จากตุลาถึงสภาพลเมือง ตอนที่ 1 อ่านมุมมอง สุมิตรชัย หัตถสาร ทนายความ

Wed, 10/17/2012 - 12:19 -- ประชาธรรม

นับเนื่องจากการผลักดันแนวคิดจังหวัดจัดการตนเอง จนนำไปสู่รูปธรรมของการรณรงค์รวบรวมรายชื่อเพื่อเสนอร่างพ.ร.บ.เชียงใหม่มหานคร โดยมุ่งหวังให้นำร่องยกฐานะให้จังหวัดเชียงใหม่เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ทั้งจังหวัด และมีฐานะเป็นนิติบุคคล  มีอำนาจในการกำหนดแนวนโยบาย ระเบียบ ข้อบัญญัติ การจัดงบประมาณ การคลัง  การจัดการบริหารบุคลากร กลไกโครงสร้างการบริหารงานภายในท้องถิ่นเพื่อการบริหารราชการท้องถิ่นได้โดยไม่ขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในท้องถิ่นได้ครอบคลุมทุกเรื่อง ยกเว้น 4 เรื่องหลัก คือ ความมั่นคง (การทหาร) การเงิน(อัตราการแลกเปลี่ยน/สกุลเงิน) การต่างประเทศ และการศาลนั้น

ได้สร้างข้อถกเถียงระดับหนึ่งในพื้นที่สาธารณะถึง การปกครองเป็น 2 ระดับ คือระดับจังหวัด และระดับท้องถิ่น ยุบส่วนภูมิภาค การจัดเก็บภาษีในรูปแบบ ส่งคืนรัฐบาลส่วนกลางร้อยละ 30 ของภาษีที่เก็บได้ และคงไว้ที่จังหวัดร้อยละ 70 รวมถึงการสนับสนุนให้ประชาชนในท้องถิ่นทั้งระดับชุมชน และจังหวัดสามารถใช้อำนาจประชาชนโดยตรงในการกำหนดทิศทางการพัฒนา ตรวจสอบการทำงานหน่วยงานและผู้บริหารชุมชน และเข้าถึงการใช้งบประมาณ ผ่านกระบวนการ กลไกต่างๆ เช่น สภาพลเมือง การไต่สวนสาธารณะ กรรมาธิการเรื่องต่างๆ เช่นการศึกษา เกษตร ซึ่งมีการรับรองการใช้อำนาจ มีงบประมาณสนับสนุนกระบวนการดังกล่าวโดยกำหนดเป็นหมวดเรื่องการมีส่วนร่วมภาคประชาชน

สำหรับ สภาพลเมือง หรือ (civil juries) ถือเป็นคำศัพท์คำใหม่ในเมืองไทยและดูเหมือนจะมีรายละเอียดที่กว้างขวางกว่า สภากาแฟ หรือการรวมกลุ่มพูดคุยปัญหาบ้านเมืองอย่างที่รับรู้กัน กระทั่งเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ที่ผ่านมา มีการเสวนาวงเล็กๆ พูดคุยในประเด็น "จาก 14 ตุลาถึงสภาพลเมือง" มีเนื้อหาน่าสนใจ ประชาธรรม เรียบเรียง

สุมิตรชัย หัตถสาร ผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น ทนายความสิทธิมนุษยชน นำเสนอพัฒนาการของขบวนการภาคประชาชน ภาคพลเมือง ผ่านเส้นทางของประวัติศาสตร์จากตุลาถึงสภาพลเมืองว่า

ขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยในเกาหลีเหมือนกับประเทศไทยมาก กล่าวคือ ยุคแรกๆ ของการขับเคลื่อนเรียกร้องประชาธิปไตยก็ผ่านเผด็จการทหารพอๆ กับไทย แต่ปัจจุบันเกาหลีไปไกลกว่า เพราะเหตุการณ์ 19 ก.ย.ปี 49 ทำให้เราย้อนกลับไปสู่ยุคของเผด็จการอีกรอบนึง  อย่างไรก็จะไม่กล่าวถึงมิติรัฐประหารมาก แต่จะเน้นถึงพื้นที่การเคลื่อนไหวขับเคลื่อนการเรียกร้องประชาธิปไตยเป็นการสร้างพื้นที่ทางการเมืองแบบหนึ่ง การเรียกร้องประชาธิปไตย 14 ตุลา 2516 หรือไกลมาถึง พฤษภา 2535 รวมทั้งปรากฏการณ์เรียกร้องประชาธิปไตย 14 กันยายน 2549 เป็นการเรียกร้องประชาธิปไตยของภาคประชาชนบนพื้นที่ที่ไม่มี โดยเฉพาะก่อน 14 ตุลา 2516 เป็นเผด็จการแบบเบ็ดเสร็จ 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่มีพื้นที่ทางการเมืองของภาคประชาชนแบบมีส่วนร่วม หรือสิทธิเสรีภาพ

หลัง 14 ตุลา 2516 มีปรากกฎการณ์ที่ไม่ค่อยถูกกล่าวถึงมากนัก คือในช่วง 14 ตุลา 2516 ถึง 6 ตุลา 2519 มันเกิดกระบวนการสร้างพื้นที่การมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาชนขึ้นจำนวนมาก เป็นยุคของประชาธิปไตยแบ่งบาน มีการรวมตัวของกลุ่มแรงงาน ชาวนาเรียกร้องให้มีการกระจายการถือครองที่ดิน มีการเคลื่อนไหวเรียกร้อง แต่หลังจากนั้นก็ต้องยอมรับว่ารากเหง้าของเผด็จการไม่ได้ตายไป หรือตรงที่นักวิชาการหลายท่านชี้ว่าจารีตของรัฐประหารยังคงอยู่

กระทั่งเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ขึ้นที่ม.ธรรมศาสตร์ นิสิตนักศึกษาปัญญาชนในยุคนั้นที่ลุกขึ้นมาเรียกร้องรัฐธรรมนูญ นำไปสู่การสร้างประชาธิปไตย ก็โดนปราบนี่คือจุดอ่อนจุดหนึ่งของไทยซึ่งแตกต่างจากบทเรียนของเกาหลี ที่เขาสรุปบทเรียนว่า กระบวนการของเกาหลีไม่ได้กระจุกตัวอยู่ที่ขบวนการนิสิต นักศึกษา แต่พยายามเชื่อมปัญหาความยากจน แรงงาน ชาวนา และอื่นๆ เพื่อสร้างพลังของพลเมืองและภาคประชาสังคมขึ้นมา หลังจากมีการเรียกร้องประชาธิปไตยขึ้นมา สำหรับไทยแม้กระบวนการสร้างจะคล้ายกับเกาหลี แต่กระบวนการสร้างไปจบหลัง 6 ตุลา 2519 นิสิตนักศึกษา ผู้นำชาวนาถูกฆ่า มีกระบวนการจับกุมผู้นำขบวนการแรงงาน

ดังนั้นการปราบปรามจึงไม่ใช่แค่เฉพาะขบวนการนิสิตนักศึกษา แต่หมายความถึงขบวนการเติบโตของพลเมืองด้วย ซึ่งภาคประชาชน ภาคประชาสังคมกำลังสร้างพื้นที่ใหม่ๆ ขึ้นมาในสังคมนั้นถูกตัดตอน ขณะที่เกาหลีเติบโตอย่างก้าวกระโดด จากเดิมมีองค์กรภาคพลเมืองประมาณ 100 องค์กร แต่ระยะเวลาภายใน 10 ปีขยายตัวเพิ่มขึ้นกว่า 5000-6000 องค์กร เมื่อถูกตัดตอนเมื่อ 6 ตุลา 2519 ก็กลับเข้าสู่ยุคเผด็จการและประชาธิปไตยครึ่งใบ กลุ่มหัวก้าวหน้าส่วนหนึ่งเข้าป่า ส่วนหนึ่งก็ไปอยู่ต่างประเทศ ปัญญาชนที่ยังอยู่ในเมืองไทยในยุคนั้นแทบจะขยับตัวอะไรไม่ได้ ดังนั้นจึงเห็นว่าพัฒนาการของการสร้างพลเมืองซึ่งมีความจำเป็นมากในการสร้างประชาธิปไตยมันไม่สามารถเติบโตได้ จนกระทั่งเมื่อกลับมาสู่การมีประชาธิปไตยแบบมีการเลือกตั้ง โดยเฉพาะยุคของพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ก็เรียกได้ว่าเราเห็นรูปร่างของประชาธิปไตยเพิ่มขึ้น แต่สุดท้ายก็มีการปฏิวัติโดยรสช.ในปี 2534 ก็ตัดตอนขบวนการสร้างพลเมืองอีกครั้งหนึ่ง

สุดท้ายก็เกิดขบวนการเรียกร้องจนนำไปสู่เหตุการณ์พฤษภาปี 2535 เมื่อรสช.คืนอำนาจให้กับประชาชนและมีการเลือกตั้งก็มีความพยายามที่จะไม่ให้รากเหง้าหรือเมล็ดพันธุ์ของการรัฐประหารเข้ามาสู่ในการเมืองไทยอีกครั้ง อย่างไรก็ดีประชาชนที่เหลืออยู่ในยุคนั้นก็ไม่สามารถเติบโตได้ จนกระทั่งไทยเริ่มกลับมาเลือกตั้ง เริ่มเห็นรูปร่างของ แต่เมื่อเกิดการปฏิวัติก็มีการตัดตอนความเติบโตของพลเมือง และเกิดเหตุการณ์พฤษภา 2535

หลังพฤษภา 35 ก็เป็นจุดของการสร้างประชาธิปไตยอีกครั้ง เกิดเครือข่ายที่รณรงค์ประชาธิปไตยอย่างมากมาย การเมืองของภาคพลเมืองก็เริ่มกลับเข้ามีพื้นที่ และนำไปสู่การปฏิรูปการเมืองครั้งใหญ่ผ่านรัฐธรรมนูญ 2540

"รธน. 40 เปิดพื้นที่การเมืองของประชาชน และปลูกฝังลงในสังคมไทยอย่างชัดเจน รวมถึงสิทธิเสรีภาพที่ขยายตัวอย่างไม่ปรากฏมาก่อน แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่ยังค้างคาอยู่ในการเมืองของประเทศไทยคือระบบข้าราชการ ที่มีอุดมการณ์เชิงอนุรักษ์นิยมสูงมาก และผูกโยงกับอำนาจเดิมของสังคมไทย ซึ่งระบบนี้ทำให้พื้นที่การเมืองของภาคพลเมืองที่เปิดชึ้นไม่มีพื้นที่เป็นทางการให้เข้ามาเชื่อมโยงกับกระบวนการในการแก้ไขปัญหาต่างๆ เราจึงได้เห็นการเมืองบนท้องถนนเกิดขึ้นมากมายหลังรัฐธรรมนูญปี 2540 เช่น สมัชชาคนจน สกน. แม้กระทั่ง พันธมิตร และขบวนเสื้อแดงหลังรัฐประหาร 2549"

นี่คือสิ่งที่อยากจะเชื่อมให้เห็นตัวสภาพลเมือง ในความหมายที่จะคุยต่อไป คือการเปิดมิติของการเมืองภาคพลเมืองที่มีพื้นที่ทางการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างมีพลัง มีกระบวนการ มีกฎหมายรองรับ ไม่ต้องไปรวมตัวกันหน้าทำเนียบ เดินขบวน โดยเฉพาะพื้นที่ระดับจังหวัด ซึ่งมันจะมีหน้าตาอย่างไรคงต้องอาศัยการแลกเปลี่ยนสักระยะ

โดยมุมส่วนตัวคิดว่ามันเป็นสภาพลเมืองเป็นสถาบันการเมืองของประชาชน จึงไม่อยากให้เป็นพื้นที่ที่เป็นสถาบันการเมืองแบบการเมือง อย่างเช่น สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ส่วนตัวมองว่าเป็นมันเป็นกลไกที่แข็งตัวเป็นทางการ แต่สภาพลเมืองอยากให้เป็นพื้นที่ที่การเมืองบนท้องถนน เข้ามาใช้พื้นที่นี้ที่จะนำเสนอปัญหาและข้อเรียกร้องของตัวเอง หรือนโยบายต่างๆ หรือเพื่อที่จะผลักดันภาคการเมือง หรือภาคราชการ นำไปสู่การพิจารณา ในทางกลับกันถ้าภาคการเมืองหรือภาคราชการจะผลักดันนโยบายอะไรบางอย่างก็ควรใช้สภาพลเมืองในการเปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนได้

"คิดว่า 14 ตุลาจนถึงปัจจุบันการพัฒนาการเมืองในประเทศไทยถูกตัดตอนบ้าง ถูกทำลายบ้าง และเกิดใหม่ สร้างใหม่มาโดยตลอด วันนี้ผมคิดว่ามันสมควรที่จะมีพื้นที่ใหม่ๆ ให้กับการเมืองภาคพลเมืองที่จะปรับ และเติบโตได้อย่างมีพลวัตที่จะสร้างการเมืองที่เข้มแข็งในอนาคตได้" สุมิตรชัย กล่าวสรุป.

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร