เปิดตัวโครงการสะพานมช.ปี 3 เปิดวงทำความเข้าใจความเปลี่ยนแปลงการเมืองในภาคชนบท

Fri, 08/02/2013 - 15:41 -- ประชาธรรม

เมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2556 ที่ผ่านมา มีงานประชุมเปิดตัวโครงการประชาธิปไตยกับท้องถิ่น ปี3 "ผู้หญิง ธรรมาภิบาล ประวัติศาสตร์ และการเมืองของผู้คนในชนบทไทย" ณ ห้องประชุมใหญ่ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งกิจกรรมประกอบด้วยปาฐกถานำ เรื่อง "ประวัติศาสตร์ว่าด้วยสิทธิการออกเสียงเลือกตั้งของผู้หญิงในประเทศไทย" โดยศ.ดร.แคทเธอรีน บาววี่ มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสัน และการเสวนางานวิจัย "การเมืองของผู้คนในชนบทไทย" โดยผศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร รศ.ดร.นิติ ภวัครพันธุ์ ผศ.ดร.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี ดำเนินรายการโดยสืบสกุล กิจนุกร นักวิจัยโครงการสะพาน-มช.

ผศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดประเด็นเสวนางานวิจัย "การเมืองของผู้คนในชนบทไทย" อธิบายภาพรวมของการทำวิจัยและทบทวนภูมิทัศน์การเมืองไทยว่า โจทย์ของงานศึกษานี้คือความขัดแย้งรอบใหม่นี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ซึ่งพบว่าคำอธิบายได้หลายตั้งแต่ระบอบทักษิณเลว อำมาตย์เลว เสื้อเหลืองควาย เสื้อแดงควาย บ้างก็อธิบายว่าเป็นการแย่งชิงอำนาจแล้วหลอกชนชั้นล่างมาตาย ความขัดแย้งระหว่างคนจนกับคนรวย หรืออธิบายว่าเป็นการปะทะทุนนิยมสามานย์ บริโภคนิยมกับทุนนิยมคุณธรรม เศรษฐกิจพอเพียง และอาการของสองนคราประชาธิปไตย

อย่างไรก็ตามหลังทบทวนงานด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง มาจับกับการอธิบายประชาธิปไตย โดยทีมวิจัยก็พยายามหาคำอธิบายซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนแปลงในระดับลึก โดยไม่สนใจว่าสังคมไทยพัฒนาไปบนเส้นทางประชาธิปไตยมากน้อยแค่ไหน แต่จะจำกัดวงการพิจารณามาที่ความขัดแย้งทางการเมืองรอบใหม่ที่ทุกฝ่ายต่างเรียกตนว่า "นักประชาธิปไตย" นั้นมีการต่อสู้บนพื้นฐานอะไร

ข้อค้นพบ ชี้ว่า แนวคิดการเมืองภาคประชาชน สังคมเข้มแข็ง หรือ new social movement ไม่สามารถทำความเข้าใจความขัดแย้งนี้ได้อีกต่อไป เพราะมีประชาชนทั้งสองฝ่ายเข้าร่วม นอกจากนี้แนวคิดสองนคราประชาธิปไตย ซึ่งมีคำขวัญว่า ชาวชนบทเลือกรัฐบาล แต่ชาวเมือง (กรุงเทพ) ล้มรัฐบาลนั้นใช้อธิบายไม่ได้เช่นกัน เพราะพบว่าชนชั้นกลางไม่ได้มีเฉพาะในเขตเมือง ชนบทแทบไม่แยกออกจากกัน ไม่ต่างกัน การเมืองท้องถิ่น มากกว่าการซื้อเสียงไม่สามารถกำหนดผลการเลือกตั้ง

"ความขัดแย้งรอบนี้พบว่าเป็นการยืนยันของการเลือกตั้ง ซึ่งวัฒนธรรมทางการเมืองมีการเปลี่ยนไปแล้ว แต่อ.อเนกยังให้คุณค่ากับชาวเมืองว่ามีเหตุผล เป็นปัจเจกชนมีการตัดสินใจเป็นอิสระ แต่ชนบทอยู่ในระบบอุปถัมภ์"

จากงานศึกษาซึ่งพยายามตั้งคำถามว่าใครเป็นคนเสื้อเหลือง และใครเป็นเสื้อแดง พบว่าความขัดแย้งนี้ยังมีความขัดแย้งของชนชั้นกลางเก่ากับชนชั้นกลางใหม่ ไม่ได้เป็นความขัดแย้งระหว่างคนรวย-คนจนเท่านั้น หรือถ้าจะเป็นความขัดแย้งของชนชั้นนำก็ล้วนมีการสนับสนุนจากคนชั้นกลางทั้งสองกลุ่ม

สำหรับชนชั้นกลางเก่า (รุ่น 14 ตุลา 6 ตุลา ) รายได้เฉลี่ยสูงกว่า อาชีพมั่นคงกว่า เชื่อมั่นการเมืองคุณธรรมมากกว่าเลือกตั้ง ขณะที่ชนชั้นกลางใหม่ ก็ไม่ได้ยากจนอย่างที่เข้าใจ เพียงแต่อาชีพมั่นคงน้อยกว่า (Informal sector) แต่เชื่อมั่นการเลือกตั้งมากกว่า อย่างไรก็ดีประเด็นที่น่าสนใจจากการสำรวจเชิงสถิติพบว่ากลุ่มสุดขั้ว อย่างเหลืองสุดขั้ว (นิยมสถาบันกษัตริย์สุดขั้ว) กับแดงสุดขั้ว (นิยมทักษิณสุดขั้ว) มีจำนวนรวมกันเพียง 3 % ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด ความหมายก็คือกลุ่มสุดขั้วนี้ถูกชูให้เป็นประเด็นโดยสื่อมวลชน

"แนวคิดสองนคราหรือแนวคิดระบบอุปถัมภ์ ครอบงำสังคมมานานมาก เพราะมันอยู่ในคำหัวของคน หรืออยู่ในอธิบายของสื่อกระแสหลัก ที่ไม่เชื่อมั่นการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย หรือการเลือกตั้งของคนชนบท แต่ตนเห็นว่า การซื้อเสียงอยู่ในการเมืองไทยตั้งแต่มีการเลือกตั้ง เนื่องจากระบอบการเมืองไทยอยู่ในโครงสร้างแบบปิด หรืออำนาจนิยมมาโดยตลอด กล่าวคือ โครงสร้างทางการเมืองที่ไม่เปิดโอกาสให้การเลือกตั้งมีบทบาทในการกำหนดนโยบาย หรือเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วม ชาวบ้านจึงไม่เห็นค่าของคะแนนเสียงของตน ตรงกันข้ามนโยบายถูกกำหนดโดยคนไม่กี่คน เช่นคำว่าเศรษฐกิจพอเพียง เข้าไปอยู่ในรัฐธรรมนูญว่าเป็นแนวนโยบายแห่งรัฐที่ต้องดำเนินการ เป็นต้น"

 

ผศ.ดร.ยุกติ กล่าวอีกว่า การเลือกตั้งท้องถิ่นกับระดับชาติมีความต่างกัน บางทีแยกกัน คุณสมบัติเฉพาะตัวความสัมพันธ์กับผู้สมัคร มีความสำคัญต่อการเลือกตั้งท้องถิ่น ขณะที่การสังกัดพรรคสำคัญต่อการเลือกตั้งระดับชาติ ดังนั้นการตัดสินใจทางการเมืองของการเลือกตั้งท้องถิ่นกับระดับชาติพบว่าเป็นคนละแบบ ดังมีตัวอย่างมากมายที่ผู้สมัครสส.หลายคนของพรรคเพื่อไทย ลงมาเลือกตั้งในระดับท้องถิ่นก็สอบตกหลายราย เป็นต้น เราจึงไม่สามารถสรุปได้ว่ามันมีการต่อสายสัมพันธ์ระหว่างการเมืองท้องถิ่นกับการเมืองระดับชาติ หรือพรรค

นอกจากนี้วัฒนธรรมการแลกเปลี่ยนในชุมชนต่อการเลือกตั้งเปลี่ยนไป ในหลายพื้นที่มีการแลกเปลี่ยนเชิงสัญลักษณ์ จากการสัมภาษณ์หัวคะแนนเกี่ยวการใช้เงินพบว่ามีการแบ่งโซนต่างๆ อาทิ โซนที่เขามั่นใจว่าจะได้แน่ๆ ก็มีการจ่ายเหมือนกัน แต่เป็นจำนวนไม่มาก เป็นการจ่ายเพื่ออำนวยความสะดวก หรือให้เป็นสินน้ำใจเท่านั้น แต่กรณีที่เป็นพื้นที่สุ่มเสียงจะทุ่มเงินซื้อเสียงกันมาก ดังนั้นการตัดสินใจจะให้ลงเสียงให้กับใครจนเป็นเรื่องลำบาก ว่าจะรักษาสมดุลระหว่างสายสัมพันธ์ของชุมชนกับความคิดทางการเมืองอย่างไร หรือบางบ้านก็เลือกที่ไม่ไปเลือกตั้ง การนอนหลับทับสิทธิ์จึงเป็นการรักษาสิทธิ์ของเขาที่จะไม่ก่อความขัดแย้งในครัวเรือนหรือชุมชน อย่างไรก็ตามการซื้อเสียงก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่รับประกันได้ว่าจะชนะการเลือกตั้ง หรือชี้ขาดการเลือกตั้งได้

เมื่อแยกพิจารณาการเปลี่ยนแปลงมิติทางเศรษฐกิจ economyscape พบว่า ชนชั้นกลางระดับล่างเพิ่มมากขึ้น (คนเสื้อแดง) ความยากจนลดลงทั่วประเทศ แหล่งทุนกระจายไปในชนบทมากขึ้น ก่อนหน้ากองทุนหมู่บ้านมีการกระจายทุนลงไป รวมถึงหนี้นอกระบบลดลงอย่างก้าวกระโดด ชนชั้นกลางระดับล่างมีความมั่นคงจากสวัสดิการต่างๆ แหล่งรายได้นอกภาคการเกษตรมีสัดส่วนสูงกว่าการเกษตร เกิดผู้ประกอบการขนาดเล็กในท้องถิ่น หรือ "เจ๊กหายไป ลาวมาเป็นเถ้าแก่มากขึ้น" ในระยะ 20 ปีที่ผ่านมา

ในทางการเมือง politicoscape รัฐธรรมนูญ 2540 และเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ทำให้พรรคการเมืองในระบบมีน้อยลง มีการแข่งขันชัดเจน พรรคการเมือง / นักการเมืองมีอำนาจกำหนดนโยบายเพิ่มขึ้น รวมถึงเกิดการกระจายอำนาจการบริหารทรัพยากรผ่านการปกครองส่วนท้องถิ่น ทำให้ท้องถิ่นต่างๆ เห็นความสำคัญของการเลือกตั้งและอำนาจในการตัดสินใจ ที่สำคัญคือความเชื่อมโยงเครือข่ายของประชาชนผ่านสื่อและเครือข่ายการเมืองแบบแนวนอน เช่น การแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ถึงแม้พรรคจะไม่สนับสนุนแต่มีคนเสื้อแดงจำนวนมากร่วมสนับสนุนการแก้ไขเป็นต้น

ในแง่ของอุดมการณ์ Ideaoscape สามารถสรุปได้ดังนี้ ในฝากของเสื้อเหลืองชูเรื่องการเมืองคุณธรรม ประชาธิปไตยตรวจสอบ ไม่เชื่อมั่นการเลือกตั้ง ยินยอมให้มีการแทรกแซง การเมืองภาคประชาชนน่าเชื่อถือกว่าระบอบรัฐสภา ในขณะที่เสื้อแดงเชื่อว่าการเลือกตั้งมีความหมาย ต้องจำกัดอำนาจสถาบันประเพณี ไม่ไว้วางใจอำนาจ "คุณธรรมความดี" การเมืองท้องถิ่นสำคัญไม่น้อยกว่าการเมืองระดับชาติ

กล่าวโดยสรุปต่อโจทย์ของงานศึกษาพบว่า ความขัดแย้งรอบใหม่เกิดขึ้นมาเนื่องจาก การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจการเมือง และอุดมการณ์ที่ก่อให้เกิดคนกลุ่มใหม่ หรือ"ชนชั้นกลางใหม่" (เสื้อแดง) ซึ่งต้องการระเบียบทางการเมืองชุดใหม่หรือได้ระเบียบนั้นมาแล้วแต่ถูกโค่นลงไปด้วยการรัฐประหาร ซึ่งเป็นการทำโดยชนชั้นกลางเพื่อชนชั้นกลางเก่า หรือเป็นภาคแสดงของชนชั้นกลางครั้งที่สองจากปี 2534 มันจึงเป็นการรัฐประหารที่ดึงระเบียบทางการเมืองเก่ากลับมา และเป็นตัวเร่ง ขยาย ยก ระดับความขัดแย้งไปสู่ความรุนแรง

ด้านรศ.ดร.นิติ ภวัครพันธุ์ ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขยายความโดยเน้นประเด็นสำนึกของพลเมืองใหม่ว่า คณะศึกษาเห็นว่า มันไม่ใช่ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และตั้งคำถามกับข้อกล่าวหาต่อชาวบ้านว่าไม่รู้ประสีประสาทางการเมืองและซื้อสิทธิขายเสียง ชนชั้นกลางใหม่หรือพลเมืองใหม่ ไม่ได้เกิดขึ้นมาด้วยเรื่องทางการเมืองอย่างเดียว แต่ถูกผลักด้นจากความคับแค้นหรือขุ่นเคืองเนื่องจากสังคมไม่มีความเป็นธรรม หรือมีความโกรธแค้นต่อระบบที่ทำให้คนมีอำนาจไม่เท่ากัน กล่าวในอีกทางหนึ่งคือคนเริ่มตระหนักสิทธิและโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากร

นอกจากนี้เราพบข้อถกเถียงจำนวนมากต่อความสัมพันธ์ในท้องถิ่น โดยเฉพาะแนวคิดเรื่องระบบอุปถัมภ์ ที่อาจถูกสร้างขึ้นมาโดยนักวิชาการ เพราะเป็นระบบความสัมพันธ์ในแนวดิ่ง แต่เราพบว่าคนมีความสัมพันธ์อย่างซับซ้อนในระดับแกนนอน ซึ่งชี้ว่าคนไม่ได้แตกต่างกันมากในเชิงสถานภาพ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ระบบการเลือกตั้งเปลี่ยนไป เงินไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่สุด

งานของอ.ประภาส ปิ่นตกแต่ง หนึ่งในทีมวิจัยระบุว่า ตั้งแต่ปลายทศวรรษ 2510-2520 มีการเปลี่ยนแปลงมากมายในพื้นที่ชนบทของภาคกลาง เกิดเครือข่าย มีเอ็นจีโอ นักวิชาการลงมาทำงานกับชาวบ้าน มีสหกรณ์ ระบบออมทรัพย์ และเครือข่ายชาวนา เป็นต้น ผสมผสานกับการเปลี่ยนแปลงระบบการผลิต เข้าถึงแหล่งเงินทุนใหม่ๆ เป็นต้น

เมื่อทุกอย่างเปลี่ยนแปลงชาวบ้าน หรือที่เรียกว่าชนชั้นกลางใหม่หรือพลเมืองใหม่ จึงรู้สึกว่านโยบายและผลงานตั้งแต่ระดับท้องถิ่นไปจนถึงรัฐบาลเป็นสิ่งที่คาดหวังได้ รวมถึงเป็น เกิดความสำนึกทางการเมืองใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิม เช่น สำนึกเกี่ยวกับความยุติธรรม สิทธิ โอกาสที่เข้าถึงทรัพยากร ความสำนึกที่จะไม่โดนดูถูก ความสำนึกต่างๆ เหล่านี้อาจเรียกได้ว่าเป็นความสำนึกของพลเมืองทางวัฒนธรรม (Cultural citizenship) ซึ่งความสำนึกเหล่านี้ปรากฎชัดในงานศึกษาของอ.ปิ่นแก้วว่ามีลักษณะข้ามชนชั้น

ผศ.ดร.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำเสนอผลการศึกษาบางส่วนจากงานวิจัย Becoming Red: พัฒนาการจิตสำนึกและปฏิบัติการทางการเมืองของขบวนการเสื้อแดงในจังหวัดเชียงใหม่ว่า งานศึกษาชิ้นนี้เสร็จไปเมื่อต้นปี 2555 ที่ผ่านมา โดยพยายามศึกษาเสื้อแดงในฐานะที่เป็นกระบวนการมากกว่าอัตลักษณ์ ซึ่งการกลายมาเป็นเสื้อแดงมันมีกระบวนการของปะทะสังสรรค์หรือมีเงื่อนไขเฉพาะของแต่ละท้องถิ่นที่มากกว่าพรรคการเมืองจ้างวาน นอกจากนี้การวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงโดยเอาเศรษฐกิจเป็นตัวตั้งทำให้การมองไม่อุดมการณ์ทางการเมืองของชาวบ้าน โจทย์ของงานวิจัยจึงพยายามมองการก่อรูปและพัฒนาการของขบวนการเสื้อแดงในเชียงใหม่ เงื่อนไขทางเศรษฐกิจ-การเมืองที่มีอิทธิพลต่อจิตสำนึกทางการเมือง ตัวตน และปฏิบัติการทางการเมือง และบทบาทของสื่อเสื้อแดงกับการสร้างขบวนการและจิตสำนึกทางการเมือง

ควรเข้าใจเสื้อแดงในฐานะที่เป็นขบวนการซึ่งสะท้อนการเข้าเป็นส่วนหนึ่งการสร้างประชาธิปไตยในชนบท (Rural democratization) ตามที่อ.ยุกตินำเสนอมาแล้ว ซึ่งมันเกิดขึ้นจากเงื่อนไขอย่างน้อย 3 ประการ หนึ่ง การเติบโตของการปกครองตนเอง ถัดมาคือ การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการเลือกตั้ง หรือความรู้เรื่องการเลือกตั้งมันแพร่กระจายไปในชนบทไทยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา และสามการเพิ่มขึ้นของอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจในชนบทจากนโยบายของไทยรัฐไทย นอกจากนี้ขบวนการเสื้อแดงต่างจากขบวนการชาวนา สหพันธ์ชาวไร่ชาวนาในอดีต หรือไม่ใช่ขบวนการต่อต้านการพัฒนาแบบสมัชชาคนจน แต่เป็นขบวนการทางสังคมที่มีลักษณะข้ามชนชั้น

ขบวนการเสื้อแดงยังมีจุดกำเนิดที่หลากหลาย เป็นเอกเทศต่อกัน เช่น ขบวนการเสื้อแดงในภาคอีสานกับภาคเหนือไม่ได้มีการบริหารจัดการที่เหมือนกัน หากมีจุดร่วมที่อุดมการณ์ประชาธิปไตยสมัยใหม่ ส่วนพัฒนาการมีทั้งร่วมมือและขัดแย้ง และเป็นปฏิกิริยาตอบโต้ต่อรัฐประหาร/ขบวนการเสื้อเหลือง

"รัฐประหารไม่เคยเป็นประเด็นสำหรับชนบท คนชนบทก็มองว่าเป็นความขัดแย้งของคนในศูนย์กลางแย่งอำนาจกันเอง แต่นี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชนบทไทยที่รัฐประหารคืออาณาบริเวณของการปะทะด้วย หรือมองว่ามีอะไรบางอย่างผิดปกติทำให้คนตั้งคำถาม ชนบทหลายแห่งมองว่าการรัฐประหารคือการล้มอำนาจในระบบการเลือกตั้งที่เขาเพิ่งได้รับเมื่อไม่นานนี้เอง"

ผศ.ดร.ปิ่นแก้ว กรณีของเชียงใหม่ หยิบยกกรณีตัวอย่างบทสัมภาษณ์ระหว่างเก็บข้อมูล โดยชี้เห็นว่า การรวมตัวที่เชียงใหม่มีทั้งการคัดค้านการรัฐประหารอันเนื่องมาจากผลกระทบทางเศรษฐกิจ แต่ขณะเดียวกันยังพบว่าขบวนการต่อสู่ของกลุ่มชาวบ้านที่เคยสู้กับรัฐบาลทักษิณก็ไหลเลื่อนมาเป็นเสื้อแดงอีกด้วย (อ่านบทสัมภาษณ์ด้านล่าง)

"เริ่มแรกเนี่ยคือก็ไม่มีกลุ่ม 51 เขาเรียกว่ามีกลุ่มคนเสื้อแดง ตอนนั้นนายกฯ ทักษิณถูกปฏิวัติปี 49 พอ 50 เราก็เริ่มรณรงค์ให้จังหวัดเชียงใหม่เป็นจังหวัดที่ปลอดจากกฎอัยการศึก ซึ่งตอนนั้น ทำให้การท่องเที่ยวเสีย[หาย]  ตอนนั้นเรายังไม่รู้เลย เราไม่ได้สนใจ แต่การเมืองเราสนใจไหม เราสนใจ เพียงแต่เราบอกว่ารัฐบาลไหนมาก็ได้ แต่ต้องปลดล็อคกฎอัยการศึก เพราะว่าจังหวัดเชียงใหม่เป็นเมืองท่องเที่ยว ปรากฏว่าก็ถูกจับไป ถูกจับไปติดคุกที่ทหาร ค่ายกาวิละ ในที่สุดเขาก็ปล่อยตัวมา ก็ตั้งแต่นั้นมาก็เริ่มเห็นความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ปี 50 นะครับ" (เพชรวรรต วัฒนพงศ์ศิริกุล)

 

แกนนำชมรมรักฝาง-แม่อาย-ไชยปราการ "มันมาอย่างเดียวกัน ทั้งเสื้อแดง ทั้งสวนส้ม ชาวบ้านรู้ความจริง แต่พูดไม่ได้ สวนส้ม มันระดับอำเภอ แต่เสื้อแดงระดับประเทศ สวนส้มคืออำนาจรัฐ ทั้งสองเรื่องเป็นการต่อสู้เรื่องอำนาจรัฐทั้งคู่...ชาวบ้านมีประสบการณ์มาก่อน ตั้งแต่กรณีสวนส้ม ไม่ได้รับความเป็นธรรม มันเป็นไปตามธรรมชาติ เริ่มตั้งแต่ปฏิวัติมา ชาวบ้านเริ่มคิด"

"แต่ก่อนน่ะเหรอ เมื่อก่อนเป็นสีเหลืองน่ะสิ เมื่อก่อนนี้ก็เป็นเสื้อเหลือง อนุรักษ์ทรัพยากรสิ่งแวดล้อม ป่าไม้อะไรพวกนี้ แล้วที่นี้เรื่องที่เป็นเสื้อแดงก็หมายถึงว่า ความไม่ยุติธรรม หมายความว่า กติกาคนเราจะต้องมีกติกาใช่ไหม กติกาก็หมายถึงสัญญา แล้วทีนี้ รัฐบาลมันไม่ทำตามสัญญาเราใช่ไหม ไม่ทำตามสัญญา ก็หมายความว่า ไปละเมิดข้อสัญญาเรา ไม่มีการเลือกตั้งขึ้นมา มีการไปแต่งตั้งขึ้นมา ไม่มีการเลือก แต่งตั้งแล้วเอาอภิสิทธิ์เป็นนายก อันนี้คือประชาชนเราไม่ได้เลือกตั้งขึ้นมา อันนี้หมายความว่าไม่ทำตามกติกา เหมือนกับชาวบ้านเราเหมือนกันน่ะ เมื่อมีการประชุม เราก็จะมีการกติกานะ ให้ทำตามแบบนี้ แล้วที่นี้ ทางรัฐบาลไม่ยอมทำตามกติกาเรา  ตาก็เลยเริ่ม เออ ความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้นมา ก็เลยเป็นเสื้อแดง เป็นเสื้อแดงแบบนี้แหละครับ" (ชาวบ้านสันทรายคองน้อย อ.ฝาง)

 

ผศ.ดร.ปิ่นแก้ว กล่าวอีกว่า ควรต้องแยกขบวนการเสื้อแดงออกจากขบวนการในประวัติศาสตร์ที่มีรากประชาธิปไตยในช่วงยุค 1960 แม้ขบวนการเสื้อแดงบางที่อาจมีความเชื่อมโยงกับขบวนการชาวไร่ชาวนา แต่ก็ไม่สืบรากของจากยุคก่อน นอกจากนั้นมันไม่ลักษณะความสัมพันธ์แบบลำดับขั้นที่รากมีความสำคัญและส่งให้ส่วนอื่นๆ ไปทำงานตามที่ต่างๆ จากการลงพื้นที่สัมภาษณ์พบว่ากลุ่มการเมือง หรือกิจกรรมทางการเมืองต่างๆในเชียงใหม่ เกิดขึ้นหลังการรัฐประหาร หรือเกิดขึ้นก่อนที่พรรคการเมืองจะลงมาให้การสนับสนุน ดังนั้นการเคลื่อนไหวในยุคแรกไม่มีพรรคการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่เมื่อมีกลุ่ม เกิดเครือข่ายที่ขยายตัวพรรคการเมืองก็เริ่มส่งคนเข้ามา

ทั้งหมดข้างต้นสะท้อนการเปลี่ยนแปลงจินตภาพทางสังคมและการเมือง ผศ.ดร.ปิ่นแก้ว ให้ข้อสังเกตว่า ขบวนการเสื้อแดงมันสะท้อนความพยายามที่จะรื้อวิธีคิดหรืออุดมการณ์ในสังคมไทย อย่างไรก็ตามต่อให้มีฐานมวลชนเสื้อแดงเป็นฐานกำลังหลักอยู่จำนวนมาก แต่จำนวนก็ไม่ได้ทำให้อำนาจการต่อรองทางการเมืองกระแสหลักเพิ่มขึ้นในเมื่อศูนย์กลางในการกำหนดเรื่องราวต่างๆ ยังอยู่ที่ชนชั้นกลาง กับคนระดับสูงในประเทศนี้

ทั้งนี้ผศ.ดร.ปิ่นแก้ว จบการนำเสนอด้วยการหยิบยกคำพูดของชาวบ้านฝางที่กล่าวถึงเหตุผลของการไปร่วมชุมนุมที่ราชประสงค์ "ลุงคนหนึ่งได้เล่าให้ฟังว่า ครั้งหนึ่ง แกได้ไปร่วมเขียนประวัติศาสตร์กับรัฐที่ราชประสงค์"

รศ.ดร. วัฒนา สุกัณศีล หัวหน้าโครงการสะพาน-มช. กล่าวว่า กิจกรรมของโครงสะพาน-มช. ไม่ได้มุ่งไปที่การศึกษาความขัดแย้งในสังคมไทยเพียงอย่างเดียว แต่พยายามจะรื้อถอนความเข้าใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ดังนั้นขอบเขตและเป้าหมายจึงมีกำหนดให้เกิดการมีส่วนร่วมในการทำความเข้าใจ และผลักดันบทบาทการเมือง การพัฒนาประชาธิปไตย กิจกรรมที่ดำเนินการมีตั้งแต่การให้ทุนวิจัยแก่นิสิต-นักศึกษา การชักชวนผลักดันให้องค์กรพัฒนาเอกชน ภาคประชาสังคม และภาคชาวบ้าน เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อน โดยในปีที่ 3 นี้ขอบเขตงานจะริเริ่มทำงานในพื้นที่มากขึ้น และนำผลการศึกษาต่างๆ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ไปสร้างรูปธรรมการทำงาน รวมถึงการสร้างเครื่องมือตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงนโยบายของภาครัฐ

สำหรับผู้สนใจบันทึกเทปการเสวนาและการปาฐกถาติดตามได้ที่ ประชาธรรมทีวี .

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร