ทุนนิยาม 101สัมภาษณ์ "พัชณีย์" เผยชะตากรรมคนงานผลิตสินค้าไอที

Fri, 05/04/2012 - 14:07 -- ประชาธรรม

ทุกวันนี้เราใช้สินค้าไอทีกันอย่างหลากหลาย อาทิ โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์แบบพกพา แทบเลต ฯลฯ จะด้วยความจำเป็น หรือความเป็นแฟชั่น หรือเหตุผลอะไรก็ตามแต่  ได้ทำให้อุตสาหกรรมอิเล็คโทรนิคกลายเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทย เพราะเป็นฐานการผลิตหนึ่ง ในระบบ Supply Chain กล่าวคือ ผลิตชิ้นส่วนประกอบของสินค้าไอที

แต่กว่าจะกลายมาเป็นสินค้าไอที ที่สร้างความสะดวกและความโก้เก๋ ให้กับเรา เราไม่เคยรู้เลยว่า ในกระบวนการผลิตสินค้าอิเล็คโทรนิคเหล่านี้ คนงานจะต้องพบกับอะไรบ้าง มีสภาพการทำงานเป็นอย่างไร (นอกเหนือไปจากข่าวการฆ่าตัวตายของคนงานในโรงงานอิเล็คโทรนิคต่างประเทศ)

ทุนนิยาม 101 สัมภาษณ์พัชณีย์ คำหนักในตอนที่มีชื่อว่า "ชะตากรรมคนงานผลิตสินค้าไอที" และได้เผยแพร่ในรูปแบบของรายการทีวีออนไลน์ไปเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2555 บนเว็บไซต์ประชาไท ประชาธรรมจึงขอนำเสนอการสนทนานี้อีกครั้งในรูปแบบของบทสัมภาษณ์

"พัชณีย์" เป็นนักวิจัยจากโครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทย (Thai Labour Campaign) ซึ่งทำงานวิจัยเรื่อง "สภาพการทำงานของแรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์" เรียบเรียงเป็นหนังสือ "จะทำยังไงให้พวกคุณรู้ว่า "ฉันป่วย" How can I tell you when I"m ill?: เบื้องหลังคนงานผลิตสินค้าไอที" มีเนื้อหาเป็นการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาของแรงงานภาคอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนสินค้าไอทีในประเทศไทย โดยเฉพาะปัญหาเรื่องสุขภาพความปลอดภัยของแรงงานหญิง ซึ่งในอุตสาหกรรมนี้มีสัดส่วนแรงงานหญิงมากกว่า 80%

 

 

บทสัมภาษณ์ชิ้นนี้จะทำให้เราเห็นภาพชัดเจนขึ้น ว่าเกิดอะไรขึ้นในโรงงาน เกิดอะไรขึ้นข้างหลังรั้วแรงงาน ในฐานะที่เราเป็นคนส่วนใหญ่ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคนในโรงงานหรือในกระบวนการผลิตมาก แต่ว่าอย่างน้อยทุกวันนี้ เราใช้สินค้าจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับการผลิตแบบนี้ การรู้และตระหนักว่า สินค้าที่เราใช้แบรนด์นั้นก่อให้เกิดการขูดรีดแรงงานมากน้อยแค่ไหน ก่อให้เกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมมากอย่างไร อาจจะนำมาสู่การควบคุมผู้ผลิตให้ปฏิบัติกับแรงงานอย่างเป็นธรรม รวมถึงบังคับให้โรงงานใส่ใจกับปัญหาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพราะสุดท้ายแล้วโรงงานทั้งหลายจะอยู่ได้ขึ้นอยู่กับพวกเราที่เป็นผู้บริโภค

อนึ่ง รายการทุนนิยาม 101 เกิดจากการรวมตัวกันของอาสาสมัครผู้สนใจทำสื่อในประเด็นเรื่อง "ทุนนิยมที่ถูกผูกขาดโดยกลุ่มทุนขนาดใหญ่" ภายใต้สโลแกน "ร่วมกันกำหนดทุนนิยม อย่าให้ทุนนิยมกำหนดเรา" ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากประชาไท สำนักข่าวประชาธรรม Localtalk2004.com และกลุ่มทุนนิยมสังคมกำกับ ดำเนินรายการโดย "เกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร"

 

 

เกรียงศักดิ์ : อยากให้คุณพัชณีย์ พูดถึงสิ่งที่ค้นพบจากงานวิจัยชิ้นนี้ หรือสิ่งที่อยากจะเน้นสภาพการทำงานของคนงานในอุตสาหกรรมไอที

พัชณีย์ : จริงๆแล้วสิ่งที่ค้นพบจากการทำงานวิจัยในโรงงานผลิตชิ้นส่วนฮาร์ดดิสก์ ก็ไม่ได้แตกต่างจากงานวิจัยชิ้นอื่นๆ สักเท่าไหร่ ตอนแรกรู้สึกว่า ทำไปทำมาปัญหาก็วนซ้ำที่เดิม โดยก่อนหน้านี้โครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทยเคยไปศึกษาโรงงานอุตสาหกรรมตัดเย็บเสื้อผ้าก็จะเจอปัญหาสุขภาพ การเอารัดเอาเปรียบเรื่องค่าจ้างและสวัสดิการ เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งก็ไม่ได้ต่างจากงานศึกษาโรงงานอิเล็คโทรนิคในภาพรวมสักเท่าไหร่ ที่เข้าไปศึกษาเพราะเห็นว่าเป็นการอัพเดทสถานการณ์แรงงาน พอศึกษาไปก็เกิดคำถามว่า ประชาชนหรือสาธารณะชน โดยเฉพาะผู้บริโภคจะตระหนักถึงความเป็นอยู่ของคนงานรึเปล่า รวมถึงรัฐด้วยเพราะเป็นกลไกลที่ต้องคุ้มครองแรงงาน

 

เกรียงศักดิ์ : โดยปกติแล้ว เวลาเราพูดถึงสินค้าอิเล็คโทรนิคเหล่านี้อย่างเช่น คอมพิวเตอร์ เราจะเห็นว่า สินค้าเหล่านี้สร้างมูลค่าให้กับระบบเศรษฐกิจค่อนข้างมาก แล้วก็ผลกำไรในอุตสาหกรรมเหล่านี้มีมูลค่ามหาศาล แต่ว่าสิ่งที่เราไม่รู้ คือ คนงานที่อยู่ในระบบการผลิต เขาได้รับค่าจ้างหรือค่าแรงเท่าไหร่

พัชณีย์ : ยุคสมัยเปลี่ยนไปค่าแรงก็เพิ่มขึ้นอยู่แล้ว ตามค่าครองชีพ สวัสดิการบางอย่างก็ได้รับเพิ่มขึ้น  ซึ่งอันนี้ไม่ได้เป็นผลมาจากความเมตตาของนายทุนหรือนายจ้าง แต่มันเป็นผลมาจากการต่อสู้เรียกร้องของคนงาน ฉะนั้นผลต่างๆที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นผลมาจากอดีต

ในงานชิ้นนี้พยายามที่จะนำเสนอปัญหาสุขภาพ เน้นที่ปัญหาสุขภาพ เพราะว่าถ้าดูในกระแสของเอเชีย เท่าที่ได้ติดต่อกับเอ็นจีโอหรือนักเคลื่อนไหวในเอเชียรวมถึงในยุโรป พยายามจะสื่อสารเเรื่อง มีคนงานเสียชีวิตจากการทำงาน ป่วยจากการทำงาน บางแห่งเลวร้ายมาก ก็พยายามที่จะแบนโรงงานนั้น

 

เกรียงศักดิ์ : เมื่อเร็วๆนี้  หลายท่านคงได้เห็นข่าวของคนงานในหลายประเทศ เช่น ที่เกาหลี คนงานผลิตชิ้นส่วนของซัมซุงฆ่าตัวตาย เมื่อต้นปี 2554 ก็มีกรณีของคนงานชายคนหนึ่งของเกาหลีฆ่าตัวตาย ก่อนหน้านี้ก็มีคนงานหญิงในโรงงานเดียวกันฆ่าตัวตาย แล้วก็มีข่าวของคนงานที่ผลิตไอแพดในประเทศจีนฆ่าตัวตาย ทำให้มีคำถามว่า เกิดอะไรขึ้นกับคนงานเหล่านี้ ในงานวิจัยของคุณพัชณีย์ ที่ศึกษาในโรงงานไทย ได้เห็นสิ่งที่คล้ายคลึงกันในสภาพการทำงานหรือเปล่าครับ

พัชณีย์ : พอมันเป็นกระแสข่าวจากต่างประเทศก็ได้กระตุ้นให้นักวิจัยในไทย นักพัฒนาเอกชนได้เข้าไปดูการละเมิดสิทธิในโรงงาน ดังนั้นเราจึงไม่ค่อยเห็นปรากฏการณ์การฆ่าตัวตายในโรงงานของไทยสักเท่าไหร่ แต่มักจะเห็นปรากฏการณ์อดทนเพื่อที่จะอยู่รอด คือ ถ้าเกิดว่าเขาไม่สามารถที่จะอยู่ได้ก็จะหาทางออก อย่างเช่น ถ้าคนงานมีปัญหาสุขภาพก็จะหาทางลาออกเอง ดังนั้นจึงไม่ค่อยเจอปัญหาตรงนี้ แต่ว่าสภาพการทำงานต่างๆคล้ายคลึงกัน เพียงแต่ว่าอาจจะมีบริบทสังคมที่แตกต่างกัน

 

เกรียงศักดิ์ : ในงานวิจัยนี้พูดถึงคนงานที่ผลิตฮาร์ดดิสก์ ซึ่งจะต้องทำงานวันละกี่ชั่วโมง และมีลักษณะการทำงานอย่างไรครับ

พัชณีย์ : มันมีปรากฏการณ์เรื่องปัญหาสุขภาพ ใช่ไหมค่ะ แต่จริงๆแล้วปัญหาสุขภาพในบ้านเราก็ไม่ค่อยสะท้อนออกมาให้เห็นมากสักเท่าไหร่  ยกเว้นว่ามันเกินทนแล้ว ทนไม่ไหวกับสภาพการทำงาน ถึงจะเกิดปรากฎการณ์คนงานออกมาเรียกร้อง เช่น การรับสารตะกั่วไปเต็มๆ อย่างเมื่อหลายปีก่อน บริษัทผลิตฮาร์ดดิสก์แห่งหนึ่งในสมุทรปราการ คนงานได้รับสารเคมีตะกั่วหนักมาก ทำให้มีคนเจ็บป่วยและเสียชีวิต คือ กว่าจะถึงสภาพนั้นได้ต้องผ่านการทำงานแบบอดทนสุดๆ

เรามาดูกระบวนการทำงานของพวกเขาว่าเป็นอย่างไร ก็พบว่า เวลาเราไปอ่านงานของนักวิชาการกระแสหลักในด้านเศรษฐศาสตร์ทุนนิยม เขาก็จะพยายามพรีเซ็นต์เรื่องของ มูลค่าการส่งออก สภาพการจ้างงาน จีดีพีเติบโตขึ้น แต่เราในฐานะที่เป็นต่อสู้เรื่องสิทธิมนุษยชน ก็จะมองลึกเข้าไปในเรื่องของกระบวนการทำงาน เพื่อเป็นตัวพิสูจน์ว่าจะบอกอะไรเราได้บ้าง เพียงแต่ปัญหาของเรา คือ ไม่สามารถสัมภาษณ์คนงาน หรือเข้าไปเยี่ยมคนงานในโรงงานได้ อีกสิ่งหนึ่ง คือ ข้อมูลที่ได้จะมีความเที่ยงตรง ขึ้นอยู่กับการสัมภาษณ์จำนวนหนึ่งพอประมาณ แล้วเช็คข้อมูลการให้สัมภาษณ์ของคนงานแต่ละคนว่าตรงกันไหม เพื่อที่จะดูว่ามันเที่ยงตรง แล้วก็เปรียบเทียบกับที่อื่นๆในภาพรวมด้วย ถ้ามีโอกาสเราก็จะสัมภาษณ์ผู้จัดการด้วย บางแห่งก็ให้ความร่วมมือดี บางแห่งก็ไม่ให้ความร่วมมือเลย

ทำไมเราถึงต้องสนใจกระบวนการทำงาน เพราะโดยปกติแล้วผู้บริโภคมักจะไม่สนใจกระบวนการทำงาน อย่างเช่นอาหารที่ผลิตผ่าน process (กระบวนการ)ของแรงงานมา กินเข้าไปแล้วจะเกิดอะไรบ้าง จริงๆแล้วผู้บริโภคควรจะมีความรู้ในเรื่องของกระบวนการทำงาน การผลิต จากสื่อสาธารณะ สื่อสาธารณะควรนำเสนอเรื่องกระบวนการทำงาน เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับรู้เรื่องต่างๆมากยิ่งขึ้น

ตรงนี้อยากจะชี้ให้ผู้บริโภคเข้าใจว่ากระบวนการผลิตมันทำให้คนงานเจอกับสารเคมีเยอะจริงๆ

 

เกรียงศักดิ์ : ถ้าคนทั่วไปได้ฟัง อาจจะรู้สึกว่าอุตสาหกรรมเหล่านี้เป็นอุตสาหกรรมที่มีการลงทุนสูง น่าจะมีการป้องกัน เช่น ใส่หน้ากาก หรืออุปกรณ์ป้องกันสารเคมี จากทำวิจัยชิ้นนี้  จากการได้สัมภาษณ์และไปเห็นมา คนงานเหล่านี้เขาได้รับการปกป้องอย่างเต็มที่รึเปล่า

พัชณีย์ : เวลาไปสัมภาษณ์คนงาน เขาก็จะบอกว่า เขาต้องแต่งตัวอย่างไร  ในห้องทำงานใหญ่จะมีห้อง "clean room" แล้วเขาก็จะบอกว่าที่ห้อง "clean room" มีกระบวนการทำงานอย่างไรบ้าง ห้อง"clean room"จะสะอาด ขาวใส  แต่สารเคมีที่ใช้มันมองไม่เห็น

เขาบอกอีกว่าจะมีพัดลมระบายอากาศ มีตัววัดและกรองฝุ่นตลอดเวลา มีการตรวจสุขภาพคนงานด้วย มีสายดินป้องกันไฟฟ้าดูด ชุดที่คนงานใส่กัน เขาบอกว่ามันช่วยป้องกันได้ในระดับหนึ่ง เช่นถุงมือ หน้ากาก แต่พอถามลึกลงไป เขาก็บอกว่ามันช่วยป้องกันไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ป้องกันได้แค่ระดับหนึ่งเท่านั้นเอง  เพราะว่าฝุ่นที่เกิดขึ้นจากการทำงาน อย่างเช่นว่า จะต้องล้างทำความสะอาดโดยใช้แอลกอฮอล์ไอพีเอบริสุทธิ์หรือกึ่งบริสุทธิ์มาทำความสะอาด หรือต้องใช้กล้องในการฉายเอ็กซเรย์มันก็จะทำให้เกิดมลภาวะ มีสิ่งตกค้าง บางทีร่างกายที่ใช้ก็เป็นสิ่งดูซับสิ่งเหล่านี้ด้วย เช่น แอลกอฮอล์ไอพีเอร่างกายดูดซับเข้าไป จะทำให้รู้สึกแสบ

ในการทำงานของเขาแว่นตาที่ใช้ป้องกัน มันไม่ได้ป้องกันจริงๆ ยิ่งเร่งผลิตมากๆ การทำงานก็เร่งมาก บางทีก็ไม่ใส่แว่นตาไปเลยก็มี  ระหว่างทำงานคนงานก็ต้องถอดแว่นตาบ้าง เมื่อลมตีขึ้น  สายดินก็ไม่ได้ตรวจสอบบางครั้งคำเตือนไม่ขึ้นว่ามีการใช้ไฟเกิน ดังนั้นจึงไม่มีการตรวจสอบป้องกันร้อยเปอร์เซ็นต์จริง บางที่เก้าสิบ บางที่เจ็ดสิบ บางที่อาจจะใช้ตะกั่วดิบเลย เพราะส่วนของกระบวนการผลิตบางแผนกต้องใช้ตะกั่วบัดกรีชิ้นส่วนขนาดเล็ก เช่น พีซีบี หรือแผงวงจรเคมี มันก็จะเกิดควันขึ้นมา และห้องนั้นก็ไม่สามารถดูดควันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์จริง คนสูดควันเข้าไปก็คือคนงาน นี่คือ ปัญหาในกระบวนการผลิต โดยเฉพาะแผนกที่ประกอบฮาร์ดดิสก์ แผนกซ่อมแซมงาน แผนกแฮนด์โหลดเพราะต้องใช้สารตะกั่วในการบัดกรีชิ้นส่วนเล็กๆ แม้ว่าจะมีการใช้ตะกั่วผสมทองแดงดีบุกเพื่อลดความอันตราย แต่มันก็ยังอันตรายอยู่ดี

 

แอลกอฮอล์ไอพีเอ (Isopropyl Alcohol) มีลักษณะพิษคือทำให้ระบบประสาทถูกกด มึนงง คล้ายเมาเหล้า ตับอักเสบ

 

ตะกั่วบัดกรีฮาร์ดดิสก์

 

เกรียงศักดิ์ : ในบทนำของงานวิจัยชิ้นนี้ มีการพูดถึงงานศึกษาจากต่างประเทศด้วยเช่น ในจีน หรือฟิลิปปินส์ เท่าที่เข้าใจ ในประเทศจีนมีมาตรการที่จะปกป้องคนงานจากสารเคมีเหล่านี้น้อยมาก โดยเฉพาะในช่วงที่มีการเร่งผลิตหรือมีออร์เดอร์สูง คนไทยเจอสิ่งเดียวกันหรือไม่

พัชณีย์ : ใช่ค่ะ แต่ในบางแห่งอาจจะดูมีมาตรฐานหน่อย เพราะมาตรฐานจะส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ของเขามีประสิทธิภาพ ไม่มีอะไรเล็ดลอดเข้าไปในฮาร์ดดิสก์ของเขา แต่บางแห่งจะเร่งผลิตมาก ในที่สุดแล้วถ้าคุณเร่งผลิต ต้องการออร์เดอร์สูงๆ เพื่อแข่งขัน งานก็ต้องมีอะไรเจือปนเข้าไป มาตรฐานและความปลอดภัยในการทำงานก็อาจจะลดลงบ้าง  

 

เกรียงศักดิ์ : เท่าที่ผมอ่านดู คนงานในสายงานการผลิต ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงหมด ผู้หญิงในโรงงานเหล่านี้เขามีประเด็นทางเพศที่น่าสนใจด้วย อีกอย่างหนึ่งคือ โรคหรือผลกระทบด้านสุขภาพที่เกิดจากการทำงาน ในงานวิจัยเห็นมีผู้ป่วยเป็นโรคใดโรคหนึ่งเด่นชัดมากขึ้นหลังจากการทำงานหรือเปล่าครับ

พัชณีย์ : เวลาไปดูตัวเลขหรือสถิติว่าคนนั้นเจ็บป่วยจากการทำงานด้วยโรคอะไรบ้าง จะเจอโรคที่เกิดจากสารตะกั่วและโลหะหนักเยอะหน่อย ซึ่งสารตะกั่วใช้กันเยอะมาก แม้แต่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ และอุตสาหกรรมทั่วไปเช่น อุตสาหกรรมผลิตหลอดไฟ ซึ่งสุดท้ายแล้วเขาก็พยายามบอกว่าตนเองใช้ตะกั่วผสมหรือ เรตฟรี แต่จริงๆแล้วมันไม่ฟรีหรอก มันก็มีผสมอยู่ เพียงแต่ทำให้มันเจือจางลง

 

เกรียงศักดิ์ : เหตุผลที่ต้องใช้ผู้หญิงในโรงงานก็เพราะว่าผู้หญิงมีความต่างกับผู้ชายในกระบวนการผลิตด้วยใช่ไหมครับ

พัชณีย์ : เราถามผู้จัดการของโรงงานว่าทำไมต้องใช้ผู้หญิง ก็จะได้คำตอบว่าผู้หญิงมีความอดทนในการทำงานสูงมาก มีความสามารถในการนั่งนาน และทำงานอะไรที่มันเป็นชิ้นเล็ก ชิ้นน้อย จุกจิก แต่จริงๆแล้วมันอาจจะไม่ใช่เป็นแค่นั้น อาจจะเป็นลักษณะพิเศษอย่างหนึ่งของผู้หญิงด้วย อีกอย่างหนึ่งการศึกษาของผู้หญิงโดยภาพรวมแล้ว ผู้หญิงไทย(อาจจะผู้หญิงในประเทศจีนด้วยก็ได้) มีการศึกษาที่ต่ำกว่าผู้ชาย ผู้ชายส่วนใหญ่จะเป็นพวกช่าง อันนี้ต้องไปดูข้อมูลอีกทีหนึ่ง แต่ดูแล้วผู้หญิงมีการศึกษาที่ต่ำกว่า ส่วนใหญ่จบป.6 หรือ ม.3 พอการศึกษาต่ำก็ใช้ระบบอัตราจ้างที่ต่ำตามวุฒิการศึกษา

อีกอย่างดิฉันคิดว่าใช้ผู้หญิงมันสามารถลดต้นทุนได้บ้าง ลดต้นทุนในแง่ที่ว่า ช่วงที่เขาตั้งท้อง ตั้งครรภ์ นายจ้างก็มีข้ออ้างในการจ้างเขาน้อยลง คือ เขาอาจจะไม่ได้เบี้ยขยันเลย ให้แค่ค่าจ้างขั้นต่ำเท่านั้น เพราะฉะนั้นก็จะได้ค่าจ้างขั้นต่ำเฉลี่ย 190 -250 บาท ต่อวัน ตกเดือนละ 5,000 กว่าบาท เบี้ยเลี้ยงก็ไม่ได้ โอทีก็ไม่สามารถกำหนดให้เขาได้ทำ คือ ที่จริงแล้วก็ไม่ควรทำ เพียงแต่ว่ามันเป็นคำสั่งของนายจ้างว่าเมื่อถึงระยะหนึ่งแล้ว คุณท้อง 3 เดือน ต้องไปอยู่ในห้องพิเศษต่างหากเพื่อให้ทำงานเบาๆ ซึ่งเหตุผลฟังดูดี แต่ว่าคนงานหญิงก็บ่นว่า ให้เพียงแค่ค่าจ้างขั้นต่ำ แล้วจะอยู่ยังไง บางที่คนงานหญิงไม่ยอมแจ้งว่าท้องเพื่อที่จะได้ทำโอทีต่อ หรือได้อยู่ในกระบวนการผลิตต่อ  บางแผนกต้องเจอสารเคมี บางแผนกก็ไม่ต้องเจอ เขายอมทนอยู่กับสารเคมี เพราะเรื่องของเงินที่บังคับให้เขาต้องทำ นี่เป็นเหตุผลทางสรีระที่นายทุนเลือกจ้างคนงานหญิง เพราะสามารถลดต้นทุนได้

 

เกรียงศักดิ์ :  สิ่งที่น่าสนใจก็คือว่าในโรงงานเหล่านี้พัฒนาวิธีการใหม่ๆ เพื่อที่จะควบคุมคนงานได้ทำงานนานขึ้น และเพื่อให้ได้ผลผลิตมากขึ้นหรือเปล่า เพราะเท่าที่เห็นในรายงานที่พูดถึงโรงงานในจีนว่า มีการตัดเงินเดือนถ้าทำผิดพลาด  หรือถ้าทำของเสียหายก็จะมีการหักเงิน  ในช่วงเวลาที่เร่งผลิตจะมีวิธีการที่ทำให้คนงานสามารถทำงานเกินเวลาได้มากกว่าที่กฎหมายกำหนด ในงานวิจัยชิ้นนี้ได้เจอวิธีการควบคุมแบบนี้บ้างไหมครับ

พัชณีย์ : ในงานวิจัยก็พยายามจะอธิบายด้วยเหมือนกันว่าโครงสร้างการจ้างานและระบบการทำงานของนายจ้างทำอย่างไร ในโครงสร้างการทำงานพยายามบังคับให้คนงานทำโอทีด้วย เช่น ทำงานปกติ 8 ชั่วโมง และทำโอทีอีกเป็น 12 ชั่วโมง บางที่หยุดวันอาทิตย์ อีกสัปดาห์หนึ่งจะไม่หยุดเพื่อให้ทำโอทีต่อ  คือ มันเป็นไปโดยที่เขาบังคับ แม้ว่าจะมีการบอกให้คนงานเซ็นก่อน แต่ในทางปฏิบัติจริงๆไม่มีใครกล้าปฏิเสธ เนื่องจากว่าในระบบคุณอยู่กับค่าจ้างขั้นต่ำ เดือนหนึ่งแค่ 5,000-6,000 บาท ซึ่งไม่พอกินอยู่แล้ว ก็เหมือนกับบังคับให้ตัวเองต้องทำโอที และแถมต้องบังคับให้ทำวันธรรมดาทุกวัน เขาก็ต้องทำ เพราะมันส่งผลต่อคะแนนเบี้ยขยัน โดยระบบเบี้ยขยัน คือ การให้คะแนนการไม่ขาด ไม่ลา ให้ความร่วมมือในการทำโอที และก็มีคะแนนประเมินในแต่ละปี สิ้นปีจะมีการให้เกรด เอ บี ซี ดี เอฟ ถ้าเป็นคนงานที่ตั้งครรภ์อยู่เขาก็จะให้เอฟไปเลยโดยปริยาย

 

เกรียงศักดิ์ :  ระบบการทำงานแบบนี้เป็นไปตามมาตรฐานการคุ้มครองแรงงาน หรือมีการพูดถึงเรื่องเหล่านี้รึเปล่า ในเรื่องของการให้คะแนนการทำงาน

พัชณีย์ : มันมีมาตรฐานแรงงานสากลด้วยเหมือนกัน แต่ว่าจริงๆแล้ว เขาก็ไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรฐานแรงงานสากล แม้จะเป็นบริษัทที่บอกว่าตัวเองมีจรรยาบรรณทางการค้าก็ไม่ได้ทำ เช่นว่า การทำงานกับสิ่งอันตรายหรือสารเคมีเป็นพิษ คุณต้องทำไม่เกินสัปดาห์ 30 ชั่วโมง แต่เอาเข้าจริงต้องทำสัปดาห์ละ 60 ชั่วโมง  ถ้าเป็นมาตรฐานแรงงานไทยเขาก็จะเขียนไว้ว่า ให้ทำงานไม่เกิน 7 ชั่วโมง รวมพักเที่ยงด้วย เป็น 8  ชั่วโมงต่อวัน แล้วก็ต้องมีวันหยุด แต่นี่ซัดเข้าไปวันละ 12 ชั่วโมง

 

เกรียงศักดิ์ : คำถามก็คือว่า แล้วเขาทำงานไปจนถึงอายุงานแค่ไหน หรือว่าเขามีโอกาสไต่เต้าเลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่งในโรงงานรึเปล่า

พัชณีย์ : ก็เป็นระบบการจัดการของเขาที่ไม่ได้ให้ความเป็นธรรมกับคน ระบบการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ที่ใช้ในสถานประกอบการ เอาเข้าจริงมันไม่ได้ให้ความเป็นธรรม ที่เรานั่งเรียนในมหาวิทยาลัยมันเป็นการสอนวิธีการว่า จะทำอย่างไรให้ลดต้นทุน และเพิ่มมูลค่าผลิตผลมากที่สุด มันก็เลยไม่มีการเลื่อนตำแหน่งโดยทั่วไปเลย มันก็จะมีแค่เลื่อนเป็นหัวหน้างาน หรือ supervisor 

การเปิดโอกาสให้เลื่อนโดยทั่วไปนั้น คนที่จะเลื่อนตำแหน่งได้ต้องมีวุฒิการศึกษาที่สูงในระดับหนึ่ง จบปริญญาตรีหรือโท ไม่ใช่ว่าคนที่จบม.3ไต่เต้าขึ้นมาเป็นหัวหน้า บางที่อาจจะมีแต่มันไม่ได้เป็นการเปิดโอกาสโดยทั่วไป เพราะฉะนั้นระดับการเลื่อนชั้นจึงไม่มี และค่าจ้างก็ไม่ปรับขึ้นเลยใน 5 ปี อยู่กับค่าจ้างขั้นต่ำตลอด และกว่ารัฐบาลจะประกาศการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ก็ใช้เวลาเป็นปี บางทีก็2- 3 ปี ขึ้นครั้งละ 2-4บาท มันก็คงไม่พอ เงินเดือนก็จะอยู่ระดับ 5,000 กว่าบาท คนงานก็มักจะบ่นว่าทำงานหนักมากเสี่ยงอันตรายทำไมได้เงินแค่นิดเดียว แถมยังต้องทำงานนานขึ้นอีก ซึ่งไม่เป็นธรรม

เราไม่ได้มองนายทุนในเชิงตัวบุคคล แต่มองในเชิงระบบว่า เราจะมีทางออกจากระบบแบบนี้หรือเปล่า รัฐจะมีปัญญาแก้ไหม หรือรัฐไม่ยอมแก้ เพราะรัฐเป็นไปเพื่อคนส่วนน้อย อันนี้ก็ต้องตั้งคำถามกันต่อไป

 

เกรียงศักดิ์ : โรงงานอุตสาหกรรมนี้ส่วนใหญ่จะอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งมักได้รับการส่งเสริมด้านการลงทุน พอเราได้ฟัง ได้เห็นภาพอย่างนี้ว่า จริงๆแล้วมันมีวิธีการที่จะควบคุมคนงานเพื่อที่จะลดต้นทุน คำถาม คือ กำไรที่เกิดขึ้นมาหาศาลจากการขายสินค้าที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ไปอยู่ที่ไหนหมด หนึ่ง คือ บริษัทเป็นบริษัทข้ามชาติหรือเปล่า กำไรได้กลับไปอยู่ในประเทศเขามากน้อยแค่ไหน ในงานวิจัยชิ้นนี้ ได้มีการศึกษาบ้างไหมครับ

พัชณีย์ : ก็มีร่องรอยที่พอจะบอกได้ แต่ต้องไปค้นคว้าต่อเอาเอง  อย่างบริษัทที่ผลิต ฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ ก็จะมีบริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุน  ยกตัวอย่างบริษัทหนึ่งอยู่ที่นิคมบางปะอิน กับนิคมนวนคร  คนอเมริกันเข้ามาลงทุน แล้วจ้างผู้บริหารคนไทยหรือร่วมทุนกับคนไทย พอเขาได้มูลค่าการผลิตก็จะส่งออก เรียกว่า มูลค่าการส่งออก ซึ่งมันก็ส่งออกเอาฮาร์ดดิสค์ไดร์ฟตัวนั้นไปประกอบที่อื่น หรือเอาไปประกอบกับยี่ห้อแบรนด์เนมที่เขาจ้างมาอีกทีหนึ่ง เพราะคอมพิวเตอร์มีหลายชิ้นส่วนที่ต้องประกอบกัน ฮาร์ดดิสค์ไดร์ฟก็เป็นเพียงชิ้นส่วนหนึ่ง ก็อาจจะถูกส่งออกไปประกอบเข้ากับยี่ห้อดังๆอย่าง DELL  HP หรือ SONY แล้วก็เอากลับมาขายในเมืองไทย เพราะฉะนั้นมูลค่าการส่งออกกับสิ่งที่คนงานได้จริงๆ อย่างค่าแรงหรือเงินเดือน ไม่ค่อยสัมพันธ์กัน คือมันสูงกับต่ำมาก แล้วเราก็ไม่ได้อะไรมากเท่าไหร่นัก จากการเติบโตของมูลค่าการส่งออก

 

เกรียงศักดิ์ : คำถามสุดท้ายก็คือว่า ในฐานะที่เป็นนักวิจัยและนักเคลื่อนไหวเรื่องสิทธิแรงงาน ถ้าจะให้คุณพัชณีย์จบด้วยข้อเสนอแนะว่า ในเชิงนโยบายหรือว่าในแง่ของเราซึ่งเป็นผู้บริโภคที่อาจจะช่วยอะไรไม่ได้มากนอกจากเลือกใช้หรือสนับสนุนสินค้า คุณพัชณีย์อยากมีข้อเสนอแนะต่อกลุ่มไหน และอย่างไรบ้าง

พัชณีย์ : การรณรงค์ของนักพัฒนาเอกชนซึ่งปกติก็ทำงานกับสหภาพแรงงาน แล้วเชื่อมโยงกันว่า การรณรงค์ของเราไม่ได้เน้นการรณรงค์กับผู้บริโภคมากนัก เพราะเราเน้นที่ผู้ผลิต ว่าเขาจะลุกขึ้นมาเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับตนเองได้อย่างไร เนื่องจากเขาอยู่กับปัญหา

ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ค่าสวัสดิการ หรือเงินเดือน ค่าจ้างต่างๆ ก็มาจากการเรียกร้องของคนงานเอง เพราะฉะนั้นการเรียกร้องของผู้บริโภคก็จะเป็นแค่ประเด็นรอง หนังสือเล่มนี้จึงมีกลุ่มเป้าหมายเป็นนักสหภาพ นักวิชาการที่ร่วมเคลื่อนไหวในขบวนการแรงงาน ว่า จะทำอย่างไรให้เราหลุดออกจากกรอบของระบบการจ้างงานที่แย่ ระบบโครงสร้างการผลิตที่มันกดขี่เรา เพราะว่าหลังจากที่เราพยายามสู้ตามกรอบสหภาพแรงงาน ก็มีความพยายามที่จะล้มสหภาพอยู่เรื่อยๆ เพราะนายทุนก็ฉลาดขึ้น พร้อมจะหาวิธีที่จะจัดการสหภาพทุกวิธีการ ทุกรูปแบบ แถมรัฐก็ไม่ได้สนใจใยดี อย่างที่ควรจะเป็น เพราะถ้าสนใจจริงปัญหาก็คงถูกแก้ไปหมดแล้ว ฉะนั้นเราจึงพยายามหาวิธีการที่จะหลุดออกจากกรอบทุนนิยมนี้ เพราะเราไม่ได้เป็นผู้กำหนดอะไรเลย และอยากจะให้สหภาพช่วยคิดหน่อยว่าจะสร้างความเข้มแข็งให้กับคนงานอย่างไร ซึ่งต้องมาช่วยคิดมากหน่อย

 

เกรียงศักดิ์ : เป็นโจทย์ข้อใหญ่ เพราะว่าระบบทุนนิยมเองก็พัฒนาวิธีการที่จะขูดรีดส่วนเกินมากขึ้น แล้วก็พัฒนาวิธีการจ้างงาน เช่น การจ้างงานแบบเหมาค่าแรง หรือจ้างงานแบบยืดหยุ่น  เป็นระบบที่พยายามลดต้นทุนและผลักภาระความรับผิดชอบออกไปให้รัฐดูแล หรือคนงานดูแลตัวเอง ก็ต้องทิ้งให้เป็นโจทย์เอาไว้ให้แรงงานคิด

พัชณีย์ : อยากให้แรงงานช่วยคิดมากๆ ไม่ใช่ต่อสู้เพียงแค่ประเด็นเดียว เรียกร้องเรื่องนี้เสร็จ ไปเรียกร้องอีกเรื่องหนึ่ง และมันก็จะวนกับเรื่องเดิมๆ  อย่างเช่น การพูดเรื่องกฎหมายประกันสังคมที่นายจ้างทุกคนจะต้องสมทบทุกเดือนประมาณ 3-5เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าเกิดความมั่นคงในการทำงานไม่ค่อยมีในสภาพเศรษฐกิจแบบนี้ แล้วจะเอาเงินที่ไหนมาสมทบ ปัญหานี้จะแก้ไม่ได้

เรามักจะไปตรวจสอบเรื่องการบริหารงานในบอร์ด แต่ปัญหา คือว่า คนงานนอกระบบมันเยอะไปหมดเลย ส่วนแรงงานในระบบมีจำนวนน้อยลง แล้วนอกระบบจะเอาเงินที่ไหนมาสมทบเพราะอยู่ในระบบจ้างงานแบบยืดหยุ่น วันหนึ่งต้องทำงาน อีกวันหนึ่งอาจไม่มีงานทำ ก็สมทบไม่ได้ รัฐก็บอกว่าสมทบนิดหน่อย เพราะฉะนั้นบางที่เขาจะอาจจะไม่ต้องใช้กฎหมายประกันสังคม แต่ใช้ระบบรัฐสวัสดิการไปเลย ไม่ต้องมานั่งสมทบ ใช้วิธีการจ่ายภาษีให้กับรัฐ อยากจะให้สหภาพช่วยคิดให้มากขึ้น.

 

 คลิปรายการทุนนิยาม

Capitalism101#4 - IT workers under assault from Pong Pan on Vimeo.

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร