื่อเราไม่สารถเปลี่ยนแปลงระบบไตรภาคีได้ เราจะมีวิธีการอย่างไรที่จะเพิ่มอำนาจการต่อรองให้กับตัวแทนลูกจ้างในระบบไตรภาคี

บัณฑิตย์ : ตอนนี้มองดูแล้ว อำนาจการต่อรองฝ่ายแรงงานได้รับการสนับสนุนจากนโยบายของพรรคเพื่อไทยโดยอ้อม เพราะที่ผ่านมารัฐบาลไม่ได้กำหนดตัวเลขการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำว่าควรจะเป็นเท่าไหร่อย่างชัดเจน แต่ครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของการบริหารแรงงานไทย ที่พรรคการเมืองหยิบยกค่าจ้างขั้นต่ำที่เป็นอัตราที่แน่นอนมานำเสนอเพื่อจะช่วงชิงการหาเสียงจากประชาชน แล้วก็ประสบความสำเร็จด้วย อาจรวมถึงปัจจัยอื่นด้วย

ก็ชัดเจนว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ไม่ว่าจะขึ้นเท่าไหร่ ภาคธุรกิจหรือฝ่ายทุนทุกกลุ่มก็ต้องต่อต้านอยู่แล้ว แต่คราวนี้อาจจะมีเสียงคัดค้านที่หนักหน่วงมากขึ้น เพราะว่าตัวเลข 300 บาท เมื่อเปรียบเทียบกับอัตราค่าจ้างที่มีอยู่ ถือว่าขึ้นค่อนข้างสูง ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ ถ้าคิดถึงค่าจ้างขั้นต่ำในเขตกรุงเทพและปริมณฑลซึ่งอยู่ประมาณ 215 บาท

ถ้าค่าจ้างขั้นต่ำขึ้นถึง 300 บาท ถือว่าเป็นการยกระดับฐานค่าจ้างครั้งใหญ่ ครั้งแรกในประวัติศาสตร์แรงงานไทย และที่สำคัญคือกำหนดมาจากนโยบายของฝ่ายการเมือง ที่ในเชิงกลไกของการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ การเมืองไม่สามารถกำหนดฝ่ายเดียวได้ แต่ก็ต้องส่งผ่านให้กับการตัดสินใจของคณะกรรมการไตรภาคี

ทางออกสำคัญ คือว่า ขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรึกษาหารือร่วม และการเจรจาต่อรองร่วมไปพร้อมกันระหว่างฝ่ายทุน ฝ่ายลูกจ้าง และฝ่ายรัฐบาล อันนี้เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และผมไม่คิดว่ารัฐจะถอยหลังในเรื่องของการปรับค่าจ้าง 300 บาท เพียงแต่ว่าจะปรับช้าปรับเร็ว หรือปรับพร้อมกันทั้งประเทศหรือไม่ นี่เป็นเรื่องที่ต้องมีการเจรจาต่อรองระหว่างฝ่ายแรงงานกับฝ่ายนายจ้าง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าความรู้ ความสามารถและกำลังการต่อรองของแต่ละฝ่ายจะเดินไปอย่างไร

 

เกรียงศักดิ์ : ในฐานะที่เป็นคนทำงานด้านสิทธิแรงงานมาอย่างยาวนาน ถ้าจะให้พี่บัณฑิตย์เสนอแนะหรือสื่อสารกับขบวนการแรงงานของเราว่าจะทำอย่างไรได้บ้าง จะปรับตัว ผลักดัน ค่าจ้าง ค่าแรง รวมถึงสวัสดิการอื่นด้วยในอนาคต

บัณฑิตย์ : ถ้ามองในแง่บทเรียนของการเจรจาต่อรองเพื่อให้ได้ค่าจ้างขั้นต่ำในแต่ละช่วงเวลา กินระยะเวลายาวนานกว่า 40 ปี มีข้อสังเกตว่า ประการที่หนึ่ง ค่าจ้างขั้นต่ำไม่ว่าจะปรับขึ้นเท่าไหร่ ก็ต้องมีการปรึกษาหารือหรือเจรจาต่อรองในทางสังคมและการเมืองเสมอ

ประการที่สอง ไม่ว่าจะเสนอตัวเลขค่าจ้างให้สูงขึ้นเท่าไหร่ ฝ่ายนายจ้างหรือผู้ประกอบการมักจะมีเสียงคัดค้านเสมอ เพียงแต่ในบางปีมีความสามารถในการคัดค้านได้แรง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบรรยากาศทางการเมืองและการลงทุนในแต่ละช่วง

ประการที่สาม เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจหรือการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองก็จะมีผลต่อการเรียกร้องการขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ อาจจะได้ขึ้นช้าหรือได้ขึ้นน้อยมาก

เพราะฉะนั้นถ้ามองจากประเด็นนี้ก็หมายความว่า ครั้งนี้ถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี ที่ฝ่ายการเมืองหยิบยกเรื่องนโยบายการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำโดยเน้นไปที่อัตราการปรับที่ชัดเจน ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นการเอื้ออำนวยกับอำนาจการต่อรองในทางอ้อมของฝ่ายแรงงานที่ยังมีความไม่เป็นปึกแผ่นอยู่

ความสำเร็จของการปรับอัตราค่าจ้าง จะขึ้นได้สูงตามนโยบายของรัฐบาลหรือไม่ ย่อมเป็นเรื่องปกติที่จะพบกับแรงคัดค้านจากผู้ประกอบการ และนักธุรกิจกลุ่มต่างๆ  และย่อมเป็นเรื่องปกติที่จะได้เสียงสนับสนุนจากฝ่ายแรงงาน ยิ่งตัวเลขสูงฝ่ายแรงงานหลายกลุ่มก็ยิ่งเชียร์

ในฐานะที่รัฐบาลเป็นผู้ปกครองประเทศ และต้องเป็นตัวกลางในการหาทางออก เนื่องจากเป็นคนเสนอนโยบายเหล่านี้ เลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องจัดเวทีเรียนรู้และปรึกษาหารือให้มากที่สุด อย่าให้เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องของไตรภาคีแคบๆ เพียงแค่ตัวแทนนายจ้างบางคน ตัวแทนลูกจ้างบางคน และตัวแทนฝ่ายราชการบางคนถกเถียงอยู่ในไตรภาคีแถวกระทรวงแรงงานเท่านั้น จะต้องเปิดเรื่องนี้ให้เป็นประเด็นทางสังคมและการเมืองที่หลายฝ่ายช่วยกันคิด

ก็แน่นอนว่าฝ่ายทุนเองโดยเฉพาะขนาดเล็ก ขนาดกลาง หรือสมาคมธุรกิจต่างๆ ย่อมมีเสียงคัดค้าน แต่ถ้าดูน้ำเสียงที่ผ่านมาจะพบว่า ฝ่ายธุรกิจก็ไม่ถึงขั้นไม่ยอมรับการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำอย่างสิ้นเชิง แต่ก็มีการเสนอให้ปรับทีละขั้น เช่น เป็น 10 เปอร์เซ็นต์ไปก่อนได้ไหม ถึงจะเป็น 300 บาทในอีกสองปีข้างหน้า อันนี้เป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพราะเขาไม่ได้ไม่ยอมรับการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเลย ฉะนั้นเวทีการเจรจาต่อรองก็ต้องจัดให้มากขึ้น เพราะว่าในกระบวนการประชาธิปไตยเวทีการต่อรองเป็นสิ่งเดียวที่จะนำไปสู่ความเข้าใจ และความร่วมมือในการตอบสนองนโยบายรัฐบาลได้.

 

หมายเหตุ- ทุนนิยาม 101 เกิดจากการรวมตัวกันของอาสาสมัครผู้สนใจทำสื่อในประเด็นเรื่อง ทุนนิยมที่ถูกผูกขาดโดยกลุ่มทุนขนาดใหญ่ โดยได้รับการสนับสนุนจากประชาไท สำนักข่าวประชาธรรม Localtalk2004.com และกลุ่มทุนนิยมสังคมกำกับ

 

คลิปรายการทุนนิยาม 101 ตอน พัฒนาการระบบอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในประเทศไทย

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร