'มานุษย' เดินทาง 3: สายฝนและเงาอดีต

Tue, 08/20/2013 - 17:48 -- ประชาธรรม

ฝนตกติดต่อมาสองวันแล้ว...

 

ผมมักนั่งดื่มกาแฟหน้าโรงแรม หนาวสั่นเนื้อตัวเปียกชื้น และไม่เคยรู้สึกสบายตัวเลยตลอดในช่วงที่ผ่านมา การห่อตัวในเสื้อเอนกประสงค์ซึ่งทั้งกันหนาวกันลม และกันฝน ดูจะเป็นเรื่องคุ้นเคยของผมในแต่ละรอบปี ด้วยเหตุต้องพเนจรไปยังที่ต่างๆก้มลงมองเสื้อตัวเดิม ร่องรอยการใช้งานฟ้องถึงความสาหัสในแต่ละทริปผมรักเสื้อตัวนี้มาก ภรรยาผม เธอซื้อให้ในราคาแสนแพงซื้อให้ทั้งที่เธอรู้ดีว่ายามใดที่ผมเก็บเสื้อตัวนี้ลงกระเป๋า นั่นหมายถึงการพลัดพรากกันชั่วคราว...

 

กิจวัตรของผมที่หลวงน้ำทาตั้งแต่ย่างเท้าเข้ามาครั้งแรกคือ การเช่ารถจัก (มอเตอร์ไซต์) เพื่อใช้มันเป็นพาหนะสำรวจชีวิตความเป็นอยู่ พูดคุยกับคนหามุมถ่ายภาพ ฉากสารคดี และหาชุมชนชาติพันธุ์สักแห่งเพื่อปักหลักเก็บข้อมูลแบบลึกๆทว่า มันเหมือนฟ้าฝนไม่เป็นใจ นอกจากกระหน่ำมาอย่างไม่ยั้ง ลูกเห็บตกอากาศยังลดต่ำลงจนหนาวแทบทั้งวัน อุณหภูมิตอนเช้าตรู่ราว 13องศาเซลเซียสเห็นจะได้ แต่ในช่วงเวลาที่ฝนตกอุณภูมิสามารถลดลงไปจนเหลือ8 องศาเลยทีเดียว ผมประหลาดใจยิ่งขึ้นเมื่อคนหลวงน้ำทาบอกว่าอากาศแบบนี้ถือเป็นเรื่องปกติหากย้อนไปยังปี 2000 ซึ่งเป็นปีหนาวที่สุดของหลวงน้ำทา บนยอดดอยติดลบส่วนอุณหภูมิเหนือยอดหญ้าอยู่ที่ 0-1 องศา ลำน้ำทาและลำห้วยสายเล็กสายน้อยแข็งเป็นน้ำแข็งปลาตาย วัว-ควายตาย พืชพันธุ์เสียหายขนาดหนักรวมไปถึงชีวิตของคนหลวงน้ำทาซึ่งถูกพรากไปด้วยอากาศเยือกแข็ง

 

 

คนท้องถิ่นเชื่อมโยงปรากฏการณ์ผิดธรรมชาตินี้เข้ากับจุดเสื่อมโทรมของสังคมการขยายตัวของเมือง การเกิดขึ้นของร้านเบียร์ สถานขายบริการและร้านรวงที่รองรับนักท่องเที่ยวในหลวงน้ำทาล้วนเกิดขึ้นในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันคือช่วงปี2000 นี่แหละ ใช่...ศาสนทำนายหรือคำพยากรณ์ท้องถิ่นมักเชื่อมโยงปรากฏการณ์ผิดธรรมชาติกับประเด็นศีลธรรมที่ตกต่ำในสังคมอยู่เสมอผมไม่อยากคาดเดาถึงความถูกผิดหรือค้นหาความจริงสูงสุดนัก แต่แอบสนใจนิดหน่อยตรงที่บางคนบอกว่าอากาศวิปลาสนี้เคยเกิดขึ้นมาก่อน เมื่อครั้งกองทัพประชาชนลาวบุกเข้ายึดหลวงน้ำทาและขับไล่อาณานิคมฝรั่งเศสออกไป

 

สงสัยอยู่ในใจว่า ประชาชาติลาวมีความสุขชอบหรือชัง อาณานิคมฝรั่งเศสกันแน่ ในขณะที่การปลดปล่อยของกองทัพประชาชนนำมาซึ่งเสรีภาพหรือความทุกข์รูปแบบใหม่

 

สายฝนไม่ได้ให้คำตอบกับเรา...ห้วงภวังค์ขณะนั่งมองสายฝนต่างหากที่จุดชนวนคำถาม

 

 

หลังจากฝ่าฝนที่ปรอยบ้างหนักบ้างไปทั่ว ผมมักนั่งชงกาแฟในบริเวณม้านั่งเล็กๆมันเป็นม้านั่งที่ไม่โดดเด่นสวยงามอะไร แถมยังตั้งอยู่ริมทางเท้าตรงข้ามตลาดมืด(ตลาดเย็นและสถานที่ขายอาหารตามสั่ง) และอาคารไปรษณีย์ กาแฟลาวจากกระบอกกรองกาแฟส่วนตัวส่งกลิ่นหอมจนพนักงานคนเดียวของโรงแรมต้องออกมานั่งดื่มด้วยทุกครั้งผมอาศัยคลังข้อมูลของพนักงานคนนี้แหละในการทำความเข้าใจชีวิตปกติสามัญของหลวงน้ำทาเราสองคนสนิทกันเร็วมาก ภายในวันเดียวผมก็สามารถทำหน้าที่ "บริกร"ของโรงแรมแทนเขาได้ทั้งเรียกแขกและพาไปชมห้องพัก มันคงเป็นเรื่องบังเอิญที่เราเจอกันหรือไม่ก็คงเป็นเพราะสายฝนที่หนาวเย็นผลักดันให้เขามานั่งดื่มกาแฟอุ่นๆ กับผม

 

ทุกครั้งที่ผมดื่มกาแฟ ม้านั่งข้างๆจะมีชายสูงวัยท่านหนึ่งนั่งจิบน้ำอุ่นมองผ่านสายฝนไปยังอาคารไปรษณีย์ทรงโคโลเนียลสีมัสตาร์ด บางครั้ง เหมือนเขาสนใจในสิ่งที่ผมกับพนักงานโรงแรมคุยกันแต่คล้ายเขาจมดิ่งลงไปสู่ห้วงรู้สึกบางอย่างมากกว่าแวบแรกที่เห็นผมตำหนิตัวเองถึงการตีความเกินเลย ทว่าชายคนนี้ ยังคงนั่งที่เดิมวันละหลายเวลา ตกค่ำเขามักจิบเบียร์ลาวขวดเล็กๆ ในแก้วอย่างสุภาพ ผมเห็นสุภาพสตรีอายุใกล้เคียงกันท่านหนึ่งเดินมาดูแลเขาเป็นระยะบางครั้งทั้งสองก็คุยกันเบาๆ และบางครั้งก็นั่งมองผ่านสายฝนร่วมกัน

 

เขาและสุภาพสตรีข้างกายน่าจะเป็นคนลาวหากแต่การแต่งกายและกริยามารยาทต่างๆบ่งบอกถึงความแตกต่างบางประการที่ทำให้ผมไม่กล้าสรุปว่าทั้งสองเป็นใคร บางครั้งผมเห็นเขาคุยกับนักท่องเที่ยวฝรั่งด้วยภาษาฝรั่งเศส (ฝรั่งในภาษาลาวคือฝรั่งเศส)อย่างคล่องแคล่ว ภาษาลาวยิ่งไม่ต้องพูดถึง เนื่องจากม้านั่งติดกันผมรู้สึกว่าเขาใช้ภาษาลาวได้หลายสำเนียงและมีคำเฉพาะมากมายที่ผมไม่รู้จักเลย

 

ตกเย็นของวันที่สอง สายฝนยังคงโปรย ชายสูงวัยท่านนั้นยังคงนั่งที่เดิมผมเดินเข้าไปหาอย่างเงียบๆ พร้อมกับยื่นกาแฟแทนบททักทาย เขามองหน้า สายตาเขาฉายแววสงสัยเพียงชั่วครู่ตามด้วยรอยยิ้มตอบรับและคำเชิญชวนให้นั่งลงใกล้ๆ กัน ไอกาแฟลอยคว้างกั้นเราสองคนเหมือนจงใจ

 

"กาแฟเป็นไงบ้างครับ...ขมไปเปล่า" ผมเอ่ยขึ้น ทว่าความเงียบคือคำตอบ

 

"ทำไมลุงถึงนั่งตรงนี้ตลอดเลยครับ...ไม่หนาวเหรอ"ผมถามขึ้นอีกครั้ง ทว่า คำตอบยังคงเดิม ชายสูงวัยมองผ่านสายฝนไปยังอาคารไปรษณีย์เขายกกาแฟขึ้นมาจิบเป็นน้ำใจบ้างเป็นครั้งคราว

 

"กาแฟเจ้าลำดี๋...เจ้าเป๋นค้นไทแม่นบ่...บ้านอยู้ไส"เขาทั้งตอบและถามผมกลับ หลังจากนิ่งเงียบไปพักหนึ่ง ผมพยักหน้าพร้อมทั้งตอบกลับไปว่าตัวเองเดินทางมาจากจ.เชียงใหม่ 

 

"เซียงใหม่...เจ้าฮู้จักกะหล่อมบ่...กะหล่อมเป็นซ้นเผ่านึ่งคือคือโญนฮั่นหล่ะ..."ผมส่ายหัว คาดไม่ถึงว่าลุงแกจะลัดบทสนทนามาสู่เรื่องเฉพาะมาก แม้ผมจะเรียนมานุษยวิทยาซึ่งเน้นด้านชาติพันธุ์เป็นพิเศษ แต่ความไม่คุ้นเคยพื้นที่และตื้นเขินจึงไม่อาจตอบคำถามของลุงได้ผมพอรู้คร่าวๆอย่างเดียวว่า โญนคือชาติพันธุ์หนึ่งหรือเป็นชาติพันธุ์หลักๆ ที่ถูกประกอบสร้างขึ้นมาเป็น"คนเมือง"  ร่วมกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆในประวัติศาสตร์ล้านนา รู้อีกนิดว่าคนลาวมักเรียกคนเชียงใหม่ว่าโญน

 

ลุงท่านนี้ชื่อบุญเพ็ง เขาเรียกตัวเองว่า"กะหล่อมไกลบ้าน" และใช้สรรพนามแทนตัวเองว่าพ่อตลอด พ่อเพ็งมีบุคลิกสงวนคำพูดมากดวงตาสุกวาวของเขาสำรวจกริยาของคู่สนทนารวดเร็วจนไม่เสียมารยาท ทั้งยังมีบุคลิกรักษาระยะกับผู้อื่นอย่างไม่น่าเกลียดผมนั่งคุยกับเขาพักใหญ่ เราเริ่มต้นจากกาแฟแก้วแรก ชามิ้นต์หนึ่งกา และตบท้ายด้วยกาแฟร้อนอีกรอบตั้งแต่เริ่มคุยผมรู้สึกว่าตนเองเข้าไม่ถึงพ่อเพ็งแน่นอน  แต่พ่อเพ็งก็ไม่ได้มีท่าทีปิดกั้นผมออกจากบทสนทนา

 

หากระยะห่างของเราคือส่วนกำหนดความเข้าใจ การรักษาระยะของพ่อเพ็งจึงประหนึ่งการรักษาสายสัมพันธ์ที่มีต่อเพื่อนคุยคนใหม่เยี่ยงผมพ่อเพ็งออกอาการอึกอักเล็กน้อยก่อนที่จะเล่าเรื่องราวเบื้องหลังปลายทางของสายตา

 

"พ่อไม่ได้มองตึกไปรษณีย์ พ่อมองอดีต..."เขารวบยอดความคิดออกมาสั้นๆ  

 

นานมาแล้ว สมัยที่พ่อเพ็งเป็นหนุ่มน้อยเขาคือกะหล่อมที่ฉลาดและเรียนหนังสือสูงกว่าคนในรุ่นเดียวกัน กะหล่อมมีวิถีชีวิตคล้ายคลึงกับคนลาวมากจนแทบแยกไม่ออกทั้งด้านการนับถือศาสนาอาหารการกิน และประเพณีบางส่วน บุญเพ็งในตอนนั้นมีโอกาสได้เรียนหนังสือในโรงเรียนของอาณานิคมฝรั่งเศสจนอ่านออกเขียนได้เคยกระทั่งได้รับทุนไปศึกษาต่อที่เมือง กาเลส์ (Calais) ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของฝรั่งเศส ทว่าบุญเพ็งตัดสินใจแต่งงานและอยู่กินกับหญิงสาวชาวกะหล่อมด้วยกันชีวิตหลังแต่งงานของเขาเรียบง่ายแต่สมฐานะความรู้ที่เขามี บุญเพ็งได้งานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลอาณานิคมฝรั่งเศสและทำงานในบ้านเกิดของตัวเองคือหลวงน้ำทา ตัวเมืองหลวงน้ำทาขณะนั้นอยู่ในบริเวณสนามบินในปัจจุบัน หาใช่ที่ตั้งอยู่ทุกวันนี้

 

ลูกคนแรกของบุญเพ็งลืมตาดูโลกได้สี่ปีชีวิตของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างคาดไม่ถึง มันเป็นปีที่แสนเหน็บหนาวในความทรงจำของผู้คนรุ่นนั้นน้ำในลำธารแข็ง ปลาตาย พืชในไร่ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงใช่...ปีนั้นคือปีที่กองทัพประชาชนลาวบุกเข้ายึดหลวงน้ำทาเป็นวันแรก เมืองหลวงน้ำทาในอดีตถูกเผาและกวาดเรียบจนแทบไม่เหลือร่องรอยเดิมเจ้าหน้าที่อาณานิคมฝรั่งเศสพากันอพยพกลับทันทีเว้นแต่เจ้าหน้าที่ซึ่งมีเชื้อสายของคนท้องถิ่นหรือเป็นคนท้องถิ่นจริงๆ เช่นครอบครัวของบุญเพ็ง คนกลุ่มนี้ได้รับสัญญาปากเปล่าว่าจะกลับมารับแต่ไม่ได้ระบุว่าที่ไหนและเมื่อไหร่

 

ท่ามกลางความแปรปรวนของสภาพอากาศและสถานการณ์ทางการเมืองบุญเพ็งถูกถอดสถานะภาพลงและถูกเกณฑ์ไปเป็นแรงงานก่อสร้างเมืองใหม่ที่ห่างออกไปบุญเพ็งเป็นหนึ่งในกรรมกรทั่วสารทิศที่เสียหยาดเหงื่อและแรงกายในการก่อสร้างตึกอาคารต่างๆเขาแอบสงสัยในใจเสมอว่าเหตุใดกองทัพประชาชนลาวจึงต้องสร้างตึกใหม่ทรงอาณานิคมด้วย ทั้งที่เพิ่งโค่นล้มและปลดแอกตัวเองให้เป็นไท บางครั้งบุญเพ็งก็นึกโกรธกับความงี่เง่าของคนคุมงานที่ขาดความรู้และไร้มารยาทเขานึกเสมอว่า การเขายึดหรือปลดแอกนี้เป็นการพาประชาชาติลาวถอยหลังเข้าครอง ตำราเรียนฝรั่งถูกสั่งห้ามความรู้สมัยใหม่ก็ถูกสั่งห้าม ทั้งหมดถูกแทนที่ด้วยตำราที่มาจากพรรคคอมมิวนิสต์

 

บุญเพ็งเรียนประวัติศาสตร์มาไม่น้อยเขารู้ดีว่าดินแดนลาวมีหลายกลุ่มชาติพันธุ์ ประกอบด้วยรัฐน้อยใหญ่มากมาย สงครามและการแย่งชิงทรัพยากรและกำลังคนเกิดขึ้นเสมอในช่วงหลายร้อยปีที่ผ่านมา  ชนชาติกะหล่อมของเขาก็เคยเสียเมืองอพยพเร่ร่อนจากเชียงใหม่และเชียงแสนมาตั้งรกรากในหลวงน้ำทา สำหรับบุญเพ็ง ใครจะเข้ามาเถลิงปกครองก็ล้วนแต่เหมือนกันสงครามไม่ใช่ทางออกของชีวิตที่สุขสงบ ความรู้ต่างหากที่จะเป็นกุญแจปลดปล่อยจากความลำบากยากแค้นทว่าสิ่งที่เขาทำได้ในห้วงเวลานั้นคือ การแบกอิฐและโบกปูนก่อสร้างอาคารต่างๆโดยเฉพาะตึกไปรษณีย์ 

 

ความอึดอัดคับข้องใจและอดสูใจที่ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับระเบียบชีวิตแบบใหม่กลายเป็นแรงผลักดันให้บุญเพ็งวางแผนหลบหนีออกจากหลวงน้ำทาพร้อมครอบครัววันหนึ่งบุญเพ็งวางแผนกับครอบครัวของภรรยา เขาให้พ่อตาของเขาซึ่งพอรู้จักคนในพรรคฯขออนุญาตให้บุญเพ็งลาหยุดสามวันเพื่อเข้าร่วมงานพิธีกรรมของกะหล่อมคงเป็นโชคดีของบุญเพ็งที่ได้รับอนุญาต พรรคฯในลาวมีมวลชนพื้นฐานเป็นกลุ่มชาติพันธุ์มากมาย ดังนั้นการปฏิเสธกิจกรรมสำคัญของกลุ่มชาติพันธุ์จึงเท่ากับเป็นการทำลายฐานมวลชนทางอ้อม งานประเพณีและพิธีกรรมของกลุ่มชนต่างในห้วงการปฏิวัติจึงคล้ายกับเป็นสิ่งล่องหนถูกทำให้มองไม่เห็นมากกว่าการสั่งระงับหรือกลายเป็นของต้องห้ามตามทรรศนะสุดขั้วที่ว่าศาสนาและความเชื่อคือจิตสำนึกที่ผิดพลาด

 

 

บุญเพ็งเก็บข้าวของพาลูกและภรรยาเดินลัดเลาะเขาสูงนานสิบวันระหว่างทางเขาพบกลุ่มชาติพันธุ์มากมายที่อพยพลี้ภัยสงคราม พบคนบาดเจ็บและสูญเสียชีวิต กระทั่งเขาและครอบครัวได้เดินทางมาถึงอ.เชียงของ จ.เชียงรายสถานที่ซึ่งเพื่อนของเขานัดหมายไว้ เพื่อนคนนี้คือคนลาวฝั่งไทยซึ่งมีโอกาสข้ามไปเรียนหนังสือที่ลาวและได้ทำการค้ากับอาณานิคมอย่างใกล้ชิด

 

ครอบครัวลี้ภัยพักผ่อนที่เชียงของอย่างอบอุ่นและคล้ายกับว่าที่เชียงของจะมีผู้ลี้ภัยในลักษณะเดียวกันมากมายทั้งยังมาจากทั่วสารทิศ บางครอบครัววางแผนตั้งรกรากใหม่ที่เชียงของ ในขณะที่บางครอบครัวคิดเช่นเดียวกับบุญเพ็งคือการเตรียมตัวขออพยพไปอยู่ประเทศฝรั่งเศสโดยใช้สิทธิของการเป็นอดีตเจ้าหน้าที่อาณานิคม 

 

อยู่เชียงของนานเกือบเดือนบุญเพ็งก็ทราบข่าวดีว่ารัฐบาลฝรั่งเศสมีนโยบายรับผู้ลี้ภัยในลาวกลับไปยัง"ประเทศแม่" ทั้งยังเป็นการตกลงร่วมกับรัฐบาลลาวโดยเปิดรับเฉพาะผู้สมัครใจจะลี้ภัยเท่านั้น หนึ่งเดือนหลังจากนั้นบุญเพ็งและครอบครัวก็ได้เดินทางไปพักอาศัยอยู่ในบริเวณชานเมืองปารีสร่วมกับผู้ลี้ภัยอีกหลายพันคน

 

ระหว่างการเดินทางอันยาวนานบุญเพ็งสงสัยตลอดเวลาว่า "ประเทศแม่" หรือ "มาตุภูมิ" ของตนคือที่ใดกันแน่เขาเกิดและโตในหุบเขาเล็กๆ ทางตอนเหนือของลาว พูดภาษากะหล่อมเป็นภาษาแรกตามด้วยภาษาลาว และฝรั่งเศสประเพณีพิธีกรรมของกะหล่อมส่วนมากมีความผูกพันกับธรรมชาติและแผ่นดินถิ่นเกิด ทว่าชาติลาวที่สร้างขึ้นมาใหม่กลับเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาจากหน้ามือเป็นหลังมือ ท่ามกลางการดิ้นรนลี้ภัยเขาต้องเลือกที่จะเรียกฝรั่งเศสเป็นแผ่นดินแม่และเตรียมความพร้อมที่จะเป็นคนในสังกัดและก้าวสู่ความเป็นพลเมืองของฝรั่งเศส

 

ในทัศนะของผู้ลี้ภัยแผ่นดินแม่กับความเป็นพลเมืองคือสิ่งที่ย้อนแย้งกันภายในเขาเปรียบความรู้สึกในช่วงเวลานั้นให้ผมฟังว่า"...คล้ายต้นไม้ที่ถูกถอนโค่นและบังคับให้ไปเติบโตที่อื่น..."

 

ระหว่างการรอคอยความช่วยเหลือตามแผนของรัฐบาลฝรั่งเศสบุญเพ็งและผู้ร่วมชะตากรรมจำนวนมากได้รับสวัสดิการยังชีพและถูกฝึกฝนทักษะด้านภาษาให้มีความคล่องแคล่วมากขึ้นครอบครัวของบุญเพ็งถูกส่งตัวไปยังเมืองกาเลส์ โดยมีบ้านหลังเล็กๆ เป็นที่พักพิง มันช่างคล้ายถูกหยอกโดยโชคชะตาเมืองกาเลส์ก็คือเมืองที่เขาเคยปฏิเสธทุนมาศึกษาต่อสมัยที่อาณานิคมฝรั่งเศสยังรุ่งเรือง

 

ลูกคนที่สองและสามของบุญเพ็งและภรรยาเกิดและเติบโตที่เมืองนี้บุญเพ็งพยายามอย่างหนักในการดูแลครอบครัว เขาเดินทางไปสมัครงานที่โรงงานเหล็กโรงงานทำท่อน้ำ และโรงงานอีกหลายแห่งซึ่งต้อนรับผู้ลี้ภัยในเข้ามาในฐานะแรงงานในโรงงานแต่ละแห่งมีทั้งผู้อพยพลี้ภัยจากอัลจีเรีย กาน่า กัมพูชา และลาวรวมถึงประเทศอื่นๆ ในแถบแอฟริกา บุญเพ็งทั้งรู้สึกตื่นตะลึงและตระหนกกับการปรับตัวครั้งใหญ่นับตั้งแต่วิธีการทำงานการใช้ชีวิต ความแตกต่างของการใช้ภาษาฝรั่งเศสรวมไปถึงการพยายามถีบตัวเองให้หลุดพ้นจากสถานะภาพผู้ลี้ภัยเพื่อให้เข้าใกล้ความเป็นฝรั่งเศสมากที่สุดหรือไม่พยายามทำให้ฝรั่งเศสเป็นแผ่นดินแม่มากที่สุด

 

ผมไม่อาจเดาได้ว่าภูมิทัศน์แห่งชีวิตของบุญเพ็งและครอบครัวประกอบไปด้วยความรู้สึกอะไรบ้างเราสองคนมีเวลาน้อยเกินกว่าจะบอกเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาตลอดหลายสิบปีได้อย่างครบถ้วนในเวลาสั้นๆพ่อเพ็งเองก็เริ่มบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ น้อยลง เขาเริ่มสะกิดใจถึงหน้าที่การงานของผมเอ่ยถามถึงวัตถุประสงค์ของการพูดคุย และสงวนคำพูดในเชิงวิพากษ์วิจารณ์มากขึ้น ผมจึงรู้เรื่องเพิ่มเติมอีกเล็กน้อยว่าลูกทั้งสามของเขาล้วนมีหน้าที่การงานที่มั่นคงโดยคนโตทำงานในบริษัทคอมพิวเตอร์ยักษ์ใหญ่ในอเมริกา คนรองเป็นหมอประจำโรงพยาบาลในเมืองหนึ่งของฝรั่งเศสส่วนคนเล็กสุดเพิ่งเรียนจบกฎหมายและได้รับงานทันทีจากบริษัทแห่งหนึ่ง

 

พ่อเพ็งเปรยเล็กๆ ว่า ทุกวันนี้ภาษาฝรั่งเศสของเขาและภรรยาใกล้เคียงกับคนฝรั่งเศสแล้วเนื่องจากลูกๆ พูดภาษาฝรั่งเศสและถือฝรั่งเศสเป็นบ้าน ส่วนภาษากะหล่อมและลาวก็เริ่มคล้ายกับของเก่าเก็บในลิ้นชัก  จะหยิบออกมาขัดถูสักครั้งก็เมื่อเดินทางกลับยังหลวงน้ำทาโดยเฉพาะในช่วงสิบปีหลังเป็นต้นมา กระแสการกลับมา "เยื่ยมและเที่ยว"บ้านเกิดเมืองนอนของผู้ลี้ภัยเกิดขึ้นอย่างคึกคักพ่อเพ็งกับภรรยาเลือกที่จะมาในช่วงเวลานี้ เพื่อย้อนระลึกอดีตของตน

 

 

ทุกครั้งที่กลับมาหลวงน้ำทาพ่อเพ็งมักมานั่งมองอาคารไปรษณีย์ เขารู้เพียงว่าหลวงน้ำทาที่เขาเคยอยู่และเติบโตได้จากหายไปแล้วภาพตรงหน้าคือหลวงน้ำทาใหม่ที่พรากมาตุภูมิไปจากตน พ่อเพ็งเปรยเบาๆ หากย้อนเวลากลับไปได้และฝรั่งเศสมิได้แพ้กองทัพประชาชนหลวงน้ำทาอาจมีสภาพเป็นอีกอย่าง  ลูกๆของเขาคงไม่ได้มีโอกาสเจริญรุ่งเรืองในการงานทุกวันนี้

 

ที่สำคัญ ตัวเขาเองคงไม่ต้องรู้สึกต่างถิ่นในแดนตนดำรงอยู่ในชายขอบของฝรั่งเศสและชายขอบของลาวในปัจจุบัน พ่อเพ็งอาจไม่รู้สึกว่าตนเป็นคนฝรั่งเศสขณะที่เขาก็ไม่อาจเป็นคนลาวหรือกระทั่งกะหล่อมในความหมายที่เขาผูกพัน

 

เช้าวันรุ่งขึ้น ผมเตรียมตัวออกเดินทางสำรวจพื้นที่อีกครั้งอากาศภายนอกโรงแรมหนาวเย็นเช่นเคย ภาวนาในใจอย่าให้ฝนตกลงมา มองออกไปข้างนอก ชายสูงวัยคนเดิมนั่งอยู่บนม้านั่งตัวเดิมพร้อมน้ำอุ่นหนึ่งแก้วเขาหันหน้ามาสบตากับผมอย่างอบอุ่น

 

"พ่อมาท่ากาแฟ้งาย...ใค่ฟังเรื่องของพ่อต่อบ่..."

 

ผมยิ้มจนแก้มปริวางข้าวของทั้งหมดลงและจัดแจงชงกาแฟในทันที กาแฟลาวส่งกลิ่นเย้ายวนในชั่วอึดใจพนักงานเพียงคนเดียวของโรงแรมกุลีกุจอทำงานให้เสร็จเพื่อมาร่วมวงสนทนาด้วย ผมชงกาแฟเสร็จไม่นานภรรยาของพ่อเพ็งก็เดินเข้ามาที่โรงแรมพร้อมกับครัวซ็องอุ่นๆ และน้ำส้มคั้นสด

 

"มื่อว้านพ่อว่าวโด้นไหนแล้ว....คนมันเฒ่าขี้ลืม..."

 

ผมทวนเรื่องราวให้พ่อเพ็งฟังนิดหน่อยพร้อมกับยื่นกาแฟไปให้แทนมิตรภาพเช้าวันนั้น ฝนเริ่มปรอยลงมาเหมือนเดิม ผมพลันรู้สึกอบอุ่น ไอจากกาแฟลอยออกมาบางๆไม่กั้นเราทั้งสองอีกต่อไป

 

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

'มานุษย' เดินทาง 2: ใจคน หนทาง และการดำรงอยู่

'มานุษย'เดินทาง 1 : ชายแดนบูชา นักเดินทาง แรงงานและสายลับ

 

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร