เสวนาBook Re:public 'ชีวิตคู่ ชีวิตคี่ ชีวิตเควียร์ : ความหมายของครอบครัวที่เปลี่ยนไป'

Tue, 08/13/2013 - 22:42 -- ประชาธรรม

เมื่อวันเสาร์ที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา ร้านหนังสือ Book Re:public จัดเสวนาในหัวข้อ"ชีวิตคู่ ชีวิตคี่ ชีวิตเควียร์ : ความหมายของครอบครัวที่เปลี่ยนไป"โดยมีวิทยากรร่วมเสวนาประกอบด้วยโตมร ศุขปรีชา บรรณาธิการบริหารของนิตยสาร GMและสมชาย ปรีชาศิลปกุล หัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนากฎหมายอาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่โดยมีผู้สนใจซึ่งมีเพศวิถีอันหลากหลายเข้าร่วมรับฟังอย่างคับคั่ง

 

 

สมชาย ปรีชาศิลปกุลหัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนากฎหมาย อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เกริ่นนำการเสวนาว่า"ช่วงหลายปีที่ผ่านมาความขัดแย้งทางการเมืองกลายเป็นหลักใหญ่ที่ผูกโยงคำอธิบายเรื่องราวรอบตัวแต่หลังจากเข้ามาเกี่ยวพันกับเรื่องนี้ในช่วง2-3ปีที่ผ่านมายังไม่เคยถูกตั้งข้อสงสัยว่าเป็นสีหรือเป็นขั้วทางการเมืองอะไรแต่กลับถูกถามด้วยคำอื่น เช่น ผมเป็นคิง หรือเป็นควีนโดยไม่ถามว่าผมเป็นเกย์หรือไม่? คำถามนี้จึงน่าสนใจเพราะสังคมไทยมักจะสนใจว่าคนพูดมีจุดยืนอยู่ตรงไหนนี่อาจเรียกว่าเป็นญาณวิทยาแบบหนึ่งในการมองหรืออธิบายคนพูด"

อ.สมชาย อธิบายว่าหากมองกฎหมายผ่านแนวคิดของอันโตนิโอ กรัมชี่จะเห็นว่ากฎหมายนั้นเป็นการสถาปนาอำนาจหรือการใช้ความรุนแรงที่บังคับใช้กับคนในสังคมส่วนการศึกษาวัฒนธรรมมันเป็นการทำให้คนเชื่อโดยไม่ใช้กำลังบังคับทางกฎหมาย แต่สำหรับกรณีกฎหมายที่เกี่ยวกับเรื่องเพศนั้นส่วนตัวคิดว่าไม่สามารถอธิบายผ่านแนวแบบกรัมชี่ได้เพราะเรื่องเพศในด้านหนึ่งไม่ใช่เรื่องของการใช้อำนาจบังคับแต่เป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่เชื่อว่ามันเป็นอย่างนั้น ซึ่งเกิดขึ้นฐานคิดสำคัญ 2 เรื่อง ฐานแรกเกี่ยวเนื่องจากการจำแนกเพศเป็นชายกับหญิงซึ่งโดยทั่วไปคนมักจะคิดว่ามันเป็นกฎหมายที่สอดคล้องความจริงตามธรรมชาติฐานที่สองเกี่ยวเนื่องกับครอบครัวที่เชื่อว่าครอบครัวมาตรฐานต้องประกอบด้วยพ่อแม่ลูก (ชาย หญิง และลูก)

ดังนั้นกฎหมายจึงทำให้การสมรสแต่งงานเป็นเรื่องของรักต่างเพศและเป็นรักต่างเพศแบบผัวเดียวเมียเดียว (monogamy) นอกจากนี้ยังการออกแบบทางกฎหมายดังกล่าวยังกระทบถึงส่วนอื่นๆที่ไม่ใช่กฎหมายอย่างวัฒนธรรมความเชื่อ เช่นสังคมไทยให้คาดหวังให้ผู้หญิงและผู้ชายที่แต่งงานกันต้องอยู่กันไปจนถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชรหรือเมื่อความรักเกิดขึ้นต้องรักเดียวใจเดียว เป็นต้น

"กรณีของAJ (เจนี่-เอ๋) น่าสนใจมากเพราะมันสะท้อนมิติหรือความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องครอบครัวได้มาก เช่นคุณเจนี่ถูกกล่าวหาว่าเป็นมือที่สามซึ่งนัยยะของการใช้คำว่ามือที่สามนี้หมายความว่า ผัวเมียอยู่กันดีๆแต่มีนางมารร้ายอีกหนึ่งคนเข้าไปทำให้ครอบครัวเขาแตกแยกทั้งที่เขาอาจหมดรักกันมาก่อนนี้แล้วก็ได้ ซึ่งนี่คือมือที่มองไม่เห็น เป็นมือของจริงที่ไม่มีใครผิดหรือถูกหรือกรณีการตั้งฉายาว่าเจนี่จอมฉก หรือ "วันแรงเงาแห่งชาติภาคปฏิบัติจริง"  ซึ่งผมคิดว่ามันรุนแรงมาก เพราะมันทำให้ผู้ชายดูราวเหมือนไม่มีชีวิตจิตใจถูกฉกไปง่ายๆ เป็นสิ่งของที่เป็นผู้ถูกกระทำ"

"การวิพากษ์วิจารณ์ทางสังคมที่เกิดขึ้นมันสะท้อนให้เห็นความเข้าใจต่อครอบครัวแบบมาตรฐานฉะนั้นเวลาพูดถึงเพศโดยทั่วไปเราจะคิดเพศชาย และเพศหญิง ภายใต้ครอบครัวแบบมาตรฐานแล้วกฎหมายเข้ามารองรับความเป็นจริง กฎหมายไม่ได้ใช้กำลังหรืออำนาจบังคับนี่คือความเชื่อที่อยู่ในระบบกฎหมายและสัมพันธ์กับมาตรฐานสังคมที่คนคิดว่ามันมีอยู่"

อ.สมชายอธิบายต่อไปว่าอย่างไรก็ตามเรากำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงของเรื่องการจำแนกเพศอย่างสำคัญจากสิ่งที่เรียกว่า"เพศนอกแถว" เขาเป็นหญิง เธอเป็นชาย กล่าวคือเราเห็นปรากฎการณ์ที่มันเลื่อนไหลไปมานี่คือสิ่งที่สังคมไทยเห็นได้บ่อยขึ้นเนื่องจากสังคมไทยไม่ได้กำหนดให้เพศวิถีของเพศหลากหลายเป็นความผิดเราจึงเห็นการท้าทายของเพศนอกแถวเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก

การที่กฎหมายกำหนดให้ชายเป็นชาย หญิงเป็นหญิง ทำให้เกิดข้อกำหนดทางกฎหมายการเป็นชายจึงตามมาด้วยคำนำหน้าชื่อและภาระอย่างเช่นการเกฑณ์ทหารเช่นเดียวกับการเป็นหญิงที่จะถูกกำหนดอะไรอีกมากมายจากความเป็นเพศยกตัวอย่างการเกณฑ์ทหาร ในอดีตที่ผ่านมาจะมีข่าวแบบขำขันทุกช่วงเมษายนซึ่งคนกลุ่มนี้ก่อนปี 2555จะต้องไปแสดงตัวและถูกประทับตราว่าเป็น "โรคจิตถาวร" แล้วก็กลับบ้านไป แต่ในปี 2555 ที่ผ่านมา เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ กล่าวคือเพศนอกแถวลุกขึ้นสู้ด้วยการฟ้องศาลปกครองและโยนคำว่า "โรคจิตอย่างถาวร"ทิ้งไปแล้วเปลี่ยนมาใช้คำว่า "เพศกำเนิดไม่ตรงกับเพศภาวะ"ส่งผลให้กระทรวงกลาโหมต้องเปลี่ยนระเบียบและยอมรับคำว่าเพศกำเนิดไม่ตรงกับเพศภาวะในเวลาต่อมา

การท้าทายในพื้นที่เป็นทางการหรือพื้นที่ทางกฎหมายก็เริ่มเห็นในหลายพื้นที่มากขึ้น เช่นการแต่งกายในพิธีรับพระราชทานปริญญาบัตร ซึ่งมหาวิทยาลัยมักจะอ้างว่าผู้ชายต้องแต่งเป็นผู้ชาย หญิงต้องแต่งเป็นหญิงเนื่องจากสำนักพระราชวังมีความเห็นเป็นเช่นนั้นแต่เมื่อค้นเอกสารก็พบว่าแท้จริงแล้วสำนักพระราชวังระบุว่าให้ขึ้นอยู่กับความเห็นเงื่อนไข และความพร้อมของแต่ละมหาวิทยาลัย ซึ่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ให้แต่งได้แต่มหาวิทยาลัยชื่อดังหลายๆ แห่งทางภาคเหนือกลับยังไม่อนุญาต

อ.สมชายยกตัวอย่างต่อไปว่า สงกรานต์ในช่วง 2ปีที่ผ่านมา  (2555-2556) มีการนำเสนอข่าวว่ามีผู้หญิงเต้นเปลือยอกที่จ.อยุธยาซึ่งตอนที่เต้นไม่ถูกจับ แต่พอมีการนำวีดีโอไปลง YouTube คนก็เข้ามารุมด่าจนเธอต้องไปมอบตัวแล้วถูกปรับเงิน 500 บาทหนังสือพิมพ์ก็ลงว่า บุคคลนี้เป็นกระเทย กรณีนี้น่าสนใจมากเพราะถ้ายึดตามเพศกำเนิดเธอคือผู้ชายที่เต้นในวันสงกรานต์แล้วถอดเสื้อเช่นเดียวกับฝรั่งจำนวนมากในถนนข้าวสาร ซึ่งมันผิดตรงไหนแต่คนนี้จึงถูกจับฐานอนาจารในพื้นที่สาธารณะ นั่นหมายความว่าตำรวจเจ้าหน้าที่รัฐกำลังคิดว่าคนนี้เป็นผู้หญิงดังนั้นการคิดว่าใครเป็นเพศไหนมันก็เป็นความลักลั่นหรือเจ้าหน้าที่รัฐมองว่านี่มันกำลังข้ามเลื่อนเข้ามาอีกเพศหนึ่งหรือไม่แต่บางคนก็อาจมองเรื่องนี้ว่าพอจะลงโทษก็ให้เป็นผู้หญิง แต่พอจะให้เป็นทหารก็ให้เป็นผู้ชาย

นอกเหนือจากขยับขับเคลื่อนในพื้นที่สาธารณะหรือพื้นที่ที่เป็นทางการแล้วอ.สมชายยังให้ภาพของการเริ่มเคลื่อนไหวของเครือข่ายเพศหลากหลายในสถาบันครอบครัวในต่างประเทศที่มีการเปลี่ยนแปลงในหลายระดับบางแห่งเริ่มมีการยอมรับการใช้ชีวิตคู่ของเพศเดียวกันสูงขึ้นตรงนี้เองมันกำลังจะท้าทายหรือสั่นคลอนครอบครัวแบบมาตรฐาน (พ่อแม่ลูก)อีกทั้งขยับเข้ามาในสถานบันครอบครัวหลายแห่งเริ่มมีการยอมรับการใช้ชีวิตของเพศเดียวกันเกิดขึ้นซึ่งเป็นการสั่นคลอนครอบครัวแบบมาตรฐาน

สำหรับเมืองไทยการจดทะเบียนสมรสนั้นกฎหมายกำหนดให้ฝ่ายหนึ่งต้องเป็นชายและอีกฝ่ายต้องเป็นหญิงแม้จะมีคู่รักเพศเดียวกันหลายคู่แสดงตนต่ออำเภอว่าจะจดทะเบียนแต่เจ้าหน้าที่ก็จดให้ไม่ได้อย่างไรก็ดีเมื่อวันที่ 14 ก.พ. 2555 ณ เขตบางรัก กรุงเทพฯ มีหญิงหนึ่งชายหนึ่งไปจดทะเบียน(ดูภาพประกอบ:ประชาธรรม) ซึ่งเข้าใจว่าเจ้าหน้าที่รัฐคงกระอักกระอ่วนอยู่บ้างเพราะผู้ชายเป็นกระเทย ส่วนผู้หญิงเป็นทอมดังนั้นการจดทะเบียนได้ของคนคู่นี้ทำให้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องครอบครัวทางกฎหมายหรือสถาบันครอบครัวเปลี่ยนไปแต่กระนั้นก็อาจจะมีข้อวิจารณ์ได้ว่าในท้ายสุดแล้วทั้งสองคนนี้ยังแสดงตนอยู่บนความสัมพันธ์แบบชาย-หญิงอยู่เพียงแต่ไม่ตรงกับเพศกำเนิดเท่านั้น

อ.สมชาย กล่าวอีกว่าเมื่อมองในระดับกว้าง นับจากปลายทศวรรษที่ 20หรือปลายทศวรรษ 1970 เป็นต้นมาระดับกฎหมายกำลังจะเปลี่ยนจากทรรศนะแบบทวิเพศมาสู่ระบบกฎหมายที่วางอยู่บนทรรศนะแบบพหุเพศ ผ่าน 2 เรื่องได้แก่ การเคลื่อนย้ายเพศทางกฎหมาย และการยอมรับการสมรสของคู่รักเพศเดียวกันดังจะเห็นได้จากแผนที่แสดงการยอมรับสถานะทางกฎหมายของคู่รักเพศเดียวกันสีเขียวหมายความว่าค่อนข้างจะยอมรับ กรณีประเทศไทยเป็นสีเขียวอ่อนหมายความว่าไม่ยอมรับ แต่ไม่ปฏิเสธส่วนพื้นที่สีแดงหมายถึงสถานะของคู่รักเพศเดียวกันจะถือเป็นความผิดทางกฎหมาย

"เรื่องทั้งหมดไม่ได้เปลี่ยนไปอย่างง่ายดายท่ามการกลางเปลี่ยนแปลงก็มีการต่อต้าน เช่น กรณีในฝรั่งเศสในช่วง 2-3เดือนที่ผ่านมา กล่าวคือก่อนหน้านี้ฝรั่งเศสกฎหมายยอมรับชีวิตคู่ของคู่รักเพศเดียวกันสามารถอยู่ด้วยกัน สามารถจัดการทรัพย์สินร่วมกันได้แต่ในปีนี้มีการแก้ไขกฎหมายให้คู่รักเพศเดียวกันสามารถแต่งงานและมีสิทธิเหมือนคู่รักต่างเพศโดยเรื่องที่มีการถกเถียงสำคัญที่สุดคือ การรับบุตรบุญธรรมเกิดการคัดค้านอย่างกว้างขวาง มีคู่รักคู่หนึ่งดำเนินการฟ้องศาลสิทธิมนุษยชนในยุโรปโดยศาลชี้ขาดว่าคู่รักเพศเดียวกันอยู่ด้วยกันได้แต่เมื่อไหร่เป็นเรื่องบุตรบุญธรรมจะต้องพิจารณาบนหลักของสิ่งที่เรียกว่าThe Best interest หรือผลประโยชน์ที่ดีที่สุดสำหรับเด็กและศาลตัดสินว่าครอบครัวที่น่าจะดีสำหรับเด็กมันไม่ใช่ครอบครัวของคู่รักเพศเดียวกัน"

ย้อนกลับมาสังคมไทยเริ่มมีการเสนอกฎหมายเพื่อรับรองการสมรสของคู่รักเพศเดียวกันโดยขอให้มีการแก้ไขกฎหมายสมรสจากเดิมที่กำหนดให้เป็นชาย-หญิงเปลี่ยนเป็นบุคคลต่อบุคคลเพื่อให้คนรักเพศเดียวกันสามารถเข้าถึงสิทธิแบบที่คู่รักต่างมีทุกประการแต่คำถามมีอยู่ว่า สังคมไทยเปิดกว้างเรื่องเพศสภาพ และเพศวิถีจริงหรือ?หรือสังคมไทยสนใจเรื่องนี้มากพอที่จะทำให้การผลักดันสิทธิของคู่รักเพศเดียวกันเท่าเทียมกับคู่รักต่างเพศจริงหรือไม่ซึ่งผมไม่แน่ใจเพราะยังมองเห็นแรงต่อต้านแนวความคิดของคู่รักเพศเดียวหรือมีคนเชื่อมั่นในครอบครัวมาตรฐานอยู่เป็นจำนวนมาก

ส่วนหนึ่งของภาพยนตร์เรื่องInsects in the Backyard ที่ถูกแบนเดาว่านอกเหนือจากภาพอวัยวะเพศ มันยังมีภาพของครอบครัวที่ไม่ได้เป็นไปตามมาตรฐานและเวลาที่มีเรื่องอะไรไปแตะกับเรื่องศีลธรรม มันจะมีขบวนการต่อต้านอย่างหนักหน่วงเช่น เรื่องการค้าประเวณี การทำแท้ง การเอาเหล้าสุราเข้าตลาดหลักทรัพย์แต่สำหรับการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนที่มีเพศหลากหลายหรือกลุ่มคนผู้รักเพศเดียวกันมากนัก กลับยังไม่มีการคัดค้านมากเท่าไหร่ผมเดาว่าฝ่ายอนุรักษ์นิยมไทยมีงานล้นมืออยู่นั่นเอง

อ.สมชายตั้งข้อสังเกตว่า"ความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่สิ่งง่าย เพราะมันไปแตะกับสิ่งในสังคมไทยยึดถือหลายด้านเช่นปีที่ผ่านมามีนักศึกษาที่ต้องเรียนเพื่อไปเป็นครูของมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่งทางภาคเหนือซึ่งต้องไปฝึกงานมาปรึกษาโดยเพศกำเนิดเธอเป็นชาย แต่เพศภาวะไม่มีทางที่เธอจะหวนกลับมาเป็นชายได้อีกแล้วโดยคณะแห่งนั้นกำหนดให้ต้องแต่งตัวเป็นผู้ชายผมก็เลยไปคุยกับอาจารย์ท่านหนึ่งซึ่งน่าจะมีความเข้าใจเรื่องนี้ดีด้วยตัวเองแต่เขาก็ให้เหตุผลว่า "ความเป็นครูของสังคมไทย คุณแต่งตัวแบบผู้หญิงไม่ได้"ผมจึงคิดว่าจุดที่ทำให้เราข้ามพ้นไม่ได้คือความเป็นไทยซึ่งขณะนี้ยังไม่มีใครออกมาพูดอย่างหนักแน่นว่าความหลากหลายทางเพศเป็นสิ่งที่ละเมิดความเป็นไทยแล้วผมเชื่อว่าการเคลื่อนไหวนี้ต้องเผชิญหน้ากับความเป็นไทยซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องถกเถียงกันต่อไป"

โตมร ศุขปรีชาบรรณาธิการบริหารของนิตยสาร GM  เริ่มนำเสนอและยกตัวอย่างเรื่องเล่าต่างๆเพื่ออธิบายความสลับซับซ้อนของเพศ อาทิกรณีการจดทะเบียนสมรสของคู่รักเพศเดียวกันซึ่งอ.สมชายบอกว่าเจ้าหน้าที่รัฐอาจจะกระอักกะอ่วนใจอยู่บ้างซึ่งรายการวัฒนธรรมชุบแป้งทอดตอนหนึ่ง ตนและนิ้วกลมได้ทดลองแบบคู่รักเพศเดียวกัน คือไปจดทะเบียนสมรสที่เขตบางรัก(เนื้อหาดังกล่าวจะออกอากาศในวันพุธที่ 14 ส.ค. : ประชาธรรม)เพราะอยากรู้ว่าเจ้าหน้าที่จะให้จดทะเบียนสมรสให้หรือไม่ก็พบว่าเจ้าหน้าที่ต่างอำนวยความสะดวกเป็นอย่างดีและเจ้าหน้าที่หลายคนก็อยากจดทะเบียนสมรสให้ เพราะเขาเข้าใจความคิดแบบนี้อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ก็ไม่สามารถทำได้เพราะกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ระบุว่าการจดทะเบียนเป็นเรื่องของชายและหญิงเท่านั้นเรื่องนี้ทำให้คิดว่าสังคมไทยมีความแปลกกล่าวคือมันมีการยอมรับอย่างไม่เป็นทางการอยู่แม้กระทั่งตัวเจ้าหน้าที่รัฐเองแต่สำหรับเรื่องที่เป็นทางการก็ยังมีการไม่ยอมรับอย่างเป็นทางการอยู่

"มีกรณีกระเทยไทยคนหนึ่งที่ยังไม่ได้แปลงเพศไปพบรักกับชายชาวแคนาดาซึ่งเขาเองอยากจะทดลองการมีอวัยวะเพศหญิง จึงไปผ่าตัดแปลงเพศและเปลี่ยนคำนำหน้านามเป็นนางสาว (MISS) เขาทั้งคู่ต้องไปแต่งงานตามกฎหมายแคนาดาสมมุติเขาทั้งคู่คือ Mr.& Ms.Smith Mr.Smith คือคนที่เป็นกระเทยหน้าตาเป็นผู้หญิงขณะที่ Ms.Smith ที่เป็นผู้หญิงมีรูปร่างหน้าตาเป็นผู้ชายหมดเลยเรื่องนี้มันทำให้เห็นว่าเรื่องทางเพศไปไกลกว่าเรื่องชาย และหญิงรวมถึงครอบครัวแบบพ่อแม่ลูกตามมาตรฐาน"

โตมร ตั้งประเด็นต่อไปว่าสำหรับกรณีครอบครัวผัวเดียวเมียเดียว (Monogamy) คาดว่าไทยจะรับมาในยุคสมัยวิคตอเรี่ยน ซึ่งหากย้อนกลับไปสมัยรัชกาลที่ 5 พบว่ายังไม่มีคำว่าผัวเดียวเมียเดียว มีแต่คำว่าผัวเดียวเท่านั้นซึ่งหากลงไปดูรายละเอียดการแต่งงานของ "ผู้ใหญ่" ในยุคนั้นจะพบการแต่งงานที่ผิดขนบมากมายและความเป็นไทยจึงไม่ได้ผูกโยงกับความคิดทางคีลธรรมแบบวิคตอเรี่ยนมาตั้งแต่ต้นแต่เนื่องจากไทยต้องการไปสู่ความทันสมัย (Modernize) นอกจากจะใช้วิธีรวมศูนย์กลางปกครองก็ยังนำชีวิตทางเพศของคนเข้ากับความทันสมัยด้วยจากนั้นจึงเกิดกฎหมายห้ามคนรักเพศเดียวกันร่วมประเวณีโดยคาดโทษของการฝ่าฝืนจำคุกถึง 10 ปีแล้วต่อมาในช่วงหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองก็มีการยกเลิกกฎหมายนี้ด้วยเขาให้เหตุผลว่ามันมีการฟ้องร้องในเรื่องเหล่านี้และยังเป็นที่อับอายเสื่อมเสียกับประเทศที่มีจะมีกฎหมายลักษณะดังกล่าว

อ.สมชายเสริมประเด็นนี้ว่ากฎหมายดั้งเดิมไม่มีข้อกำหนดว่าการรักเพศเดียวกันเป็นความผิดทางกฎหมายจนกระทั่งรัชกาลที่ 5 ต้องการทำให้ไทยเป็นอารยะจึงลอกกฎหมายทางตะวันตก ต่อมาหลังปี 2499 มีการปฏิรูปกฎหมายอาญาอีกครั้งจึงถอดออกไปตามเหตุผลที่คุณโตมรกล่าวมาส่วนกฎหมายครอบครัวในเรื่องผัวเดียวเมียเดียวไม่เคยมีบัญญัติ ตราบจนกระทั่งในปี 2478 หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 โดย TamaraLoos ผู้เขียนหนังสือ Subject Siam : Family, Law andColonial Modernity in Thailand อธิบายได้น่าสนใจว่าเรื่องผัวเดียวเมียเดียวทำไมถึงเกิดภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองด้วยเหตุระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบที่ตั้งฐานอยู่บนระบบผัวเดียวหลายเมียโดยชนชั้นสูงที่บริหารราชการแผ่นดินคือลูกหลานซึ่งถ้าลองไล่ดูพระบิดาในศาสตร์สาขาต่างๆ ของไทยรวมถึงกำลังสำคัญของการปฏิรูปการปกครองแผ่นดินหลังจากรัชกาลที่ 5 รัชกาลที่ 6 ทั้งหมดล้วนเป็นเครือข่ายของระบบผัวเดียวหลายเมีย

บรรณาธิการบริหารของนิตยสารGM นำเสนอต่อไปว่าในสังคมตะวันตกเรื่องการรักเพศเดียวกันเป็นเรื่องต้องห้ามที่อยู่ในศาสนาเป็นสิ่งที่คิดและทำไม่ได้อย่างสิ้นเชิง เพราฉะนั้นในสังคมทีมีการกดอย่างแรงจึงเกิดการลุกฮือหรือมีแรงต้านที่ค่อนข้างแรงด้วยซึ่งเหตุการณ์ที่เราอาจรู้จักกันดีคือ เหตุการณ์ Stonewall ในปี1969ที่มีการลุกฮือในนิวยอร์คและก่อให้เกิดขบวนการต่อสู้ของคนรักเพศเดียวกัน(เกย์และเลสเบี้ยน) จากนั้นจึงเกิดการเรียกร้องสิทธิของคนเหล่านี้มากขึ้น อย่างไรก็ตามนับว่าเป็นความโชคร้ายในราวยุคปี1980 ก็เกิดโรคเอดส์ฝ่ายอนุรักษ์จึงโต้กลับว่าพระเจ้าได้ส่งโรคเอดส์มาเพื่อทำลายคนเหล่านี้ให้สูญสิ้นไปจากโลกซึ่งในตอนหลังเราถึงรู้กันว่ามันไม่เป็นจริง

"ถ้าเทียบสังคมไทยกับตะวันตกจะเห็นว่าสังคมไทยมันไม่มีแรงกดอย่างเป็นทางการ เช่นไม่สามารถแต่งกายแบบผู้หญิงไปทำงานราชการ หรือเป็นครูได้แต่ว่าในชีวิตประจำวันโดยทั่วไปก็มีการยอมรับพอสมควรซึ่งถ้าพิจารณาลักษณะเชิงพื้นที่ของไทย เช่น สีลมซอย 2จะเป็นพื้นที่ของเกย์ในตอนกลางคืน พื้นที่ความบันเทิงหรือเรื่องทางเพศเท่านั้นแต่สำหรับกลางวันก็เป็นพื้นที่สำหรับคนทำงาน"

ขณะที่พื้นที่ของเกย์ซึ่งเกิดจากการต่อสู้แบบในตะวันตกอย่างเมืองคาสโตร ในซานฟรานซิสโก มันจะเป็นพื้นที่ที่คนสามารถใช้ชีวิตได้โดยไม่ได้มีเฉพาะเรื่องทางเพศ ความบันเทิงอย่างเดียว แต่มีร้านหนังสือ มีงานเสวนามีกิจกรรมต่อสู้ทางการเมืองหรือสิทธินี่จึงเป็นความต่างระหว่างสังคมตะวันตกและสังคมไทยด้วยเหตุที่เรามีลักษณะประนีประนอมพอสมควร หรือไม่ก็มักบอกว่า"คุณจะเป็นอะไรก็ได้ขอให้เป็นคนดี" ซึ่งผมฟังแล้วยากจะ "ไค่ฮ้าก"(อาเจียน:ประชาธรรม) ซึ่งต้องไปนิยามกันอีกว่าคนดีแปลว่าอะไร ด้วยเหตุนี้สังคมไทยจึงมีลักษณะลักลั่นอิหลักอิเหลื่อ มันจึงไม่เกิดการลุกฮือหรือพูดถึงสิทธิหรือพอมีการพูดถึงสิทธิขึ้นมาบ้างก็จะถูกชุดศีลธรรมหรือความเป็น "คนดี" เข้ามาครอบ

สำหรับชื่อหัวข้อชีวิตคู่ ชีวิตคี่ ชีวิตเควียร์ นั้น โตมร อธิบายว่าการตั้งชื่อมันมาจากความเข้าใจว่าครอบครัวไม่ได้จำกัดอยู่แค่ชีวิตคู่อย่างเดียวเท่านั้นแม้จะมีผู้ศึกษาเรื่องเกี่ยวกับเควียร์ Queer Studies จำนวนหนึ่งต่อต้านการแต่งงานเพราะเห็นว่าการแต่งงานหมายถึงการยอมรับหรือจำลองหลักการใหญ่ของการจำแนกเพศเป็นชาย-หญิงการเป็นเควียร์จึงไม่จำเป็นต้องมีสถาบันการแต่งงานหรือสถาบันครอบครัวมารองรับเพราะมันคือตัวสร้างปัญหาหลายอย่างกับสังคม อาทิการบ่มเพาะมายาคติเรื่องเพศตั้งแต่เรื่องเล็กๆอย่างการเลือกของเล่นสีชมพูให้ลูกผู้หญิง จนถึงวิธีปฏิบัติต่อคนระหว่างเพศ เป็นต้นแต่โดยส่วนตัวคิดว่ามันมีความจำเป็นอยู่ เพราะสังคมที่เรามีชีวิตอยู่เป็นสังคมที่มีศูนย์กลางอยู่ในความเป็นรักต่างเพศ(Heterosexist) ฉะนั้นเมื่อคนรักเพศเดียวกันมีความสัมพันธ์อยู่บนโครงสร้างเช่นนี้ก็จะเสียประโยชน์ในหลายด้านเพราะความเป็นครอบครัวน่าจะมีความหมายที่กว้างออกไปจากชีวิตคู่

สำหรับการเคลื่อนไหวในฝรั่งเศสที่ไม่สามารถรับต่อการที่คนรักเพศเดียวกันจะมีลูกนั้นโตมรให้ความเห็นและทิ้งท้ายการนำเสนอว่าเดิมเอกสิทธิ์ของการสร้างพลเมืองมันอยู่ในมือของผู้ที่เป็นรักต่างเพศ (Heterosexual)แต่เมื่อไหร่ที่คนรักเพศเดียวกันไปแต่งงานแล้วสามารถรับเด็กมาเลี้ยงได้จะทำให้คนเหล่านี้มีความสามารถจะสร้างพลเมืองด้วยเช่นกันทั้งหมดเหล่านี้เป็นคำถามที่ต้องพิจารณาว่าเราจะเปิดกว้างรับความหลากหลายได้แค่ไหนหรือไม่ใช่เรื่องของการนำชุดคุณธรรม ศีลธรรมไปตัดสินคนอื่นซึ่งจะทำให้มีการเปิดกว้างทางความคิด เป็นพหุนิยมทางเพศมากขึ้น

ทั้งนี้ในช่วงของการแสดงความคิดเห็นมีการอภิปรายถึงการเคลื่อนไหวในประเทศฝรั่งเศสว่าเป็นภาวะสุดขั้วของการมองเรื่องเสรีภาพรวมถึงแนวโน้มของฝ่ายอนุรักษ์นิยมในการปฏิเสธเพศนอกแถวนั้นไม่ได้มีฐานอ้างอิงทางประวัติศาสตร์ทางศาสนาจนทำให้กฎหมายและการยอมรับทางสังคมมีความลักลั่นเป็นเหตุให้สังคมไทยมีพื้นที่ของเพศนอกแถวมากกว่าสังคมอื่นที่มีรากฐานทางศาสนานอกจากนี้การเคลื่อนของเพศนอกแถวในเชิงสิทธิมนุษยชนไม่มีเรื่องเพศอยู่แล้วดังนั้นการเพิ่มนิยามให้สังคมหรือกฎหมายรองรับความหลากหลายอาจเป็นกับดักและคู่ต่อสู้ของการขับเคลื่อนเรื่องการยอมรับเพศที่หลากหลายอาจจะมาจากตรรกของ nonreproductive หรือการผลิตคนเพื่อเป็นแรงงานราคาถูกทางการผลิตเป็นต้น ทั้งนี้ ผู้สนใจเทปบันทึกการเสวนาตลอดจนการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นสามารถติดตามรับชมได้ที่ http://www.youtube.com/channel/UCfyrxDwq1R9zNCStUHukapQ.

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร