สะท้อนย้อนคิด ความคิดทางสังคมศาสตร์กับทิศทางทฤษฎีไทย

Mon, 09/24/2012 - 14:44 -- ประชาธรรม

ระหว่างวันที่ 21-22 กันยายน 2555 ภาควิชาสังคมวิทยามานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) และสำนักพิมพ์คบไฟ จัดการประชุมวิชาการ "สะท้อนย้อนคิดสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาเชียงใหม่" เพื่อสำรวจองค์ความรู้ทางด้านสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ที่ผลิตโดยภาควิชาฯในช่วงระยะเวลาเกือบกึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ตลอดจนทำความเข้าใจต่อการเปลี่ยนแปลงทางด้านทฤษฎี แนวคิด และคุณูปการต่อวงวิชาการและสังคม เปิดเวทีในการแลกเปลี่ยนมุมมองและความคิดทางด้านสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ระหว่างนักวิชาการต่างรุ่น และต่างภูมิภาค ที่มีบทบาทในการพัฒนาศาสตร์ในสาขานี้

สำหรับเนื้อหาโดยมีเนื้อหาในช่วง "ความคิดทางสังคมศาสตร์กับทิศทางทฤษฎีไทย" มีเนื้อหาที่น่าสนใจ ประชาธรรม เรียบเรียง

รศ.ดร.ไชยันต์ รัชชกูล. คณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กล่าวว่า สมัยก่อนสังคมวิทยาเคยถูกตั้งคำถามว่า เป็นราชินีของสังคมศาสตร์จริงหรือไม่ และในสมัยหนึ่งมันถูกมองว่าเป็นอย่างนั้นจริง แต่ถ้ามองในปัจจุบันถือว่าล้าสมัยไปแล้ว ฉะนั้นคำตอบคือ ไม่ เพราะประเด็นหลักสามประเด็น คือ หนึ่ง สังคมวิทยาที่เคยอ้างว่าเป็นแก่นหลักของสังคมศาสตร์นั้น ก็ไม่จริงเสมอไป เพราะมีสาขาวิชาอื่นที่พูดแบบนี้ในลักษณะที่แตกต่างออกไป ยกตัวอย่างเช่น ภูมิศาสตร์ (Geography) ก็อ้างว่าขอบเขตของศาสตร์ภูมิศาสตร์ก็อยู่ทั่วทุกที่(โดยอาจารย์ได้ยกตัวอย่างเรื่องตลกที่ว่า มีหนุ่มคนหนึ่งเขาไปในร้านหนังสือแล้วถามคนขายหนังสือว่า หนังสือเกี่ยวกับภูมิศาสตร์อยู่ตรงไหน คนขายหนังสือตอบว่า ปรัชญาอยู่ตรงนี้ รัฐศาสตร์อยู่ตรงนั้น ส่วนภูมิศาสตร์อยู่ทั่วทั้งร้าน) ด้านประวัติศาสตร์ ตนได้สนทนากับอาจารย์ชาญวิทย์(เกษตรศิริ-ประชาธรรม) นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ ซึ่งท่านบอกว่า นักสังคมศาสตร์ถ้าไม่มีประวัติศาสตร์ก็ไปไม่ถูก ฉะนั้นประวัติศาสตร์ก็อ้างในสิ่งเดียวกับที่สังคมวิทยาอ้าง เศรษฐศาสตร์ก็อ้างแบบเดียวกัน รัฐศาสตร์ก็เช่นกัน มองว่า ทุกอย่างเป็นการเมืองหมด

เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วสังคมวิทยาอ้างอะไร อาจารย์อานันท์ กาญจนพันธ์ อ้างบ่อยๆว่า สังคมวิทยา คือการศึกษาความสัมพันธ์ทางสังคม แต่สาขาอื่นๆก็ทำในแบบเดียวกัน เช่นรัฐศาสตร์ หรือเศรษฐศาสตร์ เพียงแต่ไม่ได้ใช้คำนี้ เช่นเศรษฐศาสตร์มักอ้างดีมาน ซัพพาย เสมอ ไม่ว่าจะศึกษาเรื่องขนส่งมวลชน(Transportation) การวางผังเมืองหรือเรื่องอื่นๆ ทำนองเดียวกันรัฐศาสตร์ก็มักจะพูดถึงความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างหญิงกับชาย คนชั้นหนึ่งกับคนอีกชั้นหนึ่ง เพราะฉะนั้นเมื่อสาขาอื่นๆต้องศึกษาสิ่งนี้ เราก็ไม่สามารถอ้างได้ว่าจุดเด่นของสังคมวิทยาคือศึกษาเรื่องความสัมพันธ์ทางสังคม

สอง หมายความว่า ศาสตร์ในแต่ละสาขาเป็นศิลปะที่ส่องทางให้แก่กันและกัน เช่น Economic Anthropology คือ ผสมผสานการใช้ระหว่างแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์กับมานุษยวิทยา หรือในทางกฎหมายก็มีการพูดถึงเรื่องกฎหมายที่เป็น Positivism and Naturalism   แต่ที่พูดถึงกันน้อย คือ Sociology of Laws ที่หมายถึงว่า เวลากฎหมายถูกนำไปใช้มันมีผลในทางสังคมอย่างไร ซึ่งในความเป็นจริงนั้น เป็นคนละเรื่องกับ Positivism and Naturalism เลย ดังนั้นศาสตร์สองศาสตร์ก็สามารถที่จะส่องทางให้แก่กันและกันได้ นอกจากนี้ยังมีศาสตร์อื่นๆที่ผสมผสานระหว่างกัน อาทิ Politic of Sociology Social history ฯลฯ

สาม อยากลองนำเสนอการมองแนวคิดแบบใหม่ คือ Semiology of Concept อย่างที่ทราบกันว่าในทางภาษาศาสตร์เดิมที คำหนึ่งคำเหมือนจะสื่อตรงต่อวัตถุ(Object) เช่น รูปร่างแบบนี้เรียกว่านาฬิกา แบบนี้เรียกว่าแว่นตา เป็นต้น แต่ทางด้านสัญวิทยา(Semiology-การศึกษาเกี่ยวกับสัญลักษณ์และภาษาสัญลักษณ์-ประชาธรรม)กลับมองว่า ไม่ใช่คำที่ไปสอดคล้องกับวัตถุ(Object) แต่มันเป็นความสัมพันธ์ระหว่างกัน เมื่อลองนำแนวคิดนี้มาใช้กับแนวคิด (Concept) ทางสังคมวิทยา ก็เกิดคำถามว่า แนวคิด(Concept) มันสอดคล้อง(correspond) กับความเป็นจริง(Reality) (คล้ายกับคำที่ไปสอดคล้องกับวัตถุ) หรือว่า แนวคิด(Concept)ถูกใช้ในความหมายหรือสัมพันธ์กับแนวคิดอื่น ที่มันอาจจะไม่ได้ไปสอดคล้องกับความเป็นจริง(Reality) เพราะฉะนั้น แนวคิดหนึ่งจึงสัมพันธ์กับแนวคิดอื่นมากกว่า(A concept is in relation to other concepts) ซึ่งแนวคิดนี้ได้มาจากการการสนทนาเรื่องการสืบค้นข้อมูลทางประวัติศาสตร์กับอาจารย์ชาญวิทย์ที่เมื่อต้องการศึกษาเรื่องใดเรื่องหนึ่งก็ต้องค้นหาข้อมูลที่กระจัดกระจายมาร้อยเรียงหรือสนับสนุนสิ่งกำลังศึกษาเพื่อให้เห็นรูปแบบ(pattern) และ การเคลื่อนไหว(movement) เดียวกัน เช่น เมื่อต้องการศึกษาการก่อตัวของรูปรัฐ(State formation)ก็ต้องไปนำข้อมูลจากหอจดหมายเหตุ  และจากที่ต่างๆมาร้อยเรียงกัน เป็นต้น

ยกตัวอย่างเช่น แนวคิดของคาร์ล มาร์ก ในบทที่หนึ่งก็พูดถึง ค่านิยม(value) แรงงาน(labour) สินค้า(commodity) ฯลฯ ซึ่งคำเหล่านี้ เราอาจเข้าใจความหมายเฉพาะคำ แต่เราไม่ทราบถึงความสัมพันธ์ระหว่างกัน จนเมื่อมันถูกโยงต่อๆกันให้เป็นภาพใหญ่จนกลายเป็น Capitalism (ทุนนิยม) หรือแนวคิดของเวเบอร์(Max weber) ที่รัฐศาสตร์มักสอนกันว่า ความชอบธรรม (Legitimacy)คืออะไร อำนาจ (authority)คืออะไร การครอบงำ(domination) คืออะไร แต่ตนมองว่าน่าจะผิดประเด็น เพราะว่าการพูดเรื่องอำนาจ(authority)มันต้องเริ่มต้นจากการพูดถึงเรื่องการครอบงำ(domination)ก่อนว่ามีแบบไหนบ้าง เมื่อเข้าใจอันนี้มันถึงมีอำนาจ เมื่อมีอำนาจจึงมีความชอบธรรม เป็นต้น ความสับสนที่เกิดขึ้นจากแนวคิด(Concept)มีอยู่ให้เห็นบ่อย เนื่องจากหลายแนวคิดมีลักษณะที่คล้ายกัน คำต่างๆที่ใช้อาจจะไม่เหมือนกัน แต่มันเหมือนกันในลักษณะของเนื้อหาเช่น คำว่า Social fact หรือ Ruling Order หรือ Normative Order  ในขณะเดียวกันก็มีคำที่ใช้เหมือนกันแต่ความหมายต่างกันโดยสิ้นเชิง เช่น ชนชั้น(Class) ของคาร์ลมาร์ก กับเวเบอร์ เป็นต้น

กล่าวโดยสรุป สังคมวิทยาที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นราชินีของสังคมศาสตร์ แต่มงกุฎนี้ได้ถูกแย่งชิงไปแล้ว คำถามคือ มันไม่ว่างเปล่าหรือ ที่จะยืน มีปัญหาอะไรบ้างที่ควรต้องกังวล จะยุบสาขานี้เลยดีไหม หรือว่าสังคมวิทยา-มานุษยวิทยาจะอยู่ยงคงกระพัน สุดท้าย ในอนาคตสังคมวิทยา-มานุษยวิทยาควรจะเป็นอย่างไร( Then, what should sociology to be in the future?)

ดร.นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ กล่าวว่า ทฎษฎีมาจากคำว่า Theory ภาษาอังกฤษที่มีรากศัพท์ว่ามุมมองของพระเจ้า หมายความว่ามนุษย์ในสมัยก่อนถูกห้ามไม่ให้คิดหรืออธิบายตัวเองและโลก เพราะโลกจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่นั้นขึนอยู่กับบัญญัติหรือบัญชาของพระเจ้า ทุกวันนี้เรามาสร้างทฤษฎีกันก็คล้ายๆ ว่าเราทำตัวเป็นพระเจ้า ในอีกแง่หนึ่งทฤษฎีเป็นภาษาสันสกฤต ถ้าเราเทียบเคียงภาษาบาลี ทฤษฎีก็คือทิฐิ ซึ่งไม่ได้มีไว้ให้เรายึดติด แต่มีไว้ให้เราปลดเปลื้อง จึงไม่แน่ใจว่าการดิ้นรนหาทฤษฎีใหม่มันคือการดิ้นรนในการมองแบบพระผู้เป็นเจ้า หรือ แต่ถ้าจะมองหาตัวทฤษฎีคิดว่าก็สมควรที่จะมามองหา ณ สำนักเชียงใหม่ เพราะเป็นสำนักที่แข็งแรง มีนักคิด นักเขียน ครูบาอาจารย์ที่มารวมตัวกันเยอะ

แล้วทิศทางของทฤษฎีที่นี่เป็นอย่างไร ผมก็ไม่แน่ใจว่าเราสามารถที่จะรู้ตัวได้ หรือมองไปข้างหน้าได้หรือไม่ หรือว่าจะรู้ตัวว่ามันไปไหนก็ต่อเมื่อเรามองย้อยหลังกลับไปเท่านั้น อย่างไรก็ดีคิดว่าเป็นเรื่องดีที่ได้มาสะท้อนคิดกัน เคยอ่านบทสัมภาษณ์หนึ่งของมิเชล ฟูโก ซึ่งมีคนไปถามเรื่องวาทกรรม และสิ่งที่นักวิชาการทำ ฟูโกก็ตอบในทำนองที่ว่า งานของนักวิชาการที่เขียนขึ้นมาก็เหมือนเป็นส่วนหนึ่งของวาทกรรมที่อาจจะรับใช้อำนาจบางอย่าง แต่นักวิชาการส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังรับใช้วาทกรรมหรือความสัมพันธ์เชิงอำนาจชุดไหน คนก็ถามฟูโกต่อไปว่า ถ้าเป็นอย่างนั้นหมายความว่านักวิชาการไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่หรือ? ฟูโกก็ตอบว่า They know what they do but they don"t know what they do do. ซึ่งก็น่าสนใจว่าเราสร้างทฤษฎีของเราไปแต่สิ่งที่ทำมันสร้างอะไรอีกเราก็ไม่รู้ได้ อย่างไรก็ดีการมาทบทวนก็ดีกว่าไม่ทำอะไร

กระบวนการส่งต่อความคิดทางสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาไม่ได้อยู่ในห้องเรียน หรือพื้นที่ของงานวิจัย แต่บางทีมันมาจากกิจกรรม

การพยายามจะหาคำอธิบายใหม่หรือคำอธิบายที่ใช้การได้ คิดว่าจะเป็นประเด็นสำคัญที่เราจะไปให้พ้นจากวิธีคิด หรือการครอบงำอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ หากเราไม่ตระหนักเรื่องนี้เราก็อาจเป็น คนค้าความคิดมือสอง Secondhand dealer of ideas

ถ้าเราจะหาทฤษฎีที่เวิร์คกว่าที่ผ่านมา ผมก็คิดถึงสิ่งที่อ.อานันท์พยายามสร้างข้อถกเถียงจำนวนมากว่าทฤษฎีเป็นเรื่องของวิธีคิด ตัวช่วยคิด หรือเป็นกระบวนการที่ใช้มองตัวโลกซึ่งผ่านเครื่องมือ และวิธีการอันหลากหลาย (พหุนิยม) ส่วนอ.ชยันต์ซึ่งบอกว่าทฤษฎีหรือความคิด อาจจะเป็นภาพตัวแทนของสิ่งที่เรากำลังพูดถึงก็ได้ หรือเป็นการประกอบสร้างชุดความสัมพันธ์ของสิ่งเล็กๆน้อยๆ ผมก็มีความคิดอย่างนั้นว่าเวลาเราพูดถึงทฤษฎีมันคล้ายๆ กับว่าเราดึงองค์ประกอบย่อยๆ หลายองค์ประกอบมาปะติดปะต่อกัน สามารถที่จะเข้าใจ ผมรู้สึกว่าถ้าหากอ.อานันท์บอกว่าทฤษฎีคือวิธีคิด ผมคิดว่ามันอาจจะมีระบบวิธีคิดที่ดึงเอาส่วนต่างๆ มาประกอบกัน โดยเรื่องของระบบเป็นสิ่งที่น่าสนใจ ในสมัยหนึ่งมีวิธีคิดเกี่ยวกับระบบว่า เราสามารถสร้างตัวแทนของระบบขึ้นมาได้ เช่น ระบบสุริยะ เราก็วาดรูปวงโคจร แต่หลังจากนั้นก็มีการแย้งว่า สิ่งที่เขียนขึ้นมาแทนระบบนั้นมีข้อจำกัด เพราะการเขียนระบบสามารถเขียนได้หลายแบบ สิ่งต่างๆ มันมาประกอบสร้างกันได้หลากหลายรูปแบบ เช่น ร่างกายของคนหนึ่งคนประกอบด้วยระบบที่แยกย่อยได้จำนวนมาก หรือ ระบบสังคมก็สามารถแบ่งเป็นระบบเศรษฐกิจ ระบบสังคม ระบบวัฒนธรรม เมื่อแบ่งได้หลายระบบมากจึงมีคำขวัญในหมู่นักคิดเรื่องระบบว่า "All systems are wrong but some are useful" กล่าวคือไม่มีระบบไหนถูกต้องหรือสมบูรณ์ที่สามารถแทนความจริงได้แต่มีบางอย่างที่เป็นประโยชน์ ซึ่งในกรณีของทฤษฎีผมก็สงสัยว่าเราจะพูดได้หรือไม่ว่า "All theory are wrong but some are useful" ซึ่งอ่านงานของอ.อานันท์ก็มีความรู้สึกอย่างนั้น แต่คำถามมีต่อไปว่ามันเป็นประโยชน์สำหรับใคร

ซึ่งตรงนี้ก็ได้เรียนรู้จากสำนักเชียงใหม่ว่าเป็นการประโยชน์ต่อคนชายขอบ คนไร้อำนาจทั้งหลาย ซึ่งถ้าเราจะภูมิใจต่อการมีสำนักเชียงใหม่ คือการภูมิใจว่าแนวคิด ทฤษฎีทั้งหลายที่พยายามคิดขึ้นไปเพื่อการต่อสู้ร่วมกับคนที่ไร้อำนาจ ต่อสู้ให้กับคนตัวเล็กตัวน้อย ซึ่งมันก็อาจจะป่วยการที่ทุ่มเถียงกันว่าทฤษฎีมันถูกหรือผิด แต่ทฤษฎีมันเอาไปใช้ได้กับพื้นที่อันไหน

ภาพตัวแทนที่เราสร้างขึนมาเพื่ออธิบายโลก ทฤษฎีก็เป็นภาพตัวแทนชนิดหนึ่ง ซึ่งก็ไม่สามารถแทนอะไรได้สมบูรณ์ ส่วนทิศทางของทฤษฎีไทยในอนาคต ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน พวกที่ศึกษาเกี่ยวกับระบบแห่งความซับซ้อนก็จะมักจะบอกว่าเวลาดูเรื่องระบบสังคม การคลี่คลายตัวของระบบเศรษฐกิจสังคม การเมือง และระบบความรู้ เราเดามันไม่ถูก unpredictable events in a predictable pattern ซึ่งนักมานุษยวิทยาชำนาญในการมองรูปแบบความสัมพันธ์ ซึ่งจะทำให้เจอระบบ ซึ่งทำให้เราสร้าง (construct) ขึ้นมาได้ ซึ่งมันจะเหมือนจริงหรือไม่ก็ยากที่จะพูดได้

แต่ทางเดินข้างหน้าของทฤษฎีนั้น เป็นการเดินทางภายใต้ความตึงแย้ง (tension) ซึ่งความกดดันชุดนี้น่าจะเป็นตัวแบบรูปแบบ ความตึงแย้งอย่างแรก คือ To represent or to not represent มันเป็นการต่อสู้บนความไม่พอเพียงของ representation กับความจำเป็นต้องมี  representation ผมคิดว่านี่เป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งการจะตอบเรื่องนี้นั้นผมยังไม่รู้ ประเด็นที่สอง ในเรื่องพื้นที่ความรู้ของอ.อานันท์ ผมมีความเห็นว่ามันเป็นพื้นที่ที่มีความทับซ้อนพอๆ กับตัวความรู้ แนวคิด ทำให้ความจริงมันดำรงอยู่โดยมีการต่อสู้กันในพื้นที่ต่างๆ กันไป การผลิตความรู้หรือทฤษฎีต่างๆ ในอนาคต มันจะสัมพัทธ์กับพื้นที่ด้วย

ดังนั้นคำถามคือว่าหากว่ามันมีย้อนแย้ง ทับซ้อน ซับซ้อน พื้นที่แบบไหนต้องการความรู้แบบไหน อาจเป็นสิ่งที่ต้องคิดกันต่อไป

ความตึงแย้งประการที่สาม คือ วิธีการที่เราทำมาในอดีต เขียนเองอ่านกันเอง สำนักเชียงใหม่ ไม่ได้อยู่ในลักษณะเขียนเองอ่านกันเอง มันมีคนนอก มีนักพัฒนาเอกชน กลุ่มชนเผ่าชาติพันธุ์เข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ใช่เพียงผู้เข้ามาร่วมเคลื่อนไหว หรือผู้ถูกศึกษา แต่มีการนำพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์มาเรียนเป็นนักมานุษยวิทยา  เพราะฉะนั้นมันน่าสนใจว่ามันจะคลีคลายอย่างไรต่อไปในอนาคต

ประเด็นที่สี่คือ ความตึงแย้งระหว่างทุนภายในกับทุนภายนอก ซึ่งมีพลวัตสำคัญ ว่าทุนภายในอย่างสกว. สสส. มันจะมากำกับให้เราทำเรื่องอะไร มากน้อยแค่ไหน และมันดีหรือแย่กว่าเดิมที่เคยถูกกำกับโดยทุนต่างประเทศ หรือเราจะรักษาสมดุลได้อย่างไร

ประการสุดท้าย คิดว่า มันมีความตึงแย้งระหว่างการรักษา Autonomy กับความพยายามที่จัดการอำนาจจากภายนอก ที่เราเรียกว่า Globalization แต่ความจริงมันเป็น Neoliberalization ยกตัวอย่าง มคอ. : กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ (Thai Qualifications Framework for Higher Education)เป็นร่างปรากฏของเสรีนิยมใหม่ ซึ่งเราจะสู้กับมันอย่างไร เพราะเราจะไม่มีเสรีภาพ หรือไม่รับรู้เดินหน้าผลิตงานวิชาการ อย่างน้อยแรงที่ต้องเสียไปกับพลังงานที่จะมาลดทอนพลังของวิชาการ ซึ่งก็ไม่ต่างกับองค์กรอื่นๆ ซึ่งผมขอเรียกว่าองค์กรปรนัย และมีคำขวัญให้มันไว้คือ เดินตามช่อง มองแค่ที่เห็น เน้นตัวชี้วัด วิสัยทัศน์เอาไว้ท่องจำ งานที่ทำไม่มีความหมายอะไรเลย

ดร.นพ.โกมาตร กล่าวทิ้งท้ายว่า หากจะมีการทบทวนสำนักเชียงใหม่ให้ชัด ต้องทบทวนในกรอบช่วงเวลาหลัง 19 กันยายน 2549 เข้าไปด้วยซึ่งจะเห็นวิวัฒนาการของสำนักเชียงใหม่ได้ชัดเจน และสัมพัทธ์กับสำนักอื่นๆ ในกรุงเทพมหานคร.

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร