แนวคิดในการบริหารจัดการ และศักยภาพของแหล่งมรดกทางวัฒนธรรม และภูมิทัศน์วัฒนธรรมในภาคเหนือ (เชียงใหม่-ลำปาง-ลำพูน-แม่ฮ่องสอน)

Mon, 07/29/2013 - 13:46 -- ประชาธรรม

แนวคิดในการบริหารจัดการ และศักยภาพของแหล่งมรดกทางวัฒนธรรม และภูมิทัศน์วัฒนธรรมในภาคเหนือ (เชียงใหม่-ลำปาง-ลำพูน-แม่ฮ่องสอน) เพื่อเสนอขอรับการจารึกชื่อเป็นแหล่งมรดกโลก1

อาจารย์ ดร. เกรียงไกร เกิดศิริ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

[email protected]

 

จากผลการศึกษาเบื้องต้นใน แผนงานวิจัยแผนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของภูมิภาคด้วยการจัดการแหล่งมรดกโลกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีป จึงมีข้อเสนอว่า การพิจารณาพื้นที่เพื่อนำเสนอขึ้นเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมในภาคเหนือนั้นควรดำเนินการในลักษณะของ "แนวทางแบบองค์รวม (Holistic Approach)" โดยนำเสนอคุณค่าของพื้นที่ร่วมกันในฐานะของ "มรดกโลกล้านนา" จึงจะเห็น "ความสมบูรณ์แบบ (Integrity)"2 ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการพิจารณาแหล่งมรดกโลก ซึ่งจะนำไปสู่การนำเสนอ "คุณค่าโดดเด่นอันเป็นสากล (Outstanding Universal Value)" ร่วมกันของพื้นที่มรดกโลกล้านนาจึงจะมีน้ำหนักเพียงพอต่อการรับการพิจารณา

ทั้งนี้ในการขับเคลื่อนต้องการทำแผนการบริหาร และการจัดการให้แหล่งมรดกอันทรงคุณค่าที่มีอยู่ในดินแดนล้านนาถูกประกาศเป็นแหล่งมรดกโลกนั้นจำเป็นต้องมีการ "วางแผนกลยุทธ์ (Strategic Plan)" ที่ต้องพิจารณาแหล่งต่างๆ ในลักษณะ "บูรณาการ(Integration)" ในฐานะ "กลุ่มเมืองร่วมวัฒนธรรมล้านนา (Lanna Culture)" จากนั้นนำแหล่งมรดกที่ทรงคุณค่าแหล่งต่างๆมาจัดกลุ่มเพื่อแบ่งเป็น "เรื่องราว (Theme)" ที่ร้อยเรียงกัน เพื่อทำให้เห็นถึง "คุณค่าความสมบูรณ์แบบ (Integrity Value)" เพื่อนำเสนอการประกาศขึ้นเป็นแหล่งมรดกโลก "แบบรวมกลุ่ม (Serial Nomination)"

กล่าวคือ ตามเอกสารแนวทางการดำเนินการ (The Operational Guidelines) ประโยคที่ 19 ระบุว่า "เปิดโอกาสให้มีการขึ้นทะเบียนมรดกโลกแบบรวมกลุ่ม (Serial Nomination on World Heritage List) สำหรับแหล่งมากกว่า 2 แหล่งขึ้นไปที่ไม่ได้มีพื้นที่ทางกายภาพเชื่อมต่อกัน ซึ่งสามารถขึ้นทะเบียนได้ทั้งแหล่งมรดกทางธรรมชาติ และแหล่งมรดกทางวัฒนธรรม ที่แตกต่างกันทางที่ตั้ง, แต่ต้องมีความสัมพันธ์กันในประเด็นต่างๆ ดังนี้

1. เป็นแหล่งที่มีรากฐานของกลุ่มทางประวัติศาสตร์-วัฒนธรรมร่วมกัน

2. เป็นแหล่งที่มีลักษณะทางภูมิประเทศแบบเดียวกัน หรือ

3. มีลักษณะทางธรณีวิทยา,หรือการก่อตัวทางกายภาพของพื้นที่ร่วมกัน, มีลักษณะทางภูมิศาสตร์ชีวภาพร่วมกัน,หรือมีลักษณะทางนิเวศวิทยาเหมือนกัน. ซึ่งหากถ้าแยกออกจากกันในการขึ้นทะเบียนแล้วจะทำให้สูญเสียคุณค่าโดดเด่นอันเป็นสากล"3

ดังมีตัวอย่างการดำเนินการประกาศเป็นแหล่งมรดกโลกด้วยวิธีการขึ้นทะเบียนแบบกลุ่มในประเทศไทย คือ แหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมเมืองประวัติศาสตร์สุโขทัย และเมืองประวัติศาสตร์ร่วมวัฒนธรรม (Historic Town of Sukhothai and Associated Historic Towns) อันประกอบด้วย 3 พื้นที่ คือ สุโขทัย ศรีสัชนาลัย และกำแพงเพชร ซึ่งเป็นแหล่งโบราณคดีเมืองร่วมวัฒนธรรมเดียวกัน และตัวอย่างการขึ้นทะเบียนแบบรวมกลุ่มที่น่าสนใจ และน่าจะสามารถนำแนวความคิดมาประยุกต์กับแหล่งมรดกโลกล้านนาได้ คือ แหล่งมรดกโลกกลุ่มโบสถ์ไม้มารามูเรส (Wooden Churches of Maramure?) ในประเทศโรมาเนียที่ประกาศขึ้นทะเบียนโบสถ์ไม้ในคริสต์ศาสนาจำนวน 7 หลัง ที่แต่ละหลังต่างมีเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมที่แตกต่างกันตามช่วงเวลา และพื้นที่ในการศึกษาจึงเสนอแนวทางการแบ่งกลุ่มแหล่งมรดกอันทรงคุณค่า ออกเป็นกลุ่มๆตามหัวข้อ (Theme) และบริบทที่สัมพันธ์กัน(Related Context) ดังต่อไปนี้ คือ

หัวเรื่องที่ 1: แหล่งโบราณสถาน และแหล่งโบราณคดีเมืองวัฒนธรรมล้านนา (Ancient Monument and Archeological Sites in Historic Towns of Lanna Culture)

สืบเนื่องจากพัฒนาการของการตั้งถิ่นฐานมาอย่างยาวนานของผู้คนในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน และมีพัฒนาการรวมตัวกันเป็นชุมชนเมืองดังมีหลักฐานปรากฏชัดเจนในวัฒนธรรมหริภุญไชยที่มีความสัมพันธ์กับดินแดนลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา และหัวเมืองมอญในลุ่มแม่น้ำสาละวิน จนกระทั่งมีการขยายตัวของกลุ่มชนชาติพันธุ์ไท-ไต ที่สันนิษฐานว่าเริ่มขยายตัวมากขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 20 เข้าในพื้นที่แอ่งเชียงใหม่-พูน ดังปรากฏในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่แสดงถึงการขยายอำนาจของผู้นำกลุ่มคนไท-ไตจากลุ่มแม่น้ำกกขยายตัวเข้ามายังที่ราบลุ่มแม่น้ำปิงจนกระทั่งปะทะกันกับขั้วอำนาจเดิมในพื้นที่ หลังจากนั้นมากลุ่มวัฒนธรรมไท-ไตก็ขยายตัวมากขึ้นจนกระทั่ง สร้างรัฐล้านนาขึ้นโดยมีเมืองเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางและมีเมืองบริวารอยู่รายรอบซึ่งเป็นเมืองในระบบเครือญาติและระบบอุปถัมภ์ รัฐล้านนาดำรงเอกราชอยู่ภายใต้การนำของราชวงศ์มังรายอยู่ชั่วเวลาหนึ่งจนกระทั่งมีการปะทะกันเพื่อแย่งการขยายขอบวงของอำนาจกับรัฐอยุธยาจนรัฐล้านนาอ่อนกำลังลง นอกจากนี้ ยังมีการปะทะกับราชสำนักอังวะ จนล้านนาตกอยู่ภายใต้การปกครองของพม่าอยู่ราว 200 ปี จนกระทั่งสามารถฟื้นม่านขับไล่พม่าออกไปได้สำเร็จหลังจากการผูกสัมพันธ์กับราชสำนักรัตนโกสินทร์ทำให้ล้านนาโดยมีเมืองเชียงใหม่ได้ ดำรงบทบาทเมืองประเทศราชของรัตนโกสินทร์อยู่ช่วงเวลาหนึ่ง จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดินรวบอำนาจสู่ส่วนกลางเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์โดยสมบูรณ์ (Absolute Monarchy) ทำให้ล้านนากลายสภาพเป็นหนึ่งในมณฑลเทศาภิบาลของกรุงรัตนโกสินทร์เช่นเดียวกันมณฑลอื่นๆในภาคต่างๆ

จากประวัติศาสตร์สังเขปที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่าแม้มีความเปลี่ยนแปลงทางด้านรัฐศาสตร์นานาประการบนพื้นที่ แต่ดินแดนล้านนาก็ไม่เคยร้างลาผู้คนไปเลย และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นก็ยิ่งทำให้เมืองต่างๆ ในล้านนาดำรงสถานะเป็นดั่งหม้อหลอมทางวัฒนธรรม (Cultural Melting Pot) ของภูมิภาคอุษาคเนย์ภาคพื้นทวีป และจากหน้าประวัติศาสตร์ข้างต้นจะเห็นว่ามี "เมืองร่วมวัฒนธรรมล้านนา" อยู่จำนวนมาก ซึ่งเมืองต่างๆ มีจุดเด่น และจุดด้อยที่แตกต่างกันออกไป ดังตารางจำแนกข้อมูลดังต่อไปนี้

 

แทรกตาราง01

จากตารางข้างต้น เป็นการยกตัวอย่างของคุณค่าในบางมุมเพื่อเป็นแนวทางและการบ่งชี้ขั้นต้น ดังจะเห็นว่า ประเด็นเรื่องคุณค่าด้านต่างๆ ของแต่ละเมืองนั้นจะมีลักษณะที่คละกัน มากบ้าง น้อยบ้างตามแต่บริบทแวดล้อมของแต่ละเมือง เพราะฉะนั้น แนวทางในการขึ้นนำเสนอเป็นมรดกโลกแบบกลุ่มจะเป็นการทำให้คุณค่าโดยรวมของแหล่งต่างๆ สูงมากขึ้นในฐานะของคุณค่าของ "ความสมบูรณ์แบบ(Integrity Value)" ที่แสดงถึงความสัมพันธ์ของเมืองต่างๆ ในฐานะของเมืองร่วมวัฒนธรรมล้านนาที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมา และพัฒนาการร่วมกัน อีกทั้งเมื่อพิจารณาทั้งกลุ่มแล้วจะยิ่งทำให้ "ภาพปะติดปะต่อ (Jigsaw)" ของพัฒนาการของเมืองประวัติศาสตร์ในวัฒนธรรมล้านนาชัดเจนมากขึ้น ตั้งแต่ตัวอย่างของเมืองในวัฒนธรรมลัวะ และวัฒนธรรมหริภุญไชยที่ต่างเป็นขั้ววัฒนธรรมที่เก่าแก่อยู่ในพื้นที่มาก่อนที่กลุ่มชาติพันธุ์ไท-ไตจะขยายตัวเข้ามา และกลายเป็นขั้วอำนาจหลักของพื้นที่ในเวลาต่อมา ทำให้มีการเข้ายึดครองเมืองที่มีอยู่เดิมและพัฒนาเมืองเหล่านั้นไปเป็นเมืองในวัฒนธรรมล้านนา เช่น กรณีของเมืองหริภุญไชย หรือเวียงเจ็ดลิน เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีการสร้างเมืองใหม่เพื่อตอบสนองต่อความต้องการทางวัฒนธรรมของตนเอง เช่น เมืองกุมกาม เมืองเชียงใหม่ เมืองเชียงแสน เป็นต้น

โดยเฉพาะเมืองกุมกามที่เป็นตัวอย่างสำคัญของการลองผิดลองถูกกับภูมิศาสตร์ และระบบนิเวศที่ตนไม่คุ้นเคย ก่อนจะปรับตัวและพัฒนามาสู่การสร้างเมืองเชียงใหม่ที่เรียกได้ว่าเป็นเมืองแรกๆ ในภูมิภาคอุษาคเนย์ภาคพื้นทวีปที่มีการสร้างเมืองด้วยความรู้ทางคณิตศาสตร์ และการวางผังพื้นที่ขั้นสูง อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์กับเมืองสุโขทัยที่เป็นรัฐพันธมิตรกันอีกด้วย นอกจากนี้คุณค่าความสมบูรณ์ลักษณ์ที่โดดเด่นดังกล่าว ยังอาจจะช่วยบดบังข้อด้อยบางประการของเมืองบางเมืองที่มีความเปลี่ยนแปลงทางกายภาพสูง เช่น เมืองเชียงใหม่ และเมืองหริภุญชัย ด้วยการบ่งชี้ในประเด็นของ "คุณค่าของประโยชน์การใช้สอยร่วมสมัย (Present use and value)" ในประเด็นต่างๆ เป็นต้น

แนวทางในการนำเสนอ และการกำหนดขอบเขตพื้นที่ ต้องกำหนดตัวโบราณสถาน และแหล่งโบราณคดีเป็น "พื้นที่ศูนย์กลาง(Core Area)" และมีขอบเขตโดยรอบเป็น "พื้นที่ฉนวนสำหรับการสงวนรักษา (Buffer Zone for preservation)" กล่าวคือโบราณสถาน สถูปเจดีย์ แนวกำแพงเมือง คูเมือง แล้วขึ้นทะเบียนในแบบ "อนุสรณ์สถาน / ตัวอาคารเดี่ยว (Monument)" เช่น เดียวกับการกำหนดที่แหล่งมรดกโลกเมืองประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ที่ประกาศพื้นที่ตามขอบเขตของแหล่งโบราณสถานที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื่องจากหากประกาศพื้นที่เมืองทั้งเมืองให้เป็นพื้นที่ศูนย์กลาง (Core Zone) จะทำให้ในทางปฏิบัตินั้นจะไม่สามารถบริหาร และจัดการพื้นที่ได้ เนื่องจากจะส่งผลกระทบกับผู้คนจำนวนมากซึ่งอาจนำไปสู่แรงต่อต้านได้ แต่อย่างไรก็ตาม ต้องกำหนดพื้นที่ที่ส่วนอื่นๆ ด้วยกระบวนวิธีทางผังเมืองเพื่อการอนุรักษ์ เพื่อให้เมืองยังตอบสนองต่อการใช้สอยอยู่ ในขณะเดียวกันการพัฒนาที่จะเกิดขึ้น ต้องไม่ทำให้แหล่งโบราณสถานลดทอนคุณค่าลง

สำหรับกลยุทธ์ในการนำเสนอเพื่อการประกาศเพื่อเป็นแหล่งมรดกโลกแบบกลุ่มในหัวข้อนี้ ควรเลือกเมืองที่มีค่าน้ำหนักของคุณค่าโดยรวมสูง และมีความเปลี่ยนแปลงทางพื้นที่ไม่มากนักดำเนินการ และเสนอชื่อเข้าอยู่ในรายชื่อรอรับการพิจารณา (Tentative List) ไปก่อน เพื่อนำไปสู่เช่นกระบวนการพิจารณาเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม ตัวอย่างเช่น เมืองเชียงแสน เวียงกุมกาม ซึ่งมีคุณค่าโดยรวมสูงอีกทั้งมีขอบเขตการบริหารและการจัดการที่ชัดเจน อีกทั้งมีการคุกคามจากการพัฒนาน้อยกว่าเมืองอื่นๆ แล้วจึงดำเนินการศึกษาและวางแผนการบริหารจัดการเมืองอื่นๆในลำดับต่อไปเพื่อผนวกชื่อเข้าไปในภายหลัง ซึ่งเป็นแนวทางที่หลายๆพื้นที่ใช้ในการเสนอชื่อแหล่งเข้าไปในบัญชีรายชื่อเพื่อการพิจารณาก่อน หากพิจารณาแล้วว่าส่วนที่นำเสนอชื่อไปนั้นมีคุณค่าโดดเด่นเพียงพอ เนื่องจากบัญชีรายชื่อแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่มีจำนวนรายการที่รออยู่ยาวมาก ตัวอย่างเช่น

กรณีศึกษาที่ 1 คือ "มรดกโลกทางวัฒนธรรมเมืองแห่งเกรซ (City of Graz)" ประเทศออสเตรีย ซึ่งได้รับการพิจารณาเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมในปี พ.ศ. 2542 และในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกประจำปี พ.ศ. 2553 ก็ได้รับการพิจารณาพื้นที่ที่เสนอผนวกเพิ่มของแหล่งปราสาทโครส เอกเกนเบิร์ก (Schloss Eggenberg) ที่ตั้งห่างจากแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมเมืองแห่งเกรซ ประมาณ 3 กิโลเมตร4 เมื่อผนวกพื้นที่และแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมแหล่งใหม่นี้แล้วทำให้คุณค่าโดยรวมของแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมเมืองแห่งเกรซนี้ยิ่งทวีคุณค่ามากขึ้น

กรณีศึกษาที่ 2 คือ "มรดกโลกทางธรรมชาติและวัฒนธรรมภูเขาไท่ซาน (Mt. Taishan)" ซึ่งมีคุณค่าโดดเด่นอย่างสูงจนได้รับการพิจารณาเป็นแหล่งมรดกโลกในปี พ.ศ. 25305 และได้ขึ้นทะเบียนผนวกภูเขาอีก 4 แหล่ง (The Four Sacred Mountains as anExtension of Mt. Taishan) เพื่อขึ้นทะเบียนเป็น "มรดกโลกห้าภูเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งเมืองจีน (The Five Sacred Mountains of China)" โดยประกอบด้วย ภูเขาเฮ่งซาน (Mt. Hengshan) แห่งภาคใต้ในจังหวัดหูหนาน (Hunan Province), ภูเขาหัวซาน (Mt. Huashan) แห่งภาคตะวันตกในเมืองซานซี (Shaanxi Province), ภูเขาซงซาน (Mt. Songshan) แห่งภาคกลางในจังหวัดเหหนาน (Henan Province) และภูเขาเฮ่งซาน (Mt. Hengshan) แห่งภาคเหนือในจังหวัดชานซี (Shanxi Province)6

จะเห็นได้ว่า 2 กรณีศึกษา ได้นำเสนอแหล่งที่มีคุณค่าสูงที่สุดไปก่อน แล้วจึงผนวกแหล่งที่มีคุณค่าด้อยกว่า หรือพื้นที่ที่เพิ่งศึกษาและวางแผนการบริหารจัดการแล้วเสร็จตามไปในภายหลัง แต่หากนำเสนอพื้นที่ที่มีศักยภาพไม่สูงมากนัก หรือพื้นที่มีความเปลี่ยนแปลงสูง จนทำให้คุณค่าด้านความจริงแท้ (Authenticity) ด้อยลง เข้าไปสู่การพิจารณาจะเป็นการถ่วงให้พื้นที่ที่มีศักยภาพสูงต้องด้อยลงด้วย

แทรกภาพ02

หัวเรื่องที่ 2: เส้นทางวัฒนธรรมวัดพระธาตุศักดิ์สิทธิ์ในวัฒนธรรมล้านนา (Cultural Route of Sacred Monasteries of Lanna Culture) มรดกโลกทางวัฒนธรรมเส้นทางวัฒนธรรมวัดพระธาตุศักดิ์สิทธิ์ของล้านนามีศักยภาพสูงมากต่อการได้รับการคัดเลือกเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม ซึ่งการนำเสนอแบบกลุ่ม (Serial Nomination) ยิ่งจะทำให้คุณค่าด้านความสมบูรณ์แบบ (Integrity Value) ยิ่งสูงมากขึ้น

สำหรับวัดพระธาตุศักดิ์สิทธิ์ มีดังต่อไปนี้

- วัดพระธาตุหริภุญไชย จังหวัดลำพูน

- วัดพระธาตุดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่

- วัดพระธาตุศรีจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่

- วัดพระธาตุลำปางหลวง จังหวัดลำปาง

แทรกภาพ03

สำหรับศักยภาพของวัดพระธาตุศักดิ์สิทธิ์ในวัฒนธรรมล้านนาที่ยกตัวอย่างมาข้างต้นนั้น ต่างมีศักยภาพสูงต่อการดำเนินการและการขับเคลื่อนไปสู่การประกาศเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม ดังมีปัจจัยส่งเสริมในประเด็นดังต่อไปนี้

- มีหน่วยงานที่ทำหน้าที่รับผิดชอบ และเป็นเจ้าภาพในการดำเนินการที่ชัดเจน กล่าวคือ "วัด" และ "กรมศิลปากร"เนื่องจากวัดทั้งหมดเป็นโบราณสถานที่สำคัญของชาติทำให้มีการขึ้นทะเบียนอาคารสำคัญเป็นโบราณสถานไว้แล้ว

- วัดมีขอบเขตของพื้นที่ที่แน่นอน ซึ่งง่ายในการวางแผนการอนุรักษ์ การบริหารจัดการพื้นที่ กล่าวคือ ทำให้สามารถกำหนดขอบเขตของพื้นที่ได้โดยง่าย กล่าวคือ ในการวางแผนการบริหารจัดการพื้นที่ จำเป็นต้องกำหนด "พื้นที่ศูนย์กลาง (Core Area)" สำหรับรักษาคุณค่าด้านต่างๆของพื้นที่ไว้ไม่ให้ถูกทำลายลงด้วยการพัฒนาที่ไม่สอดคล้อง

- สำหรับวัดสำคัญต่างๆ มักจะมีการศึกษาข้อมูลโดยสถาบันการศึกษาต่างๆ ทั้งในรูปของงานวิจัย และวิทยานิพนธ์อยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้มีความเข้มแข็งของระบบฐานข้อมูลและความรู้ที่เกี่ยวกับพื้นที่ สำหรับการเขียนเอกสารต่างๆเพื่อนำเสนอของขึ้นทะเบียน

- นอกจากองค์ความรู้ในรูปของงานวิจัย และวิทยานิพนธ์ที่กล่าวมาข้างต้น สำหรับวัดเก่าแก่ที่มีความสำคัญจะได้รับการศึกษาเชิงลึกด้วยการสำรวจรังวัดอาคารสำคัญเพื่อจัดทำแบบสถาปัตยกรรมโดยกรมศิลปากร โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาคารที่เพิ่งผ่านกระบวนการอนุรักษ์ย่อมต้องมีแบบสถาปัตยกรรมที่ใช้ประกอบการอนุรักษ์จากการศึกษาทำให้ทราบถึงศักยภาพ หรือจุดแข็งดังที่กล่าวมาข้างต้น นอกจากนี้ยังได้ทราบถึงจุดอ่อน ปัญหา อุปสรรคที่เป็นปัจจัยคุกคามการดำเนินการ มีดังต่อไปนี้คือ

- จากการศึกษาสถานภาพ และแนวทางในการเสนอชื่อเพื่อรับการประเมินเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมนั้นได้มีการดำเนินการมาบ้างแล้ว โดยมีกรมศิลปากรเป็นหน่วยงานหลักที่ทำหน้าที่ดูแลมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศชาติ และมีประสบการณ์ในการดำเนินการจัดทำฐานข้อมูล และการบริหารและการจัดการแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมของไทยทั้ง 3 แหล่งจนมีความเชี่ยวชาญ แต่เมื่อพิจารณาบริบทแวดล้อมของกรณีศึกษาจะพบว่ามีบริบทที่แตกต่างไปจากแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมของประเทศไทยทั้ง 3 แหล่งโดยสิ้นเชิง เนื่องจากวัดพระธาตุศักดิ์สิทธิ์ถือเป็นศูนย์กลางทางจิตวิญญาณของผู้คนตั้งแต่อดีตตราบกระทั่งปัจจุบัน อีกทั้งยังถือเป็นแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมที่ยังเคลื่อนไหว (Dynamic Cultural Heritage) ไม่ได้เป็นเพียงแหล่งโบราณสถาน และโบราณคดีที่ตัดขาดไปจากชีวิตผู้คน (Relic Site) เช่น แหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมทั้ง 3 แหล่งที่กล่าวมาข้างต้น จากประเด็นที่กล่าวมาข้างต้นย่อมทำให้ต้องการแนวทางการบริหาร และการจัดการที่มีลักษณะเฉพาะตัว จะใช้แนวทางการบริหารจัดการแบบแหล่งมรดกโลกที่เป็นแหล่งโบราณคดีที่ตัดขาดไปจากชีวิตผู้คนแล้วไม่ได้ อีกทั้งทางวัดมีอำนาจเต็มในการบริหารจัดการพื้นที่ แตกต่างไปจากแหล่งโบราณสถาน โบราณคดีที่กรมศิลปากรเป็นผู้ดูแล และกำหนดทิศทางแต่เพียงผู้เดียว

- จะเห็นได้ว่ามีแผนในการเสนอชื่อแหล่งในประเทศอีกทั้งสิ้นอย่างน้อย 7 แหล่งจากที่กล่าวมาข้างต้น แต่ทว่าไม่อยู่ในการรับรู้ของประชาชน แสดงให้เห็นถึงวิธีการในการทำงานของรัฐที่เป็นผู้ชี้ขาดในทุกๆเรื่อง ทุกๆประเด็น จะเห็นได้ว่าผู้มีส่วนได้-ส่วนเสียในท้องถิ่น รวมทั้งผู้ดูแลแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมซึ่งในที่นี้คือ "วัด" นั้นยังไม่ได้รับข้อมูล และยังไม่มีความเข้าใจต่อแหล่งมรดกโลกอย่างเพียงพอต่อการตัดสินใจ

หัวเรื่องที่ 3: ภูมิทัศน์วัฒนธรรมธรรมภูเขาศักดิ์สิทธิ์ในวัฒนธรรมล้านนา (Sacred Mountains of Lanna Culture)

แนวคิดเรื่องภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของชาวล้านนาในฐานะเป็นองค์ประกอบหนึ่งของภูมิทัศน์วัฒนธรรมที่เกี่ยวเนื่องกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติที่มนุษย์ให้ความเคารพยำเกรง และมีความศรัทธามาตั้งแต่อดีตในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ จนแม้ว่าสังคมจะมีพัฒนาการซับซ้อนมากขึ้นก็ยังประยุกต์เอาแนวความคิดเรื่องภูเขาศักดิ์สิทธิ์มาเป็นส่วนหนึ่ง ดังตัวอย่างของการรับเอาศาสนาพุทธจากสุโขทัยขึ้นมายังล้านนาในราวพุทธศตวรรษที่ 21 เป็นเหตุให้มีการสถาปนาพระธาตุขึ้นบนยอดเขาต่างๆ เป็นจำนวนมากจากแนวความคิดเรื่องภูมิทัศน์วัฒนธรรมที่สรุปได้ว่า "ภูมิทัศน์วัฒนธรรมเป็นผลงานที่เกิดขึ้นจากการที่มนุษย์กระทำต่อธรรมชาติ ด้วยเหตุผลทางวัฒนธรรม การดำเนินชีวิตประจำวัน รวมไปถึงแนวความคิดทางศาสนา แต่อย่างไรก็ตาม การดำรงชีวิตในอดีตมีข้อจำกัดทางเทคโนโลยี จึงไม่อาจเปลี่ยนแปลงทางกายภาพอย่างพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน ในทางกลับกันธรรมชาติก็มีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตมนุษย์ในฐานะที่เป็นปัจจัยจำกัด จึงเป็นสาเหตุให้มนุษย์ต้องหาวิธีการจัดการที่เหมาะสมเพื่อให้การดำเนินชีวิตอยู่ร่วมกับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาตินั้นๆได้อย่างปกติสุข"7

จะเห็นได้ว่า ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ในวัฒนธรรมล้านนา ถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์วัฒนธรรมที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตสังคม วัฒนธรรมของชาวล้านนา และผู้คนที่เคยตั้งถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่มาตั้งแต่โบราณ และแม้ว่าภูเขาศักดิ์สิทธิ์บางแห่งจะไม่ได้มีสิ่งก่อสร้างด้วยฝีมือมนุษย์อย่างวิจิตรบรรจง หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตจิตใจของผู้คนล้านนาอย่างลึกซึ้งในที่นี้เสนอให้นำเสนอชื่อแหล่งในลักษณะของการขึ้น ทะเบียนมรดกโลกแบบรวมกลุ่ม (Serial Nomination on World Heritage List) เช่นเดียวกับหัวข้ออื่นๆ ที่เสนอมาข้างต้น โดยมีแหล่งภูมิทัศน์วัฒนธรรมภูเขาศักดิ์สิทธิ์ในล้านนา มีดังนี้

- ดอยเชียงดาว อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่

- ดอยสุเทพ อำเภอเมืองฯ จังหวัดเชียงใหม่

- ดอยอินทนนท์ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่

- ภูเขาประตูผา อำเภองาว จังหวัดลำปาง

- ภูเขาปางมะผ้า อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน

แทรกภาพ04

สำหรับศักยภาพของภูมิทัศน์วัฒนธรรมภูเขาศักดิ์สิทธิ์ที่กล่าวมาข้างต้น ต่างมีศักยภาพสูงต่อการดำเนินการ และการขับเคลื่อนไปสู่การประกาศเป็นแหล่ง "มรดกโลกทางภูมิทัศน์วัฒนธรรม" เนื่องจากในทุกๆ แหล่งมีคุณค่าทั้งด้าน "ธรรมชาติ" และ "วัฒนธรรม"อยู่ร่วมกัน และคุณค่าแต่ละด้านก็มี "ความโดดเด่นอันเป็นสากล (Outstanding Universal Value)" ดังในประเด็นดังต่อไปนี้

- การเป็นแหล่งที่มีภูมิทัศน์ที่แปลกตาของภูมิลักษณ์แบบภูเขาหินปูนของดอยเชียงดาว, ประตูผา และภูเขาปางมะผ้า อันทำให้เกิดเป็นภูมิลักษณ์ทางธรรมชาติที่มีการกัดกร่อนสูงหากเป็นภูเขาสูงชัน และมีความแห้งแล้ง หรือเป็นแหล่งที่มีภูมิลักษณ์คาร์ซท์ (Karts) ที่เกิดจากการทำละลายของกรดคาร์บอนิกที่เกิดจากปฏิกิริยาของคาร์บอนไดออกไซด์กับน้ำฝน เช่น หลุมยุบ ถ้ำ หินงอก-หินย้อย และถ้ำน้ำลอด

- การเป็นแหล่งของระบบนิเวศน์ที่มีลักษณะเฉพาะตัว เนื่องจากภูมิลักษณ์ทางธรรมชาติของภูเขาหินปูนนั้นมีความเฉพาะตัวสูง จึงทำให้เกิดมีสิ่งมีชีวิตเฉพาะถิ่น (Endemic Species) ทั้งพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ เช่น ระบบนิเวศน์ถ้ำน้ำลอดที่ปางมะผ้าและระบบนิเวศน์บนยอดดอยเชียงดาวที่มีความเฉพาะเจาจงกับภูเขาหินปูน แล้วยังเป็นแหล่งรวมพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ที่กระจายตัวลงมาจากแนวเทือกเขาหิมาลัยเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย เป็นต้น

- ภูมิลักษณ์ของภูเขาหินปูนเป็นภูมิลักษณ์ที่โดดเด่นมากกว่าภูเขาประเภทอื่นๆ จนทำให้เป็น "ภาพลักษณ์ของภูมิทัศน์ที่แปลกตา" ดังกล่าวได้ถูกกำหนดให้กลายเป็น "พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์" ดังปรากฏให้เห็นว่าแหล่งภูมิทัศน์วัฒนธรรมภูเขาศักดิ์สิทธิ์ในพื้นที่อื่นๆ เช่น ประเทศจีน ซึ่งก็ล้วนแล้วแต่เป็นภูเขาหินปูนเกือบทั้งสิ้น เนื่องจากภูเขาหินปูนเป็นภูเขาที่มีการกัดกร่อนจากลม และฝนได้โดยง่ายทำให้เกิดมีรูปทรงที่แปลกตา อีกทั้งยังทำให้เกิดเป็นเพิงผา และโพรงถ้ำ ทำให้มนุษย์ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ได้เลือกสรรเป็นพื้นที่ตั้งถิ่นฐานเพื่อดำเนินชีวิต และประกอบพิธีกรรม ตัวอย่างเช่น ภาพเขียนสีบนหน้าผาที่ประตูผา เป็นต้น รวมทั้งภูเขาศักดิ์สิทธิ์ยังทำหน้าที่เป็นแหล่งประกอบพิธีกรรมหลังความตาย และที่พักพิงชั่วนิรันดร์ของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์อีกด้วย เช่น ถ้ำผีแมน และถ้ำอื่นๆ เป็นต้น

แทรกภาพ05

- นอกจากภูเขาที่เป็นแหล่งภูมิทัศน์วัฒนธรรมของมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์แล้ว ภูเขาศักดิ์สิทธิ์จำนวนหนึ่งก็โลดแล่นอยู่ในความเชื่อของชาวล้านนา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "ดอยเชียงดาว" ที่เชื่อกันว่าเป็นที่สถิตของ "อารักษ์หลวง" หรือ "เก๊าผีหลวง" ของอาณาจักรล้านนาซึ่งก็คือ "เจ้าหลวงคำแดง" เนื่องจากชาวล้านนามีความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติที่ฝังรากลึกอยู่ในความเชื่อมั่นของผู้คนพอๆ กับความศรัทธาในพระพุทธศาสนา เพราะฉะนั้นดอยเชียงดาวที่เป็นที่สถิตของอารักษ์ที่ใหญ่ที่สุดของอาณาจักรก็ย่อมมีความสำคัญอย่างสูงยิ่งในมิติทางวัฒนธรรม แม้ว่าดอยเชียงดาวจะไม่ได้มีแหล่งทาวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่อย่างแหล่งโบราณคดีแหล่งอื่นๆ ก็ตาม

- สำหรับดอยสุเทพอันเป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุดอยสุเทพก็มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เนื่องจากเป็นประจักษ์หลักฐานของการเปลี่ยนผ่านสภาพสังคมล้านนาสู่การเป็นสังคมพระพุทธศาสนานิกายลังกาวงศ์จากสุโขทัยอย่างสมบูรณ์ โดยมีการสถาปนาพระบรมธาตุขึ้นบนยอดเขาเป็นหลักชัยของเมือง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแม้ว่าจะมีความศรัทธาปสาทะต่อพุทธศาสนาอย่างยิ่งยวดแล้ว พื้นที่ที่เชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์ที่สุดก็ยังเป็นยอดเขาอยู่ดังเดิม

จากคุณค่าด้านต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น จึงมีความคิดเห็นให้นำเสนอแหล่งภูเขาศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 5 แหล่ง ดังกล่าวเป็น "แหล่งมรดกโลกทางภูมิทัศน์วัฒนธรรมภูเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งล้านนา (Sacred Mountain of Lanna Culture)" เนื่องจากสามารถแสดงให้เห็นถึงคุณค่าทั้งด้านธรรมชาติ และวัฒนธรรมได้อย่างสมบูรณ์ อีกทั้งจำนวนแหล่งมรดกโลกที่อยู่ในทะเบียนรอรับการพิจารณา (Tentative List) ของประเภทภูมิทัศน์วัฒนธรรมมีจำนวนน้อยมาก เมื่อเทียบกับจำนวนรายชื่อในการรอรับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติ ซึ่งหากรีบดำเนินการในทุกๆหัวข้อไปพร้อมๆ กัน แหล่งมรดกโลกทางภูมิทัศน์วัฒนธรรมภูเขาศักดิ์สิทธิ์จะได้รับการพิจารณาก่อนแหล่งอื่นๆซึ่งจะเป็นการช่วยสร้างขวัญกำลังใจให้แก่คณะทำงานที่ต้องรอคิวของแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่มีอยู่ในบัญชีรายชื่อเป็นจำนวนมากซึ่งเมื่อทำเอกสารเรียบร้อยและรอการพิจารณาก็น่าจะใช้เวลาเป็นสิบปี และหากทำได้สำเร็จก็จะเป็นแหล่งมรดกโลกทางภูมิทัศน์วัฒนธรรมแห่งแรกของประเทศไทย

สรุป

จากการศึกษา และวิเคราะห์ในประเด็นด้านต่างๆ โดยเฉพาะจุดแข็ง-จุดอ่อนของพื้นที่ที่ส่งเสริม และคุกคามต่อการดำเนินการดังมีรายละเอียดดังนี้ คือ จุดอ่อนหลักที่ทำให้ยังไม่สามารถดำเนินการตามแผนมุ่งไปสู่การประกาศเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมได้พบว่า มีมูลเหตุสำคัญมาจากการไม่สามารถนำเสนอในประเด็นเรื่อง "คุณค่าโดดเด่นอันเป็นสากล (Outstanding Universal Value)" ได้เนื่องจากแม้ว่าเนื้อแท้ของความเป็นเมืองจะไม่ถูกรบกวนจากการพัฒนามากนัก แต่ทว่าก็ไม่มีแหล่งที่มีคุณค่าโดดเด่นอย่างเพียงพอต่อการแสดงออกให้เห็นถึงคุณค่าจนสามารถสร้างคำประกาศ "คุณค่า และความสำคัญ (Statement of Significance)" ที่จะทำให้ประชาคมโลก และคณะกรรมการมรดกโลกมองเห็นถึงความสำคัญของพื้นที่ได้อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ แนวคิดที่มองว่า "แหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม" นั้นคือ "แหล่งโบราณสถานขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติ"เพียงอย่างเดียวนั้น ทำให้ตัดขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน เนื่องจากการศึกษาเพื่อแปลความหมายแหล่งโบราณคดีอย่างเป็นรูปธรรมเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมากจึงทำให้ขาดพลังของเรื่องราวที่จะนำเสนอ รวมทั้งการขาดความต่อเนื่องกับวัฒนธรรมร่วมสมัยจึงทำให้ประชาคมชาวเมืองน่านที่สนใจเรื่องดังกล่าวมีน้อยลง ทำให้เรื่องดังกล่าวกลายเป็นพันธะกิจที่มีหน้าที่เฉพาะเจาะจงกับนักโบราณคดี และหน่วยงานภาครัฐไปโดยปริยาย

สำหรับจุดอ่อนของการพิจารณาแหล่งในระดับเมือง เช่นกรณีของเมืองลำพูน และเมืองน่านนั้นพบว่า เนื้อเมืองเก่านั้นคงรักษาไว้ได้เพียงร่องรอยของคูเมือง สำหรับกำแพงเมือง และองค์ประกอบหลงเหลือร่องรอยอยู่น้อยมาก โดยกำแพงเมืองด้านตะวันออก และประตูเมืองต่างๆ ต่างเป็นสิ่งก่อสร้างใหม่ จึงขาดคุณสมบัติเรื่อง "ความจริงแท้ (Authenticity)" ไป อีกทั้งหัวใจหลักของพื้นที่ คือ วัดต่างๆที่มีคุณค่าในฐานะศูนย์กลางทางกายภาพของเมือง และศูนย์กลางทางจิตวิญญาณของผู้คน ก็รักษาไว้ได้เพียงองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมบางส่วนเท่านั้น เช่น พระเจดีย์ประธาน แต่องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมอื่นๆ อาทิ วิหาร มักถูกซ่อมแปลงจนหมดสิ้น หากจะนำเสนอในประเด็นเรื่องคุณค่าของพื้นที่จึงจำเป็นต้องบ่งชี้ให้เห็นถึง "คุณค่าที่เป็นนามธรรม (Intangible Value)" ในฐานะของการเป็นพระบรมธาตุศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญที่สุดของโลกทัศน์ชาวล้านนาตั้งแต่อดีตตราบกระทั่งปัจจุบัน เพื่อทดแทนในประเด็นคุณค่าด้านกายภาพที่ดูจะด้อยลงเนื่องจากองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมถูกซ่อมเปลี่ยนแปลงไป

สำหรับประเด็นเรื่ององค์ประกอบของเมืองประวัติศาสตร์ที่ยังมีลมหายใจ อีกประการหนึ่งก็คือ "สถาปัตยกรรมพื้นถิ่น(Vernacular Architecture)" ที่มีหลงเหลืออยู่จำนวนหนึ่งภายในขอบเขตวงล้อมของเมือง จำเป็นต้องมีการศึกษา และวางแผนการอนุรักษ์โดยเร่งด่วน เนื่องจากจะเป็นตัวบ่งชี้เรื่องคุณค่าของเมืองในฐานะของการเป็นเมืองประวัติศาสตร์ที่ยังมีลมหายใจ แต่อย่างไรก็ตามก็อาจจะยังไม่เพียงพอต่อการแสดงออกให้เห็นถึง "คุณค่าโดดเด่นอันเป็นสากล (Outstanding Universal Value)" ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการประกาศคุณค่าของพื้นที่ ในการนี้ควรจัดทำระบบฐานข้อมูล และการสำรวจแหล่งที่มีศักยภาพด้วยระบบการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรมเช่น การจัดทำแผนที่มรดกทางวัฒนธรรม (Cultural Mapping) การศึกษาสำรวจเพื่อเตรียมการขึ้นทะเบียนแหล่งทางวัฒนธรรม (Survey and Inventory) เป็นต้น

นอกจากนี้ เนื่องจากกระบวนการของการนำไปสู่เส้นชัยด้วยการเป็นแหล่งมรดกโลกนั้นมีกระบวนการที่ยาวนาน และเห็นผลค่อนข้างช้า จากการสัมภาษณ์ และรับฟังข้อมูลด้านทัศนคติของผู้ที่เกี่ยวข้องจากเวทีระดมความคิดเห็นทำให้ทราบทัศนคติ และมุมมองต่อกระบวนการว่า การดำเนินการที่มีกระบวนการยาวนานนั้น ไม่สอดรับกับแนวทางและมุมมองของรัฐที่ต้องการเห็นโครงการดำเนินไปอย่างรวดเร็ว เมื่อใช้เวลาผ่านมากก็ทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่นต่อแนวทางการปฏิบัติ หรืออนาคตของการมุ่งไปสู่การเป็นมรดกโลก หากความลังเลดังกล่าวเกิดขึ้นย่อมไม่เป็นการดีสำหรับการปฏิบัติงานที่ระยะเวลาที่ยาวนาน เพราะฉะนั้นกลไกที่จะขับเคลื่อนโครงการที่เห็นผลช้านี้จึงจำเป็นต้องผนวกประชาคมท้องถิ่นผู้อยู่อาศัยในพื้นที่เป็นแกนในการขับเคลื่อนหลักให้มากขึ้น

สุดท้ายนี้ ปัญหาหลักลำดับสุดท้าย คือ ปัจจัยจำกัดของการดำเนินการอีกประการ คือ "การขาดองคาพยพ" ของการทำงานที่แท้จริง เนื่องมาจากการดำเนินการที่ผ่านมา ภาระหน้าที่ถูกแฝงฝากไว้กับหน่วยงานราชการต่างๆซึ่งมีภารกิจของตนจำนวนมากมาย จึงไม่สามารถทำให้เกิดการขับเคลื่อนงานได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งหน้าที่กันในทางราชการก็ทำให้ไม่เกิดความต่อเนื่องของการทำงาน.

 

1 บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของ แผนงานวิจัยแผนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของภูมิภาคด้วยการจัดการแหล่งมรดกโลกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีป. โดย อาจารย์ ดร. เกรียงไกร เกิดศิริ และคณะ. สนับสนุนทุนวิจัยโดยสภาวิจัยแห่งชาติ และสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยศิลปากร ปี พ.. 2556. ประกอบการบรรยายในโครงการประชุมสัมมนาสืบสานและผลักดันเมืองลำพูน-เชียงใหม่สู่มรดกโลก จัดโดยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ วันที่ 16-17 กรกฎาคม พ..2556

2 Integrity มีความหมายถึง ความสมบูรณ์ โดยไม่สามารถแยกองค์ประกอบใดๆ ออกจากกันได้ หากมีการแยกส่วนใดส่วนหนึ่งออกจากกันก็จะทำให้คุณค่าลดทอนลง สำหรับคำว่า Integrity ในวงวิชาการการอนุรักษ์ในประเทศไทย มีผู้แปลเป็นภาษาไทยอยู่หลายคำ อาทิเช่น บูรณภาพ, ความสมบูณ์แบบ, ความสมบูรณ์ลักษณ์ เป็นต้น

3 Guidelines for the Preparation of Serial Nominations to the World Heritage List. Access from http:// Guidelines for the Preparation

of Serial Nominations to the World Heritage List.mht

4 Access from http://whc.unesco.org/en/list/931

5 Access from http://whc.unesco.org/en/list/437

6 Access from http://whc.unesco.org/en/tentativelists/5353/

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร