จากตุลาถึงสภาพลเมือง ตอนที่ 2 อ่านมุมมอง ไพสิฐ พานิชกุล นักวิชาการกฎหมาย

Sat, 10/20/2012 - 14:05 -- ประชาธรรม

นับเนื่องจากการผลักดันแนวคิดจังหวัดจัดการตนเอง จนนำไปสู่รูปธรรมของการรณรงค์รวบรวมรายชื่อเพื่อเสนอร่างพ.ร.บ.เชียงใหม่มหานคร โดยมุ่งหวังให้นำร่องยกฐานะให้จังหวัดเชียงใหม่เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ทั้งจังหวัด และมีฐานะเป็นนิติบุคคล  มีอำนาจในการกำหนดแนวนโยบาย ระเบียบ ข้อบัญญัติ การจัดงบประมาณ การคลัง  การจัดการบริหารบุคลากร กลไกโครงสร้างการบริหารงานภายในท้องถิ่นเพื่อการบริหารราชการท้องถิ่นได้โดยไม่ขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในท้องถิ่นได้ครอบคลุมทุกเรื่อง ยกเว้น 4 เรื่องหลัก คือ ความมั่นคง (การทหาร) การเงิน(อัตราการแลกเปลี่ยน/สกุลเงิน) การต่างประเทศ และการศาลนั้น

ได้สร้างข้อถกเถียงระดับหนึ่งในพื้นที่สาธารณะถึง การปกครองเป็น 2 ระดับ คือระดับจังหวัด และระดับท้องถิ่น ยุบส่วนภูมิภาค การจัดเก็บภาษีในรูปแบบ ส่งคืนรัฐบาลส่วนกลางร้อยละ 30 ของภาษีที่เก็บได้ และคงไว้ที่จังหวัดร้อยละ 70 รวมถึงการสนับสนุนให้ประชาชนในท้องถิ่นทั้งระดับชุมชน และจังหวัดสามารถใช้อำนาจประชาชนโดยตรงในการกำหนดทิศทางการพัฒนา ตรวจสอบการทำงานหน่วยงานและผู้บริหารชุมชน และเข้าถึงการใช้งบประมาณ ผ่านกระบวนการ กลไกต่างๆ เช่น สภาพลเมือง การไต่สวนสาธารณะ กรรมาธิการเรื่องต่างๆ เช่นการศึกษา เกษตร ซึ่งมีการรับรองการใช้อำนาจ มีงบประมาณสนับสนุนกระบวนการดังกล่าวโดยกำหนดเป็นหมวดเรื่องการมีส่วนร่วมภาคประชาชน

สำหรับ สภาพลเมือง หรือ (civil juries) ถือเป็นคำศัพท์คำใหม่ในเมืองไทยและดูเหมือนจะมีรายละเอียดที่กว้างขวางกว่า สภากาแฟ หรือการรวมกลุ่มพูดคุยปัญหาบ้านเมืองอย่างที่รับรู้กัน กระทั่งเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ที่ผ่านมา มีการเสวนาวงเล็กๆ พูดคุยในประเด็น "จาก 14 ตุลาถึงสภาพลเมือง" มีเนื้อหาน่าสนใจ ประชาธรรม เรียบเรียง

อ.ไพสิฐ พานิชกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

จากเหตุการณ์14ตุลา เราจะเห็นถึงบทบาทการเข้ามาของกองทัพนั้นมีเงื่อนไขของต่างประเทศเข้ามาด้วยและมีการแทรกแซงโดยรัฐบาลของประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้กองทัพมีบทบาทและมีสถานการณ์ที่ทำให้กองทัพเข้ามาแทรกแซงรวมถึง เหตุการณ์ที่เกิดการสู้รบของสงครามเย็น ทั้งนี้เป็นเงื่อนไขที่ทำให้กองทัพเข้ามามีบทบาท ซึ่งประเด็นนี้เมื่อเทียบกับปัจจุบัน ณ เวลานี้ การเข้ามาของต่างประเทศภายใต้โลกาภิวัตน์ข้ามชาติมันทำให้รัฐของเราไม่มีพลังที่จะสู้กับแรงต้านตรงนี้ เพราะการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียร (AEC) ก็เป็นเงื่อนไขที่ทำให้เกิดการตั้งคำถามกับระบบที่เรามีในปัจจุบัน นั่นคือระบบการปกครองท้องถิ่น ระบบราชการส่วนภูมิภาค มันสามารถที่จะแก้ปัญหาสิ่งเหล่านี้หรือไม่

ทั้งนี้หากมองในเชิงปรัชญาทางการเมืองกับทางกฎหมายพลังของ14ตุลา มองว่ามันได้ปลดปล่อยพลังการเปลี่ยนแปลงสังคมเกิดขึ้น หรือสู้กับตัวอำนาจที่มาจากระบบราชการ อำมาตย์ และทุน

ตัวกระบวนการของนักศึกษาที่เกิดขึ้นในช่วงนั้น มันทำให้เกิดการเคลื่อนไหวและเกิดการปลดปล่อยพลังกลุ่มต่างๆ ออกมาทั้งในเชิงความคิด และกิจกรรมต่างๆ แต่มันไม่สามารถผลิตขึ้นมาเป็นระบบของการเมืองภาคประชาชนได้ กลุ่มต่างๆที่เกิดขึ้นทั้งกลุ่มการต่อต้านสินค้าญี่ปุ่นก็ดี กลุ่มขบวนการของชาวไร่ชาวนาก็ดี ทั้งนี้ต้องพูดถึง 6 ตุลา 2519 ด้วยซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกี่ยวโยงกัน ในช่วง6ตุลานั้นมันเป็นพลังบ่อนทำลายพลังที่เกิดขึ้นจาก14ตุลาลงค่อนข้างจะสิ้นเชิงราบคาบ

นำมาสู่ระบบของราชการในบทบาทภาคประชาชนภายใต้นโยบาย66/23 ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจ ภายใต้กระบวนการต่างๆที่กระทรวงมหาดไทยทำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง การเอากระบวนการของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เข้ามาสู่การเป็นส่วนหนึ่งของกระทรวงมหาดไทยภายใต้ราชการส่วนภูมิภาค รวมถึงกรณีของการที่มีความพยายามขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งสืบเนื่องจาก6ตุลา19 ทำให้ไม่มีการปลดปล่อยในตัวองค์กรการปกครองที่เป็นรากฐานของประชาธิปไตย คือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีบทบาทสำคัญ

ภายใต้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากการปะทะกันระหว่างพลังของความก้าวหน้ากับอำนาจอนุรักษ์ จากระบบทุน ระบบราชการ ระบบอำมาตย์ ซึ่งพลังก้าวหน้าที่เกิดจากนักศึกษาเหล่านี้ เกิดการปะทะกัน หลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ภาครัฐ หรือราชการที่มีบทบาทใหญ่สำคัญ ภาคพรรคการเมืองเป็นบทบาทรอง ทำให้การพูดถึงการกระจายอำนาจ องค์กรภาคประชาชน องค์กรที่จะแก้ปัญหาในระดับพื้นที่ มันไม่ได้เป็นองค์กรที่ตอบโจทย์ให้กับชาวบ้าน กรณีสหกรณ์ที่ตั้งขึ้นมาก็เป็นสหกรณ์ที่ผลาญเงินจากรัฐบาลสูง ซึ่งเป็นสหกรณ์ที่ทำหน้าที่ช่วยเหลือชาวบ้านให้เกิดความเข้มแข็งในทางด้านเศรษฐกิจสู้กับระบบทุน ส่วนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในตอนนั้นมีสุขาภิบาล มีนายอำเภอมานั่งเป็นประธาน กำนัน ผู้ใหญ่บ้านก็เข้ามามีส่วนร่วม เทศบาลก็มีข้อจำกัดหลายเรื่อง ทั้งนี้เป็นผลที่เกิดจากการขบวนการที่เขาตั้งกันระหว่างพลังก้าวหน้ากับพลังอนุรักษ์ มันไม่ได้นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงระดับพื้นที่ ระดับรากหญ้าอย่างแท้จริง มันเปลี่ยนแปลงเฉพาะโครงสร้างระดับบน แต่ยังทิ้งปัญหาไว้

การที่เปลี่ยนแปลงโครงสร้างทั้งหมด ภาคราชการมาแทนที่ทหาร ทำให้การตั้งหลักของภาคราชการเข้ามาแทรกซึมครอบงำทำให้เกิดรัฐรวมศูนย์ขึ้นมา สภาพการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นผลทำให้การกระจายอำนาจไม่เกิดขึ้น ล่วงเลยมาจนถึงเหตุการณ์ในพฤษภาคม 2535 เกิดพลังของภาคประชาชนแบบใหม่ขึ้นมา เครือข่ายสิ่งแวดล้อม เครือข่ายอนุรักษ์พื้นที่ป่า เกิดในพื้นที่และโตขึ้นมามากกว่า ซึ่งการโตขึ้นมาแบบนี้มันมาพร้อมกับทุนที่จับมือกับนักการเมืองก็เป็นผลทำให้เป็นพื้นที่ของพรรคการเมืองจับมือกับทุน ขณะที่พื้นที่ระดับล่างยังคงถูกขูดรีดเอาเปรียบเหมือนเดิม

"เราจะเห็นเป็นระยะๆว่าเมื่อทุนจะเข้าไปที่ไหนเขาก็ใช้กลไกของพรรคการเมือง กลไกของท้องถิ่นที่เป็นพวกเดียวกัน อนุมัติโครงการต่างๆ ศึกษาอีไอเอ จะให้สัมปทานป่าต่างๆอย่างไรนั้น ซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดาและมีความชอบธรรมทางกฎหมาย"

หากพูดเรื่องสภาพลเมือง ผมมองว่ามันเป็นความพยายามที่จะทำให้พลังที่มันเกิดขึ้นเชิงประเด็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทรัพยากรดิน น้ำ ป่า เรื่องชุมชนที่ป่า สวัสดิการ ผู้บริโภค เรื่องของความไม่เป็นธรรมในรูปแบบต่างๆ กระบวนการแรงงานต่างๆ จะทำอย่างไรให้พลังต่างๆเหล่านี้ สามารถที่จะรุกเข้าไปในระบบราชการซึ่งตอนนี้อ่อนแอ แต่ยังมีโครงสร้างมีอำนาจทางกฎหมายที่ปิดกั้นอยู่ เพราะฉะนั้นสภาพลเมืองที่เราพูดถึงมันก็คือปฏิบัติการอย่างหนึ่งที่จะทำให้เกิดการรุกเข้าไปในระบบราชการ เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ40 และ50 จะชอบหรือไม่ชอบก็แล้วแต่ แต่ว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของฐานในการที่จะใช้อ้างอิงยันเข้ากับระบบราชการได้

ทั้งนี้เราพูดถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ผ่านมาในช่วงของ14 ตุลา และ 6 ตุลาก็ตาม มันมีลักษณะที่ค่อนข้างเป็นนามธรรม เราพูดถึงประชาธิปไตย เราพูดถึงระบอบการปกครองซึ่งเราก็ได้มาตามรัฐธรรมนูญ แต่คำถามคือเมื่อมีรัฐธรรมนูญแล้ว มันไม่สามารถตอบโจทย์ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ เพราะสภาพลเมือง พูดถึงเชียงใหม่จัดการตนเองนั้น มันเป็นเรื่องของปฏิบัติการที่ทำให้เห็นว่าระบอบที่จะดำเนินการนั้นมันจะเป็นอย่างไร มีโครงสร้าง ปฏิบัติการอย่างๆไร มีฐานกฎหมายสนับสนุนมากน้อยอย่างไร ซึ่งจริงแล้วมีกฎหมายสนับสนุนจำนวนมาก แต่ยังไม่มีใครลุกขึ้นมา

ฉะนั้นปฏิบัติการนี้จึงเป็นเรื่องของการทำให้สิทธิเสรีภาพที่กฎหมายพูดถึงการตอบสนองประชาชนจะต้องเป็นจริงขึ้นมา ต้องมีการขับเคลื่อน มีการประมวลความคิดในมุมมองแบบใหม่ ผลจะเป็นอย่างไรด้วย อย่างเช่น ภาคราชการควรลดบทบาทลงระยะต่อไปก็ไปทำหน้าที่อย่างอื่น ควรมีกลุ่มต่างๆเข้ามาอยู่ในปฏิบัติการตรงนี้มากขึ้น

"ร่างพ.ร.บ.ที่เราจัดทำนั้นคือการประมวลความคิดในเชิงของการพัฒนาอำนาจประชาชนขึ้นมา ซึ่งเป็นระบบหนึ่งที่เป็นในส่วนของรัฐไทย ฉะนั้นข้อกล่าวหาว่าภาคพลเมือง พ.ร.บ.จัดการตนเองสร้างเมืองหลวงในภาคเหนือ มันจึงไม่ใช่โดยสิ้นเชิง มันเป็นเรื่องการจัดการความสัมพันธ์เชิงอำนาจ สำหรับพื้นที่ระหว่างคนที่เจอปัญหาต่างๆ กับโครงสร้างใหญ่ที่ไม่เผชิญหน้ากับรัฐ และโจทย์ของเราในการเปิด AEC กระแสโลกาภิวัตน์ที่มันรุกล้ำเข้ามาในบ้านเรา ปัญหาสิ่งแวดล้อมเราจะเผชิญปัญหาต่างๆเหล่านี้อย่างไร นี่คือโจทย์ที่ผมมองว่ามันเชื่อมโยงกับนัยทางกฎหมาย ทางการเมืองว่า ปฏิบัติการจริงตรงนี้เราพยายามค้นหาควบคู่กับการทำงาน จะเห็นว่ามีการทำงานวิจัยและรูปแบบควรจะเป็นอย่างไร"

อ.ไพสิฐ กล่าวปิดท้ายว่า จากที่เคลื่อนกันมาเมื่อโยงกับเหตุการณ์ทางการเมืองการรุกการรับระหว่างอำนาจพลังการเปลี่ยนแปลงและอำนาจพลังอนุรักษ์นั้น มันทำให้ความพยายามเรียกร้องกติกาให้ความสำคัญกับเรื่องความเป็นธรรม ความเท่าเทียมให้บทบาทสำคัญของภาคพลเมืองที่จะเติบโตและสามารถที่จะพึ่งตนเองได้ ฉะนั้นในส่วนที่ผลักดันร่างพรบ.ขึ้นมาเป็นเครื่องในการจูนความคิดปรับเปลี่ยนตกแต่งเข้าหากัน ฉะนั้นการเคลื่อนเชียงใหม่จัดการตนเองเป็นพลังที่สืบเนื่องจากที่เราอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงจากอำนาจที่เป็นระบบราชการที่ครอบงำเราอยู่ ทั้งนี้ปัญหาที่เราเผชิญอยู่จะทำอย่างไรให้จับต้องได้เป็นรูปธรรม อย่างเช่นถนนที่อำเภอเชียงดาวที่ยังสร้างไม่เสร็จ ประเด็นนี้เราสามารถจับมือกับชาวบ้านเพื่อฟ้องคดีต่อศาลปกครองเป็นปฏิบัติการที่ลุกฮือหรือว่ากรณีของการท่าขึ้นค่าจอดรถซึ่งเป็นผลกระทบต่อคนมากมาย ระบบขนส่งมวลชนที่ไม่ได้รองรับเอาไว้จะจัดการเรื่องนี้อย่างไร สภาพลเมืองก็สามารถลุกขึ้นมาจัดการเป็นรูปธรรมได้ จะเป็นผลทำให้คนสนใจและร่วมขยับต่อเรื่องนี้ขึ้นมาได้.

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

จากตุลาถึงสภาพลเมือง ตอนที่ 1 อ่านมุมมอง สุมิตรชัย หัตถสาร ทนายความ

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร