คุยกับทันตา ..."ทำไมต้องจับจ้อง FTA ไทย-อียู แบบไม่กระพริบตา"

Fri, 03/08/2013 - 10:05 -- ประชาธรรม

การเจรจากับสหภาพยุโรปในครั้งนี้ มีสิ่งที่ถูกท้วงติงให้ระมัดระวังเป็นพิเศษอยู่หลายจุดและจุดที่ถูกทักท้วงมากที่สุดคือการที่สหภาพยุโรปพยายามบีบให้ประเทศไทยยกเลิก CL(สิทธิเหนือสิทธิบัตรยา-การนำสูตรยามาผลิตเองโดยไม่ทำเป็นการค้า)ซึ่งถูกมองว่าหากไทยยอมรับข้อตกลงนี้จะทำให้ไทยเสียเปรียบอย่างมหาศาลเพราะเทียบไม่ได้กับการได้ขายไก่และกุ้งเพิ่มขึ้นเนื่องจากการที่เราต้องพึ่งพายายุโรปทำให้งบประมาณทางการรักษาจะเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวทำให้คนไทยเกินกว่าร้อยละ 50 เข้าไม่ถึงยารักษาโรคที่สำคัญและคนไทยเป็นมากที่สุด

อะไรเป็นสิ่งที่จะทำให้เราต้องเสียเปรียบในเรื่องนี้และสิ่งนั้นนำมาสู่ผลที่เลวร้ายขนาดนี้ได้อย่างไร ประชาธรรมจึงอยากชวนคุยกับ นางทันตา เลาวิลาวัณยกุล ผู้จัดการโครงการมูลนิธิเอ็มพลัส ผู้ซึ่งร่วมเคลื่อนไหวท้วงติงการเจรจาFTA ไทยกับสหภาพยุโรปในครั้งนี้

 

 

**อะไรเป็นสิ่งที่ทำให้ พี่เห็นว่าต้องจับตาหรือท้วงติงการเจรจาFTA ไทยกับสหภาพยุโรปในครั้งนี้ อะไรที่คิดว่าเป็นปัญหาและทำให้เมื่อใดก็ตามที่ไทยจะเจรจาFTA กับประเทศต่างต้องมีเสียงคัดค้านอยู่เสมอ

ถ้าไปดูประวัติศาสตร์การทำ FTAของประเทศไทย รัฐบาลเวลาจะจด FTAไม่เคยประกาศให้ประชาชนทราบเลยว่าจะประกาศข้อตกลงอะไรบ้าง ซึ่งมีผลได้ผลเสียอย่างไรเราไม่รู้มีแต่กระทรวงพาณิชย์เท่านั้นที่รู้ ที่นี้พอมันมีการเอื้อผลประโยชน์ก็มีข้อจำกัดที่เป็นเงื่อนไข เช่น การจด FTAกับญี่ปุ่นประเทศได้ลงนามยอมให้คนญี่ปุ่นที่มีอายุสามารถเข้ามาตั้งรกรากหรือเข้ามาใช้ชีวิตบั้นปลายในประเทศไทยได้ ซึ่งประเทศไทยก็มีปัญหาเรื่องผู้สูงอายุมากอยู่แล้วแต่เวลากระทรวงพาณิชย์คิด ไม่ได้คิดแบบนั้น กลับคิดว่า ไม่มีปัญหาอะไร  แต่ไม่ได้คิดถึงปัญหาที่ตามมาเพราะกระทรวงพาณิชย์ คิดในแง่ของธุรกิจและการค้าแต่เพียงอย่างเดียว ไม่ค่อยมองทางด้านสังคมและจดแบบไม่ให้ประชาชนได้รับทราบ หรือมีข้อโต้แย้งอะไรได้เลย ไปจดแบบเงียบๆก็มีทำให้เกิดการประท้วงในประเทศไทยไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว

ลองพิจารณาถึงสถานการณ์ปัจจุบันที่กำลังจะจดFTA กับสหภาพยุโรป  สิ่งที่ต้องพิจารณาอันดับแรก คือทำไมต้องจดFTAกับประเทศไทยนั้นเป็นเพราะว่า เขาไปไล่จดกับประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ เขาไปไล่จดมาทีละประเทศการไล่จดทีละประเทศจะทำให้เขาสามารถยื่นข้อตกลง ของเขาได้ เพราะสถานะเขาเหนือกว่าเขาสามารถยื่นข้อต่อรองได้มาก เพราะฉะนั้นเราจะเสียผลประโยชน์มากกว่า

เขาพยายามจะจด FTAกับประเทศแต่ละประเทศในภูมิภาคนี้ก่อนที่เราจะรวมตัวกันเป็นอาเซียน เพราะถ้าหากเรารวมตัวกันเป็นอาเซียนเมื่อไหร่เขาต้องมาจดทะเบียนในฐานะอียูกับอาเซียนถึงตอนนั้นสถานะเราจะเข้มแข็งมาก

สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นใน FTAครั้งนี้ ก็เหมือนเดิม คือไม่มีการประกาศให้ประชาชนรับรู้ว่าจดอะไรไปบ้าง แต่เท่าที่พอจะมีข่าวออกมาให้เรารู้ คือ ทางสหภาพยุโรป ไม่เห็นด้วยที่ประเทศไทยจะทำ CL(สิทธิเหนือสิทธิบัตรยา) ยาอีกต่อไปเมื่อก่อนเราประกาศ CL เพื่อที่จะเอาสูตรยาของเขามาผลิตเองเพื่อช่วยเหลือคนในประเทศได้ผ่านระบบสปสช.ไม่ได้ทำเป็นการค้า แต่สหภาพยุโรปบอกว่า ถ้าจดทะเบียน FTAประเทศไทยจะต้องไม่ทำ CLยาของสหภาพยุโรป ซึ่งสิทธิยาของสหภาพยุโรปมีตัวยาที่สำคัญอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นยาต้านไวรัส HIV ยามะเร็งยาโรคหัวใจ ฯลฯ ซึ่งยาพวกนี้แพงมาก คนจนเข้าไม่ถึง สปสช.ช่วยก็จริง แต่ถ้าไม่มี CLสปสช. ก็ไม่มีปัญญา เพราะงบประมาณมีจำกัดจะมาทุ่มให้กับยาเหล่านี้ก็คงไม่ไหว ถือว่าเป็นยานอกระบบในทันทีแต่ถ้าประเทศไทยประกาศสิทธิเหนือสิทธิบัตรยา เราสามารถที่จะผลิตยาเหล่านี้เองได้ซึ่งเวลาเราไปซื้อยามาจากเขาเม็ดละ 99 บาท แต่พอเราผลิตเองต้นทุนอยู่ที่เม็ดละ 5บาท ซึ่งมันห่างกันราวฟ้ากับเหว

เวลากระทรวงพาณิชย์ไปจดทะเบียน FTAไม่ได้คิดถึงข้อเหล่านี้ ไม่ได้คิดถึงข้อเสียหรือผลประโยชน์เหล่านี้คิดเพียงแค่ว่าเราจะได้อะไรเมื่อสามารถส่งของไปขายที่สหภาพยุโรปโดยไม่ต้องเสียภาษีมากแต่ไม่เคยคิดว่า สินค้าจากสหภาพยุโรปที่หลั่งไหลเข้ามาทั่วประเทศมันจะทำให้เศรษฐกิจไทยที่เป็นผู้ผลิตเองจะตาย เพราะคนยังคงนิยมใช้สินค้าเมืองนอกเนื่องจากเห็นว่าของที่มาจากต่างประเทศมีคุณภาพมากกว่าสินค้าที่ไทยผลิตเอง ถ้าเรายังจัดการกับปัญหานี้ไม่ได้จด FTA ไปแทนที่จะได้ดุลการค้าก็เสียดุลการค้า คนยากจนที่เข้าไม่ถึงระบบการรักษา ก็เข้าไม่ถึงต่อไป

สปสช.เองตอนนี้ก็ประกาศให้มีการเก็บ 30บาท ซึ่งการเก็บ 30 บาท ถูกมองว่าเป็นการค้า ถึงแม้จะเป็นการเก็บที่น้อยมากแต่ก็จะนำมาถูกอ้างได้ หากประเทศไทยต้องการทำ CLครั้งต่อไป เพราะ CLรอบเก่ากำลังจะหมดอายุ ต้องเริ่มประกาศ CL รอบใหม่หากยังเก็บ 30 บาท การประกาศก็จะไม่มีผลเพราะไม่สามารถนำยาเหล่านี้เข้าไปใช้ในระบบสปสช.ได้นี่คือสิ่งที่ภาคประชาชนพยายามขอร้องไม่ให้สปสช.เก็บเงิน 30 บาท

สิ่งสำคัญที่สุดก็คือจะทำอย่างไรให้ประชาชนในประเทศไทยเข้าใจเรื่องเหล่านี้ด้วยตราบใดที่ยังมีมุมมองจากภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งไม่ได้ให้เข้าใจข้อมูล ว่าประชาชนกำลังจะสูญเสียอะไรบ้างเรากำลังจะสูญเสียอะไร มองเพียงว่าการขโมยสิทธิบัตรยาเป็นสิ่งผิด อยากให้ลองมองดูว่าหากเราเป็นมะเร็ง เราต้องสูญเสียเงินจากการรักษาเท่าไหร่ประกันสังคมที่เราต้องจ่ายทุกเดือน รักษาโรคมะเร็งในวงเงินเพียงแค่ 50,000 บาทซึ่งไม่สามารถทำให้เราหายขาดได้แน่นอน

 

***จากประสบการณ์การทำ FTAกับ ไทย จีน ญี่ปุ่น ที่ผ่านมา  พี่มองว่า การเจรจา FTAไทย-อียู ควรจะเป็นอย่างไร ที่จะทำให้การลงนามFTA โปร่งใส และเป็นธรรมกับทุกภาคส่วน

เรามีการเรียกร้องในทุกๆ เอฟทีเอ(FTA)ว่า ทุกครั้งที่มีการเจรจาหรือมีการลงนามควรจะมีการตีแผ่ให้สังคมได้รับรู้ ประชาชนต้องรับทราบอย่างน้อยควรจะมีเวทีประชาพิจารณ์ชี้แจงให้ชาวบ้านทราบว่าจะมีการลงนามเอฟทีเอเกิดขึ้นควรแจ้งให้ประชาชนรับทราบเกี่ยวกับเงื่อนไข ข้อตกลงในเรื่องต่างๆว่าประเทศไทยจะได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์ด้านใดบ้างและประชาชนมีความคิดเห็นอย่างไร ใช้ช่องทางสื่อออนไลน์สื่ออินเตอร์เน็ตในการสอบถามความคิดเห็นก็ได้ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถทำได้ ทั้งนี้ต้องทำให้มันโปร่งใสหากคุณทำตามกระบวนการ เมื่อคุณไปลงนามร่วมกับเขา คุณก็ไม่ต้องถูกประชาชนด่านี่คือความต้องการของภาคประชาชน ซึ่งเราไม่ได้บอกว่า ห้ามจดห้ามลงนามแต่ต้องการให้เขาทำให้โปร่งใส ทำให้เป็นประโยชน์ของประชาชน ให้ประชาชนรับทราบ

 

***แต่เคยมีเวทีพูดคุยแล้วมีทั้งการแยกห้องพูดคุยเป็นเรื่องๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกษตร เรื่องการลงทุน ฯลฯ

แม้ว่าจะมีการเปิดวงคุยกันแต่มักจะไม่ถูกหยิบเรื่องต่างๆขึ้นไปพิจารณา เหมือนถูกทำให้เห็นภาพว่าเป็นความต้องการของประชาชนแต่พอถึงเวลาเขาไม่เอาข้อสรุปความคิดเห็นของประชาชนเข้าไปพิจารณาและไม่มีการประกาศว่ามีข้อตกลงเรื่องอะไรบ้างก่อนที่จะจดหรือลงนามแต่เมื่อลงนามไปแล้วถึงจะออกมาบอกว่ามีเรื่องอะไรบ้าง ประชาชนก็ไม่รู้เรื่องถึงตอนนั้นประชาชนทำอะไรไม่ได้ สิ่งที่เขาพยายามจดทีละประเทศเพราะเขาต้องการบีบเราเพื่อให้เขาจะได้เปรียบทางการค้า

 

***การทำสัญญาเอฟทีเอไทย-อียูจะส่งผลกระทบการเข้าถึงยาของคน ซึ่งคนจำนวนหนึ่งก็รู้สึกว่าปัญหาการเข้าถึงยาไม่ใช่ปัญหาสำคัญสำหรับตัวเขาเอง

เขาอาจจะคิดว่าการเข้าถึงยาของเขาได้รับสวัสดิการมีฐานะที่จะสามารถเข้าถึงยาได้แต่อย่าลืมว่าคนที่ใช้หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.)มีกว่า 60เปอร์เซ็นต์ในประเทศไทย อีกกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ ใช้สิทธิหลักประกันสังคม อีก 10กว่าเปอร์เซ็นต์เป็นกลุ่มราชการ และที่เหลือเป็นสิทธิอื่นๆ แต่ 60กว่าเปอร์เซ็นต์ของประชาชน มีจำนวนเท่าไหร่ ประเทศไทยมีหลายสิบล้านคนนั่นแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยยังเข้าไม่ถึงระบบการรักษา แม้มี สปสช.เราก็ยังเห็นตามสื่อที่คนทุกข์ยากออกสื่อโทรทัศน์ทุกวันๆเพื่อวอนขอความช่วยเหลือรับบริจาคเพื่อรักษาโรคนั้นโรคนี้แม้ว่าคุณจะมีตังค์ไปซื้อยามากินเองแต่หากมีการผ่าตัดสมองถามว่ามีปัญญาจ่ายหรือไม่ คนไม่มีเงินจะทำอย่างไรสมมุติคุณติดไวรัสตับอักเสบซี คุณจะฉีดยาเข็มละหนึ่งหมื่นบาทต่ออาทิตย์ได้หรือไม่ราคายาอยู่ที่เข็มละหนึ่งหมื่นบาทซึ่งสปสช.กำลังพิจารณาเรื่องนี้เข้าสู่หลักประกันสุขภาพอนาคตเราอาจจะไม่ต้องจ่ายเงินทั้งนี้คนที่เป็นไวรัสตับอีกเสบซีรอความตายอย่างเดียว ถ้าคุณมีเงินไม่ถึงล้านคุณไม่มีสิทธิได้รับการรักษา ถามว่าคนที่มีปัญญารักษาตัวมีเงินล้านมีกี่คนในประเทศไทยแล้วคนที่เหลือล่ะ ชีวิตคนเหล่านั้นโยนทิ้งได้หรือ

 

***กรณีเอฟทีเอไทย-อียูหลายคนคิดว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกับตัวเขาเอง มีข้อเสนออย่างไรบ้างโดยเฉพาะคนในภาคเหนือที่จะสัมพันธ์กับเอฟทีเอ

จริงๆ แล้วต้องบอกว่าคนไม่รู้ข้อมูลเยอะทำให้มองเห็นว่าไม่เกี่ยวข้องกับตนเองแต่แท้จริงแล้วมีความเกี่ยวข้องกับตัวเราทุกคนไม่เกี่ยวข้องในวันนี้ก็ต้องเกี่ยวข้องในวันหน้าถ้าหากวันนี้คุณยังไม่เป็นโรคหัวใจ ไม่เป็นโรคมะเร็ง แต่อนาคตคุณเป็นโรคหัวใจเป็นโรคมะเร็ง คุณจะทำอย่างไร แล้ววันหนึ่งถ้าคุณจะต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลแต่ไม่มีเงินจ่ายคุณจะทำอย่างไรซึ่งมันเกี่ยวข้องกับทุกคน แต่หลายคนยังไม่มีข้อมูลว่าตนเองกำลังจะสูญเสียอะไรบ้างจึงเป็นผลทำให้เขามองไม่เห็นความเกี่ยวข้องตรงนั้นมากกว่า ในฐานะเราเป็นประชาชนเรามองว่าเมื่อรัฐบาลจะทำอะไรก็แล้วแต่ ต้องมีความโปร่งใส ควรออกสื่อให้เห็นว่ารัฐบาลกำลังตกลงเรื่องอะไรบ้างอย่างน้อยประชาชนจะได้รับทราบ แม้ว่าตนจะเสียผลประโยชน์อย่างไรก็ตามแต่เมื่อประชาชนยอมรับนั่นก็คือ "ประชาชนยอมรับ"จะได้ไม่ต้องมานั่งด่ารัฐบาลในภายหลัง.

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร