เครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภค(จำลอง)รุกหนักบนความหวังเป็นตัวจริง

Sat, 08/11/2012 - 18:31 -- ประชาธรรม

เมื่อกลางปี2554 ประชาชนในจังหวัดเชียงใหม่ได้รวมตัวกันและขยายภาคีอีก17จังหวัดภาคเหนือ พยายามผลักดันให้เกิดพ.ร.บ.องค์การเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคที่เป็นอิสระฉบับ พ.ศ..... โดยเรียกร้องให้รัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ดันร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวเข้าสู่วาระการพิจารณาของสภา ขณะเดียวกันด้านเครือข่ายประชาชน ได้ดำเนินการรวมตัวขับเคลื่อนจัดตั้งองค์การอิสระเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค(จำลอง)ขึ้น เพื่อหวังรองรับการเกิดขึ้นของพรบ.องค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค  

 

สมาชิกเครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภคยังแสดงเจตนารมณ์ถึงการยกระดับระบบคุ้มครองผู้บริโภคไทย โดยให้ทุกภาคส่วนสามารถเดินหน้า แก้ปัญหาผู้บริโภคที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ ส่งเสริมให้ประชาชนรู้เท่าทัน และมีภูมิคุ้มกันจากกระแสการเปลี่ยนแปลงโลก กลไกตลาด การโฆษณาและการแสวงหากำไรอย่างไม่เป็นธรรม ยังชี้ให้เห็นถึงประชาชนผู้บริโภคถูกละเมิดจากการขึ้นค่าทางด่วน ผลิตภัณฑ์อาหารที่ไม่มีคุณค่าแท้จริง เช่น รังนก ที่มีการบรรจุรังนกไว้เพียง 2 % การส่งเอสเอ็มเอสรบกวนทางโทรศัพท์ ภาษี ดอกเบี้ยธนาคาร ทำให้ผู้บริโภคเสียสิทธิและไม่มีสิทธิเรียกร้องหรือได้รับความคุ้มครองใดๆ เกิดการผูกขาดจากภาคเอกชนโดยไม่มีความรับผิดชอบ แต่การเรียกร้องของเครือข่ายผู้บริโภคในครั้งนั้นไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากร่างพ.ร.บ.ได้หยุดชะงักในชั้นของวุฒิสมาชิก โดยไม่มีการเคลื่อนไหวแต่อย่างใด แต่ทว่าทางด้านเครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภค ยังคงมีการเคลื่อนไหวและเดินหน้าทำงานคุ้มครองผู้บริโภคอย่างหลากหลายมิติ

 

ล่าสุดเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2555 นักวิชาการ ประชาชน และเครือข่ายผู้บริโภคที่ได้รับความเดือดร้อนในการใช้บริการลานจอดรถของท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ นำโดย ดร.ชมชวน บุญระหงษ์ ผู้บริหารวิทยาลัยบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ พร้อมคณะ ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ โดยระบุว่า ท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ได้ปรับราคาที่จอดรถยนต์ปรับขึ้นเป็น 200 บาทต่อวัน เห็นว่าเป็นการปรับราคาที่ไม่เป็นธรรม และให้มีการชี้แจงเหตุผลการปรับขึ้นราคา หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2555 ที่ผ่านมา ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ มอบหมายให้นายอดิศร กำเนิดศิริ ปลัดจังหวัดเชียงใหม่เป็นประธานการประชุมชี้แจงของท่าอากาศยานเชียงใหม่ กรณีการปรับขึ้นค่าจอดรถที่ไม่เป็นธรรม ตามคำร้องเรียนของเครือข่ายผู้บริโภคจังหวัดเชียงใหม่

 

ทั้งนี้ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ภายใต้บริษัทอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ได้ทำสัญญาให้เช่าพื้นที่ลานจอดรถกับบริษัทพลังร่วม จำกัด โดยระบุกำหนดอายุสัญญา 3 ปี ตั้งแต่ปี2554-2557 ซึ่งทางบริษัทผู้ประกอบการจะต้องจ่ายค่าตอบแทนให้ ทอท. ร้อยละ15ของยอดรายได้ก่อนหักค่าใช้จ่าย โดยบริษัทพลังร่วม ได้เสนอจ่ายช่วงระยะเวลาปีที่1 พ.ศ. 2555 ขั้นต่ำเดือนละ 797,000 บาท ช่วงระยะเวลาปีที่ 2 พ.ศ. 2556 ขั้นต่ำเดือนละ 876,700 บาท และช่วงระยะเวลาปีที่ 3 ขั้นต่ำเดือนละ 964,370 บาท ซึ่งจำนวนการจอดรถของบุคคลทั่วไปนับจากบัตรได้เงิน โดยเฉลี่ยต่อเดือนมีมากกว่า 40,000 คัน นับได้ว่ามีรายได้ดีทีเดียว

 

ด้านน.อ.วิสูตร จันทนา รองผู้อำนวยการสนามบินเชียงใหม่ สายอำนวยการบริษัทท่าอากาศยานไทย (ทอท.) ได้ชี้แจงว่าการปรับขึ้นราคา ทางบริษัทพลังร่วม ได้ทำเรื่องเสนอให้มีการปรับ และบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด มหาชน ได้ตั้งคณะกรรมการรายได้เป็นผู้พิจารณาเห็นชอบ ทั้งนี้ตัวแทนท่าอากาศยานอ้างว่าเหตุการปรับขึ้น 200 บาทนั้น ทางบริษัทต้องจ้างเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเพิ่มขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้บริการ อีกทั้งจำนวนรถประเภทจอดค้างคืนคับคั่งมากขึ้น จึงต้องปรับขึ้นราคาเฉพาะประเภทจอดเกิน 6 ชั่วโมง หรือค้างคืน เพื่อให้จำนวนความคับคั่งของรถลดลง แต่การตั้งราคานี้เมื่อเทียบราคาตลาดถือว่าอยู่ในระดับกลาง

 

ด้านตัวแทนผู้บริโภคได้โต้แย้ง กรณีการเก็บค่าบริการซ้ำซ้อนย้ำให้ ทอท.เจรจาเก็บค่าบริการกับบริษัทสายการบินต่างๆ แทน หรือมาตรการอื่นใดที่ไม่เอาเปรียบผู้บริโภค เนื่องจากประชาชนเป็นผู้ใช้บริการของสายการบิน มิใช่เป็นผู้ใช้บริการของท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ จึงเป็นการกระทำไม่ถูกต้อง

 

หลังจากการเจรจาไม่ได้ข้อยุติ ผู้บริโภคจึงได้ขอเอกสารรายรับรายจ่ายและหนังสือการบันทึกรายงานการประชุมลงมติเห็นชอบทั้งหมดในการพิจารณาการปรับขึ้นค่าจอดรถในครั้งนี้ ท้ายสุดเครือข่ายผู้บริโภคได้กำหนดระยะเวลาภายในหนึ่งเดือน ไม่เกินวันที่ 15 กันยายน 2555 เพื่อขอคำตอบจากทาง ท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ หากไม่มีการดำเนินการใดๆ เครือข่ายผู้บริโภคจะดำเนินการฟ้องร้องดำเนินคดีต่อไป

อย่างไรก็ตาม เครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภคมีการขับเคลื่อนการทำงานในเชิงรุกมากขึ้น อีกทั้งกลไกการขับเคลื่อนสำคัญที่พวกเขาพยายามมุ่งเน้น คือเชียงใหม่จัดการตนเอง ซึ่งทางเครือข่ายเห็นหนทางที่จะต่อสู้และรอความหวังที่จะได้มาซึ่งพ.ร.บ.องค์การอิสระเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค

 

ดร.ชมชวน บุญระหงษ์ ผู้อำนวยการสถาบันชุมชนเกษตรยั่งยืน หนึ่งในผู้ขับเคลื่อนการทำงานด้านคุ้มครองผู้บริโภคจังหวัดเชียงใหม่กล่าวว่า สถาบันชุมชนเกษตรกรรมยั่งยืน เริ่มทำงานด้านคุ้มครองผู้บริโภคตั้งแต่ปี 2536 และได้ร่วมมือกับเครือข่ายภาคประชาชนมีการจัดตั้งตลาดเกษตรอินทรีย์ในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านอาหาร นับได้ว่าเป็นงานแรกเพื่อให้ผู้บริโภคในจังหวัดเชียงใหม่ได้บริโภคอาหารปลอดภัยจากสารพิษ งานที่สองเราได้จัดทำโครงการร่วมกับมูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภคดำเนินการตรวจปริมาณจุลินทรีย์ในน้ำดื่มทั่วจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีการดำเนินการมานานกว่า 10 ปีแล้ว งานด้านที่สาม ตรวจสอบคุณภาพ ความปลอดภัยของอาหารนำเข้าและอาหารภายในจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีการสุ่มตรวจ อย่างเช่น อาหารจากบริษัทผู้ผลิตในและนอกประเทศ จะนำมาตรวจสอบหาสารพิษ สารบอแรกซ์ หรือการใส่สีลงในอาหารเกินปริมาณ  การสุ่มตรวจอาหารบางประเภท อย่างเช่น นมกล่องสำหรับเด็ก ตรวจพบว่ามีโปรตีนต่ำกว่ามาตรฐาน อีกทั้งผักพลไม้ที่วางขายตามท้องตลาดยังพบว่ามีสารพิษปนเปื้อนจำนวนมาก เป็นต้น

หลังจากนั้น ทางเครือข่ายหลายองค์กร หลายภาคส่วน ได้ติดตามทำงาน เรียกร้องเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นจากกิจการโทรคมนาคม กรณีผู้บริโภคถูกเอารัดเอาเปรียบจากการใช้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ต่างๆ มีการทำงานติดตามร่วมมือกันเป็นเครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภคทั่วประเทศ ซึ่งระยะเวลาสองสามปีที่ผ่านมา เราทำงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านอาหาร และโทรคมนาคม ขณะเดียวกันยังติดตามเรื่องยา พ...คุ้มครองผู้เสียหายจากรถสาธารณะ และงานล่าสุดที่เราดำเนินการ คือเรียกร้องเกี่ยวกับการเก็บค่าจอดรถท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ที่ไม่เป็นธรรม

 

มองทิศทางการทำงานในอนาคตอย่างไร

งานคุ้มครองผู้บริโภคเป็นงานคุ้มครองด้านสิทธิของประชาชน อันที่จริงเมืองไทยมีกฎหมายเยอะมาก กฎหมายให้สิทธิคนทั่วไป แต่ประชาชนยังไม่ได้ใช้สิทธิของตัวเอง จึงต้องทำงานรณรงค์ให้ประชาชนได้ใช้สิทธิของตนเองมากขึ้น ทั้งนี้ยังต้องรณรงค์ให้ประชาชนเปลี่ยนพฤติกรรมด้านบริโภคของตนเองอีกด้วย อย่างเช่น การซื้อผัก ผู้บริโภคจะต้องตระหนักถึงกระบวนการผลิต ว่าขั้นตอนการผลิตเป็นอย่างไร มีสารพิษตกค้างหรือไม่ หรือสินค้าที่ซื้อนั้น มีกระบวนการทำลายสิ่งแวดล้อมหรือไม่ ปรับเปลี่ยนให้เป็นผู้บริโภคสีเขียว(Green Consumer)

แต่ปัญหาที่ติดขัด คือ พ...คุ้มครองผู้บริโภค ที่มีการเสนอร่างไป มันถูกชะงักในขั้นของวุฒิสมาชิก แต่อย่างไรก็ตาม ทางเครือข่ายมีความพยายามผลักดันให้เกิดกลุ่มเครือข่ายของผู้บริโภคเพิ่มมากขึ้น เพื่อรองรับหากมีการแต่งตั้งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค อย่างน้อยประชาชนก็สามารถเข้าไปมีส่วนร่วม ดังนั้นเชียงใหม่จะต้องมีกลไกด้านผู้บริโภคที่เข้มแข็ง และถูกต้องตามกฎหมาย แล้วลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิ และทำหน้าที่ผู้บริโภคที่ดีต่อไป

 

มีความคาดหวังกับการทำงานอย่างไร

เรามีความคาดหวังว่าให้ประชาชนตระหนักถึงสิทธิของตนเอง และไม่ให้ถูกละเมิดสิทธิ ประชาชนสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมจากการมีความตระหนักเพียงอย่างเดียว หันมาใช้สิทธิเรียกร้อง หรือฟ้องร้องดำเนินคดีผู้ที่ละเมิดสิทธิของผู้บริโภค ทั้งนี้ต้องอยู่บนพื้นฐานความเป็นเหตุเป็นผล ไม่ใช้สิทธิฟุ่มเฟย

ส่วนภาครัฐจะต้องมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เช่นการโฆษณาขายสินค้าสารเคมีทางทางการเกษตร ซึ่งมีโปรโมชั่น ลดแลกแจกแถม ติดป้ายตามริมถนน ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย แต่หน่วยงานของรัฐ อย่างสำนักงานสวพ. หรือหน่วยงานส่งเสริมการเกษตร ยังไม่มีการออกมาดำเนินการใดๆ ซึ่งประชาชนหรือเครือข่ายพยายามผลักดันให้มีการบังคับใช้ตามกฎหมาย

 

กรณีการเรียกเก็บค่าจอดรถในสนามบินเชียงใหม่ที่ไม่เป็นธรรม เราดำเนินการเรื่องนี้ให้เป็นกรณีศึกษาเพื่อให้สังคมได้รับรู้ว่า ในที่สาธารณะอย่างสนามบิน เขาจะต้องให้บริการประชาชน ไม่ใช่การแสวงหากำไร ทั้งนี้หากไม่มีการดำเนินการแก้ไข ประชาชนหรือผู้บริโภคจะฟ้องดำเนินคดีต่อไป ทั้งนี้เครือข่ายมองว่า ชุมชนหรือคนในท้องถิ่นยังไม่มีส่วนร่วมในการจัดการท้องถิ่นของตนเอง ซึ่งบริษัทคู่สัญญากับท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ เป็นบริษัทที่มาจากกรุงเทพ ดังนั้นจะต้องสร้างโอกาสให้กับคนท้องถิ่นได้มีส่วนร่วม ซึ่งคนในท้องถิ่นมีศักยภาพมากพอที่สามารถบริหารจัดการส่วนนี้ได้ ทั้งนี้จังหวัดเชียงใหม่ถูกส่วนกลาง หรือภาครัฐเข้ามากำหนดและจัดการเพียงฝ่ายเดียว ดังนั้นต้องมองถึงเชียงใหม่จัดการตนเองด้วย.

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร