ทามาดะ โยชิฟูมิ:การจับมือเป็นพันธมิตรกันของกลุ่มพลังที่ต้านประชาธิปไตยในประเทศไทย

Sun, 08/25/2013 - 11:31 -- ประชาธรรม

Powerful Alliance against Democracy in Thailand
การจับมือเป็นพันธมิตรกันของกลุ่มพลังที่ต้านประชาธิปไตยในประเทศไทย


 

หลัง พ.. 2548 การเมืองไทยปั่นป่วนหนัก จนกระทั่งองค์กรระหว่างประเทศหลายแห่งที่จัดอันดับความเป็นประชาธิปไตยของประเทศทั่วโลกเป็นประจำทุกปีได้ให้คะแนนความเป็นประชาธิปไตยของประเทศไทยต่ำมาก กล่าวคือ ประเทศไทยถูกเปลี่ยนสถานะจากการเป็นประเทศที่มีความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดในบรรดาประเทศทั้งหลายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อ10 ปีก่อน กลายมาเป็นประเทศที่มีความเป็นประชาธิปไตยในอันดับท้ายๆ โดยคะแนนของประเทศไทยตกต่ำมากที่สุดเมื่อเกิดการรัฐประหารในวันที่19 กันยายน พ..2549 คือตกไปอยู่อันดับที่9 (โปรดดูกราฟ) 1หลังจากนั้นระดับความเป็นประชาธิปไตยของประเทศไทยก็กระเตื้องขึ้นมาบ้างแต่ก็ยังไม่กลับคืนสู่อันดับเดิม เช่นกราฟของ The Polity IV Project แสดงว่าในปัจจุบัน คือปี พ..2556 ความเป็นประชาธิปไตยของประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 4 เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตัวเลขของ Freedom House ก็เช่นเดียวกันคือคะแนนความเป็นประชาธิปไตยของประเทศไทยในสมัยรัฐบาล พ...ทักษิณ ชินวัตร อยู่ในอันดับที่ 1 เท่ากับประเทศฟิลิปปินส์ การรัฐประหารที่เกิดขึ้นทำให้คะแนนของประเทศไทยตกต่ำลงมากแม้ว่าในระยะหลังคะแนนจะเริ่มดีขึ้น แต่ตัวเลขล่าสุดคือ ปี พ..2556 นี้ ประเทศไทยก็ยังอยู่ในอันดับที่ 4 เท่ากับประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ ในขณะที่ประเทศอินโดนีเซียได้อันดับที่1 ประเทศฟิลิปปินส์ได้อันดับที่ 2 และประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์-เลสเต (ติมอร์ตะวันออก)ได้อันดับที่ 32ผู้เขียนคิดว่าคนไทยคงไม่ภูมิใจกับตัวเลขเหล่านี้เป็นแน่

 

คะแนนความเป็นประชาธิปไตยที่ต่ำของประเทศไทยมีสาเหตุหลักมาจากการที่คนไทย (หรือบางส่วนของคนไทย)ไม่ค่อยยอมรับระบอบประชาธิปไตยคือการเมืองแบบการเลือกตั้ง โดยปรกติแล้วคนจำพวกที่ไม่ต้องการประชาธิปไตยมักจะเป็นผู้นำประเทศที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งหรือหากมาจากการเลือกตั้งก็กลัวว่าตนเองจะต้องสอบตกในการเลือกตั้งสมัยหน้า ทำให้พยายามหลีกเลี่ยงการเลือกตั้งแต่ในประเทศไทยการณ์กลับมิได้เป็นเช่นนั้นเลย ดังที่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าคนที่ไม่เอาการเลือกตั้งไม่ใช่คนที่กุมอำนาจทางการเมืองที่กลัวว่าตนเองจะต้องสูญเสียอำนาจไปเพราะการเลือกตั้งเห็นได้ชัดว่าคนที่ไม่เอาการเลือกตั้งในประเทศไทยนี้ปฎิเสธการเลือกตั้งก็เพื่อที่จะปฏิเสธผู้นำประเทศที่ได้อำนาจมาจากการเลือกตั้งทั้งนี้โดยพวกเขาไม่คิดที่จะพยายามเอาชนะผู้นำประเทศที่ได้อำนาจมาจากการเลือกตั้งด้วยการลงแข่งขันในสนามเลือกตั้งแต่อย่างใด

 

หากคิดโดยตรรกะหรือโดยสามัญสำนึกแล้วกลุ่มคนที่ปฎิเสธประชาธิปไตยเหล่านี้ไม่น่าจะมีพลังทางการเมือง แต่ที่แท้จริงแล้วพวกเขาทรงพลังมากบทความนี้จึงพยายามอธิบายสาเหตุที่ทำให้กลุ่มคนที่ปฎิเสธประชาธิปไตยมีพลังอย่างมากในสังคมการเมืองไทยโดยมีสมมุติฐานว่าพวกไม่เอาการเลือกตั้งในประเทศไทยมีสองกลุ่มที่จับมือเป็นพันธมิตรกันทำให้มีพลังมากพอที่เคลื่อนไหวทางการเมืองโดยไม่ต้องยอมแพ้ ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถเอาชนะบนเวทีประชาธิปไตยได้ก็ตามพลังที่เกิดขึ้นจากการเป็นพันธมิตรทางการเมืองดังกล่าวนี้ทำให้พวกเขาสามารถต่อสู้อย่างยืดเยื้อซึ่งส่งผลให้การเมืองไทยขาดเสถียรภาพ

 

1. การท้าท้ายอำนาจอธิปไตยที่เป็นของประชาชน

 

ในการศึกษาเกี่ยวกับการเมืองในประเทศกาลังพัฒนาประชาธิปไตยเป็นเรื่องที่ศึกษากันมาก ซึ่งเมื่อพูดถึงประชาธิปไตย การจัดหรือไม่จัดการเลือกตั้งโดยมีการแข่งขันของพรรคการเมืองหลายพรรคนับเป็นประเด็นสาคัญที่สุดส่วนการศึกษาเกี่ยวกับระบอบการปกครองที่มีการเลือกตั้ง แต่การเลือกตั้งที่เกิดขึ้นนั้นไม่ใช่การเลือกตั้งที่เสรีและยุติธรรม(competitive authoritarianism)3ก็มีความสาคัญมากขึ้นในหมู่นักรัฐศาสตร์เพราะมีประเทศต่างๆ หลายประเทศที่ปกครองในระบอบที่ไม่เป็นประชาธิปไตยเริ่มจัดให้มีการเลือกตั้งแต่การเลือกตั้งมักมีปัญหา นักรัฐศาสตร์จึงเริ่มสนใจประเด็นเรี่องเสรีภาพกับความยุติธรรมในการเลือกตั้งมากขึ้น

 

อาจกล่าวได้ว่าการเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยมีเงื่อนไขสาคัญที่สุด 2 ประการด้วยกัน เงื่อนไขประการแรก คือการจัดการเลือกตั้งโดยให้ยอมพรรคการเมืองหลายพรรคส่งผู้สมัครลงแข่งขันเงื่อนไขประการที่สอง คือการเลือกตั้งอย่างเสรีและยุติธรรม ซึ่งทั้งสองเงื่อนไขนี้ขาดไม่ได้อย่างเด็ดขาดสาหรับการเป็นประชาธิปไตยอย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะผ่านเงื่อนไขทั้งสองข้อนี้แล้ว ก็ยังไม่สามารถจะรับรองได้ว่าการเมืองเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงแล้วแต่กระนั้นก็สามารถกล่าวได้ว่าการเมืองของประเทศใดๆ ก็ตามจะเป็นประชาธิปไตยไม่ได้อย่างแน่นอนถ้าหากยังไม่ผ่านเงื่อนไขทั้งสองประการที่กล่าวมา

 

ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อาจวัดระดับการเข้าสู่ความเป็นประชาธิปไตยของประเทศต่างๆ โดยพิจารณาว่าประเทศนั้นๆผ่านเงื่อนไขสาคัญประการใดบ้าง เงื่อนไขประการแรก คือมีการจัดการเลือกตั้งที่มีการแข่งขันของพรรคการเมืองหลายพรรคหรือไม่นั้นประเทศที่ยังไม่ผ่านเงื่อนไขข้อนี้ ได้แก่ ประเทศพม่าที่อยู่ภายใต้อำนาจการปกครองของกองทัพมายาวนานประเทศบรูไนที่มีระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์และประเทศลาวกับประเทศเวียดนามที่มีระบอบเผด็จการพรรคเดียวส่วนเงื่อนไขประการที่สอง คือมีการเลือกตั้งอย่างเสรีและยุติธรรมหรือไม่นั้น จะเห็นได้ว่ามีบางประเทศที่ยังคงอยู่ในระบอบเผด็จการที่จัดการเลือกตั้งอย่างไม่เสรีและไม่ยุติธรรมได้แก่ ประเทศมาเลเซีย และประเทศกัมพูชา สาหรับประเทศสิงคโปร์นั้นอยู่ในสภาพที่เสมือนไม่มีพรรคฝ่ายค้านเพราะพรรคฝ่ายค้านได้รับการเลือกตั้งน้อยมาก จึงอาจจัดได้ว่ายังไม่ผ่านเงื่อนไขข้อแรกและแม้ว่าจะถือว่าประเทศสิงคโปร์ผ่านเงื่อนไขข้อแรกแล้วเพราะมีพรรคการเมืองหลายพรรคแต่ประเทศสิงคโปร์ก็ยังไม่ผ่านเงื่อนไขข้อที่สองอย่างแน่นอน

 

เราคงต้องถามว่าการเมืองของไทยผ่านเงื่อนไขสาคัญทั้งสองประการหรือยังหรือการเมืองไทยก้าวมาถึงขั้นตอนใดในกระบวนการเปลี่ยนเข้าสู่ความเป็นประชาธิปไตย นักวิชาการที่ใช้ทฤษฎี "การปกครองแบบมีการแข่งขันในระบบเลือกตั้งที่ไม่เสรีและไม่ยุติธรรม"(competitive authoritarianism) เพื่ออธิบายการเมืองไทย ไม่ได้จัดว่าการเมืองไทยก่อนปีพ..2531 เป็นระบอบการเมืองดังกล่าวนี้เพราะผู้นำประเทศคือนายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้ง4แม้ว่าจะมีการเลือกตั้งแบบพหุพรรคคือมีการแข่งขันของพรรคการเมืองหลายพรรคมานานแล้วและการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นก็ค่อนข้างเสรีและยุติธรรมก็ตาม แต่การเลือกตั้งในประเทศไทยเพิ่งจะเริ่มมีความหมายอย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเช่น เมื่อมีการเลือกตั้งใน พ..2531 และพ.. 2535

 

การเลือกตั้งในประเทศไทยนี้ต้องถือว่าโชคดีมากเพราะเป็นการเลือกตั้งที่ค่อนข้างเสรีและยุติธรรม ซึ่งนับว่าผิดปรกติมากสำหรับประเทศที่ไม่เป็นประชาธิปไตยเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าการได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในอดีตไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกตั้งดังนั้น นายกรัฐมนตรีจึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องเข้าแทรกแซงการเลือกตั้งจนทำให้การเลือกตั้งต้องเสียเสรีภาพและความยุติธรรมไปโดยไม่จำเป็นต่างจากพรรคฝ่ายรัฐบาลในประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย และกัมพูชา ซึ่งได้ตำแหน่งมาจากการเลือกตั้งนอกจากนี้รัฐบาลของไทยก็ไม่ได้มีอำนาจมากนักในการควบคุมสื่อสารมวลชน รัฐวิสาหกิจ และระบบราชการนักการเมืองที่เป็นรัฐบาลจึงไม่สามารถสร้างระบบการเลือกตั้งที่ฝ่ายตนได้เปรียบพรรคฝ่ายค้านมากๆขึ้นมาได้ จาเป็นต้องปล่อยให้เป็นการเลือกตั้งที่เสรีและยุติธรรมตลอดมา

 

การเลือกตั้งในประเทศไทยในทศวรรษพ..2520 และ ทศวรรษ 2530 นั้น มีลักษณะสำคัญคือ1) เป็นการเลือกตั้งที่พรรคการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านส่งผู้สมัครลงแข่งขันได้และ2) เป็นการเลือกตั้งอย่างเสรีและยุติธรรม โดยนักการเมืองฝ่ายรัฐบาลได้เปรียบพรรคฝ่ายค้านไม่มากนักจะเห็นได้ว่าในช่วงก่อนปี พ..2548 พรรคการเมืองที่หัวหน้าพรรคดำรงตาแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่ต้องพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งมาโดยตลอดดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่าการเมืองไทยได้ผ่านเงื่อนไขสาคัญทั้งสองประการและได้ก้าวเข้าสู่การเป็นประชาธิปไตยเรียบร้อยแล้ว

 

เมื่อเป็นเช่นนี้ ยังจะเรียกร้องอะไรอีกเล่า? ผู้เขียนรู้สึกแปลกใจที่เห็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อโจมตีนักการเมืองเรื่องใช้อำนาจนอกกรอบของกฎหมายและกระทำการทุจริตต่างๆนานา แล้วพยายามปฏิเสธการเมืองแบบเลือกตั้ง เป้าหมายที่โจมตีคือสิ่งที่เรียกกันว่า"ระบอบทักษิณ" แต่ถึงแม้ว่าจะตั้งชื่อว่า"ระบอบ" แต่กลับไร้สาระไร้เนื้อหาจนไม่อาจทราบได้ว่า"ระบอบทักษิณ" เป็นอย่างไร เพราะแท้ที่จริงแล้วเป็นการโจมตีตัวบุคคลคือพ...ทักษิณ ชินวัตรเท่านั้นเอง แต่นักเคลื่อนไหวเหล่านั้นได้พยายามสร้าง "ภาพ"ของคนร้ายที่เป็นภัยใหญ่หลวงมาก แล้วพากันโยนบาปไปให้การเมืองประชาธิปไตยซึ่งทั้งหมดนี้เป็นไปเพื่อปฏิเสธ พ...ทักษิณ ชินวัตร ถ้าจะพูดอย่างง่ายๆ ก็คือ "เพราะทักษิณไม่ดีจึงไม่เอาประชาธิปไตย" นั่นเอง

 

ผู้เขียนอาจจะอ่านหนังสือน้อยมากจึงไม่เคยได้ยินเลยว่าคนสิงคโปร์ไม่เอาประชาธิปไตยเพราะไม่ชอบลี กวน ยิว (Lee Kuan Yew) หรือคนมาเลเซียไม่เอาประชาธิปไตยเพราะไม่ชอบมหาธีร์ (Mahathir) หรือคนกัมพูชาไม่เอาประชาธิปไตยเพราะไม่ชอบฮุนเซน (Hun Sen) สิ่งที่ผู้คนเรียกร้องกันในประเทศเหล่านี้ก็คือประชาธิปไตยกับการเลือกตั้งที่เป็นเสรีและยุติธรรมแต่ในประเทศไทยกลับเป็นตรงกันข้าม เพราะประชาชนจำนวนมากกล้าปฎิเสธประชาธิปไตยเพื่อปฏิเสธพ...ทักษิณ ชินวัตร

 

เราคงต้องถามตัวเองว่า จำเป็นหรือไม่ที่เราจะต้อง "ปฎิเสธประชาธิปไตยเพื่อปฎิเสธทักษิณ" โดยทั่วไปแล้วผู้ที่ไม่ชอบประชาธิปไตยก็คือผู้นำในระบอบเผด็จการที่กลัวการตัดสินใจของประชาชนเขาจึงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้เกิดการเลือกตั้ง แต่เมื่อมีสถานการณ์ทางการเมืองที่ทำให้เขาไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเลือกตั้งได้อีกต่อไปผู้นำระบอบเผด็จการดังกล่าวก็มักจะจัดการเลือกตั้งโดยหาทางจำกัดเสรีภาพและทำให้การเลือกตั้งปราศจากความยุติธรรมเพื่อเป็นหลักประกันว่าพรรคของเขาจะได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง แต่ พ...ทักษิณ ชินวัตร ไม่ได้ปฎิเสธการเลือกตั้งเลยเพราะเขาประเมินแล้วว่าพรรคการเมืองของเขาจะชนะการเลือกตั้งอย่างแน่นอน แต่ฝ่ายที่โจมตีพ...ทักษิณ ชินวัตรมักอ้างว่าเขาแทรกแซงการเลือกตั้งจนทำให้การเลือกตั้งไม่เสรีและไม่ยุติธรรมเขาจึงสามารถชนะในการเลือกตั้งได้ซึ่งเป็นข้ออ้างสาหรับทำลายความชอบธรรมทางการเมืองของพ...ทักษิณ ชินวัตร เท่านั้น ดังจะเห็นได้ว่าเมื่อมีการเลือกตั้งอย่างเสรีและยุติธรรมเกิดขึ้นในพ..2550 พรรคการเมืองฝ่ายค้านก็ยังประสบกับความพ่ายแพ้อย่างยับเยินซึ่งคงเป็นหลักฐานสาคัญอันหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าชัยชนะในการเลือกตั้งของพรรคไทยรักไทยไม่ได้มาจากการทุจริตในการเลือกตั้งแต่อย่างใด

 

การที่ยืนยันว่า "ไม่เอาประชาธิปไตยเพราะไม่เอาทักษิณ" หรือการที่บอกออกมาตรงๆเลยว่า "ขอปฎิเสธการเลือกตั้งเพราะไม่ชอบการเลือกตั้ง"นั้น เป็นการให้เหตุผลที่ไม่สามารถจะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งยอมรับได้เลย และดูเหมือนเป็นการยอมรับความแพ้ตั้งแต่ยกแรกที่ถกเถียงกันดังนั้น ผู้ที่ปฏิเสธการเลือกตั้งจึงต้องมีคำอธิบายที่สมเหตุสมผลมากขึ้นในการเกลี้ยกล่อมฝ่ายอื่นๆให้เห็นคล้อยตาม ซึ่งปรากฏชัดว่าฝ่ายที่ "ไม่เอาทักษิณ"นั้นได้ใช้แนวความคิด "การเมืองศีลธรรม(moral politics)" มาเป็นอาวุธสาคัญ แกนกลางของแนวความคิดนี้อยู่ที่การโจมตีการทุจริตแต่ไม่ใช่แค่นั้น เพราะยังหมายรวมถึงการจำกัดอำนาจอธิปไตยของประชาชนอีกด้วย อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยวางอยู่บนหลักการที่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ประชาชนทุกชั้น ทุกอาชีพ ทุกท้องถิ่นทุกเพศ ทุกวัย (ยกเว้นคนที่มีอายุไม่ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด)มีสิทธิเข้าร่วมในการใช้อำนาจทางการเมือง รวมทั้งการลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งและการสมัครเข้ารับการเลือกตั้งอย่างเท่าเทียมกันแต่แนวความคิด "การเมืองศีลธรรม" นั้นในที่สุดแล้วมักนำไปสู่การทำลายหลักความเสมอภาคดังกล่าวนี้ซึ่งประชาชนที่ถูกจำกัดอำนาจอธิปไตยก็คือชาวบ้านหรือประชาชนชั้นล่างนั่นเอง

 

ผู้เขียนคิดว่าในสังคมไทยมีคนสองกลุ่มที่ส่งเสริมสนับสนุน "การเมืองของความไม่เท่าเทียมกัน"

กลุ่มแรก คือกลุ่มคนที่เชื่อมั่นว่าตัวเองอยู่ใน "ประชาสังคม" และถือว่าการสั่งสอนฝึกวินัยให้ชาวบ้านเป็นหน้าที่ของพวกเขาเพราะเชื่อว่าพวกเขาเองมีคุณค่าหรือมีคุณภาพทางปัญญาและทางศีลธรรมสูงกว่าชาวบ้าน พวกเขาเชื่อว่าตนเองเป็น"คนมั่งมี" สิ่งที่พวกเขาคิดว่ามีคุณค่ามากเป็นพิเศษก็คือสิ่งที่พวกเขาครอบครองอยู่เช่น การศึกษา เงินทอง และวิถีชีวิต (life style) แบบชนชั้นกลางซึ่งสิ่ง

เหล่านี้ชาวบ้านหรือประชาชนชั้นล่างยังไม่สามารถจะมีไว้ในครอบครองได้ชาวบ้านจึงไม่ควรจะมีสิทธิเท่าเทียมกับ "คนมั่งมี"ดังนั้น คนกลุ่มแรกนี้จึงเป็นคนจำพวกที่ไม่ค่อยเชื่อในความเท่าเทียมกันภายใต้ระบบกฎหมายและศาลยุติธรรม

กลุ่มที่สองเป็นพวกกษัตริย์นิยมคนพวกนี้เชื่อว่าอำนาจอธิปไตยอยู่ที่สถาบันพระมหากษัตริย์ หรืออย่างมากที่สุดก็มีแนวความคิดว่าสถาบันพระมหากษัตริย์กับประชาชนอาศัยซึ่งกันและกันในการสร้างระบอบประชาธิปไตยขึ้นมา (แนวความคิดเช่นนี้เรียกกันว่า "ราชประชาสมาศัย"5)

 

ทั้งสองพวกที่กล่าวข้างต้นนี้คือพวก"ประชาสังคม" กับพวก "กษัตริย์นิยม"แม้ว่าจะมีความคิดบางอย่างแตกต่างกัน แต่ก็มีความคิดสาคัญร่วมกันอยู่ประการหนึ่งคือ ความคิดที่ต้องการจากัดอำนาจอธิปไตยของชาวบ้านหรือประชาชนระดับล่าง ในปี พ..2548 สองพวกนี้เริ่มจับมือกันอย่างเปิดเผย ทาให้สามารถแสดงออกทางการเมืองอย่างตรงไปตรงมาเช่น กล้าที่จะโจมตีการเลือกตั้งและประณามประชาชนที่ให้การสนับสนุน พ...ทักษิณ ชินวัตร โดยไม่เกรงกลัวต่อสิ่งใดการจับมือกันเช่นนี้ทาให้ขบวนการโค่นล้ม "ระบอบทักษิณ"มีพลังสูงขึ้นมาก ถ้าหากสองพวกนี้ต่างก็แยกกันอยู่อย่างโดดเดี่ยวโดยไม่ได้จับมือเป็นพันธมิตรกันแล้วก็คงจะไม่มีพลังที่เข้มแข็งถึงเพียงนี้ด้วยการตั้งเป้าโจมตีที่มองเห็นได้ง่าย คือ พ...ทักษิณ ชินวัตร และด้วยการอาศัยอุดมคติอันเดียวกันคือความเป็น"คนดี" คนสองพวกนี้ก็สามารถสร้างความสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่นทั้งๆ ที่ไม่มีความจาเป็นอื่นใดที่จะต้องจับมือกัน

ต่อไปนี้ผู้เขียนจะขอวิเคราะห์ชนชั้นกลาง (หรือประชาสังคม)ก่อน หลังจากนั้นจึงจะวิเคราะห์พวกกษัตริย์นิยม

 

2 ชนชั้นกลางต่อต้านประชาธิปไตย

2.1 กรณีประเทศฟิลิปปินส์

ที่ประเทศฟิลิปปินส์ ประชาชนได้ร่วมกันโค่นล้มรัฐบาลมาหลายครั้งซึ่งเรียกกันว่าการปฏิวัติด้วยพลังของประชาชน (People Power Revolution) การปฏิวัติครั้งแรก ประชาชนสามารถโค่นล้มประธานาธิบดีมาร์กอส(Marcos) ในพ..2529 หลังจากนั้นระบอบประชาธิปไตยก็เกิดขึ้นครั้งที่สอง เป็นการปฏิวัติที่ทำให้นายโจเซฟ เอสทราด้า (Joseph Estrada) ซึ่งได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีใน พ..2541ถูกโค่นล้มใน เดือนมกราคม พ..2544 เหตุการณ์นี้เรียกกันว่า EDSA II (Dos) โดยถือว่าการโค่นล้มประธานาธิบดีมาร์กอสในพ..2529 เป็น EDSA I (Uno)หลังจากนั้นไม่กี่เดือนก็เกิดเหตุการณ์ EDSA III (Tres)ในเดือนเมษายนและพฤษภาคม ปีเดียวกัน ประชาชนได้ประท้วงรัฐบาลประธานาธิบดีอาร์โรโย่(Arroyo) ที่ได้จับตัวอดีตประธานาธิบดี Estrada6และกลายเป็นเหตุการณ์นองเลือด จุดเปลี่ยนที่น่าสนใจคือการเปลี่ยนแปลงความหมายหรือขอบเขตของคำว่า"ประชาชน" กล่าวคือ ใน EDSA I คำว่า "ประชาชน" หมายความถึงประชาชนทั้งหมดแต่ใน EDSA II คำว่า "ประชาชน"หมายถึง "ชนชั้นกลาง" ที่ดูถูก"ชนชั้นล่าง"หรือ"ชาวบ้าน"ซึ่ง "ชนชั้นล่าง" นี้ก็คือประชาชนที่ก่อการจลาจลต่อต้านรัฐบาลที่ได้รับการสนับสนุนจาก"ชนชั้นกลาง" ใน EDSA III นั่นเอง

 

การแตกแยกของประชาชนและความขัดแย้งระหว่างประชาชนฟิลิปปินส์เกิดขึ้นหลังจากการเมืองเปลี่ยนเป็นประชาธิปไตยในปีพ.. 2529 ประชาชนสองฝ่ายต่างก็มีทัศนคติทางการเมืองของตัวเองและแต่ละฝ่ายต่างก็พยายามสร้างความชอบธรรมให้กับตัวเองพร้อมกับโจมตีอีกฝ่ายหนึ่ง ปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้นักวิชาการญี่ปุ่นชื่อคูซากะ(Kusaka) ผู้เชี่ยวชาญสังคมและการเมืองของประเทศฟิลิปปินส์ ได้เขียนหนังสือภาษาญี่ปุ่นที่วางตลาดในปีนี้(..2556) ชื่อหนังสือในภาษาอังกฤษคือAnti-Civic Politics7นักวิชาการหนุ่มคนนี้ยืนยันว่าการเมืองประชาธิปไตยที่ประเทศฟิลิปปินส์นั้นเราควรอธิบายในแง่มุม "การเมืองศีลธรรมภายในประชาสังคม(moral politics in civil society) การเมืองศีลธรรม คือการเมืองที่สร้าง"กลุ่มดี" กับ "กลุ่มร้าย"และขีดเส้นแบ่งระหว่างสองกลุ่มอย่างชัดเจน กล่าวอีกนัยหนึ่งเป็นการเมืองเกี่ยวกับการสร้างคาจากัดความของ"ความดี" และ "ความชั่ว"การเมืองศีลธรรมนี้ต้องแยกออกจากการเมืองผลประโยชน์ซึ่งเกี่ยวข้องกับการแบ่งสรรปั่นส่วนทรัพยากรสิ่งที่สาคัญในการวิเคราะห์เกี่ยวกับการเมืองศีลธรรมนี้ ก็คือการจับตาการต่อสู้เพื่อสร้างอำนาจนำ(hegemony) ว่ากลุ่มใดที่สามารถสร้างคำจำกัดความที่ทำให้คนยอมรับว่ากลุ่มของตนเองเป็น"คนดี" ซึ่งทำให้มีความชอบธรรมที่จะได้อำนาจในการเป็นผู้นำทางปัญญาและทางศีลธรรมของสังคม

 

หากยึดคำอธิบายของคูซากะแล้วเราต้องเรียนรู้สามประเด็นเพื่อเข้าใจการเมืองศีลธรรมในประเทศฟิลิปปินส์ ประเด็นแรกคือแนวความคิดทางการเมืองของชนชั้นกลาง(middle class) ประเด็นที่สองเป็นเรื่องของพื้นที่สาธารณะ(public sphere) เพื่อให้ผู้คนถกเถียงกัน และประเด็นที่สามคือประชาสังคม(civil society)

ประเด็นแรก แนวความคิดทางการเมืองของชนชั้นกลางคูซากะอธิบายว่า นักวิชาการและปัญญาชนโดยทั่วไปมักคิดว่าเมื่อใดที่จำนวนชนชั้นกลางขยายตัวขึ้นโดยที่ชนชั้นกลางที่มีจิตสำนึกพลเมืองและศีลธรรมเหล่านี้ได้เข้ามามีบทบาททางการเมืองมากขึ้นแล้วก็จะทาให้ความขัดแย้งระหว่างชนชั้นกลางกับชนชั้นล่างลดน้อยลงเป็นลำดับ และการเมืองจะเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นแต่การสมมตินี้ไม่ตรงกับความเป็นจริง เพราะชนชั้นกลางจะขาด "พวกอื่น" ที่เป็น "มวลชนที่ไม่ดีและไม่มีความเป็นพลเมือง"ไม่ได้เป็นอันขาด ถ้าหากขาดไปแล้วชนชั้นกลางก็จะไม่มีตัวเปรียบเทียบที่จะทำให้ชนชั้นกลางเองมีตัวตนเป็น"พลเมืองที่ดี" ดังนั้นชนชั้นกลางจึงไม่สามารถจะรวมประชาชนทุกคนในประเทศให้เข้ามาเป็น"พลเมืองที่ดี" เหมือนกันหมด จำเป็นจะต้องมีกลุ่ม"พลเมืองที่ไม่ดี" อยู่ด้วยเสมอ

หากกล่าวอย่างรวบรัดก็คือ ในทัศนะของคูซากะเมื่อชนชั้นกลางกำหนดให้ตัวเองเป็น "คนดี"แล้ว พวกเขาก็ต้องสมมติ "คนไม่ดี" ขึ้นมา ชาวบ้านหรือชนชั้นล่างจึงถูกชนชั้นกลางสร้างความหมายให้กลายเป็น"คนไม่ดี" ซึ่งเมื่อเป็น "คนไม่ดี" ก็ไม่ควรจะมีสิทธิมีเสียงทางการเมืองเท่าเทียมกับชนชั้นกลาง

ประเด็นที่สอง พื้นที่สาธารณะคูซากะ อธิบายว่าสังคมฟิลิปปินส์ มีพื้นที่สองเขตหรือสองชั้น คือ "พื้นที่พลเมือง" กับ "พื้นที่มวลชน"เส้นแบ่งระหว่างสองพื้นที่ คือพื้นที่ของ "เรา"กับพื้นที่ของ "เขา" ได้แก่เส้นแบ่งเขตของชนชั้นทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับการแบ่งสรรทรัพยากรกับเส้นแบ่งเขตทางศีลธรรมที่แบ่ง "คนดี" กับ "คนไม่ดี" ออกจากกัน เส้นแบ่งเขตทางศีลธรรมนี้ไม่ได้ตรึงแน่นอยู่กับที่แต่เปลี่ยนแปลงได้ แต่ที่สาคัญก็คือ ยิ่งเน้นการเมืองเรื่องศีลธรรมมากขึ้นเพียงใดก็จะยิ่งลดความสาคัญของการเมืองเรื่องผลประโยชน์ลงไปมากเพียงนั้นแล้วในที่สุดจึงจะบ่อนทาลายประชาธิปไตยลงไป

ประเด็นที่สาม ประชาสังคมคูซากะ อธิบายว่ามีอยู่สองรูปแบบ แบบแรกคือแบบของต๊อกเกอวิลล์(Tocquevill)8แบบที่สองคือแบบของกรัมชี่(Gramsci)9

 

ประชาสังคมแบบต๊อกเกอวิลล์ ที่ประเทศฟิลิปปินส์คูซากะวิเคราะห์ว่า "ดูเหมือนว่ารวมประชาชนทั้งหมดแต่ในความเป็นจริงแล้วเป็นตัวแทนของชนชั้นกลางที่จับมือกับชนชั้นนำทางธุรกิจ แม้ว่าชนชั้นกลางจะประกาศอย่างเปิดเผยว่าเขาจะวางตัวห่างจากชนชั้นนำทางการเมืองและเรียกหาหลักการแบบสมัยใหม่ เช่น ทุนนิยม ระบบการปกครองหรือสังคมที่เน้นคุณงามความดีของบุคคลมากกว่าฐานะ(meritocracy) และความเป็นระเบียบเรียบร้อย" คูซากะกล่าวด้วยว่า"แนวความคิดที่นักกิจกรรมจากชนชั้นกลางอยากจะสั่งสอนฝึกฝนระเบียบวินัยให้กับคนจนหรือมวลชนที่ด้อยกว่าในเรื่องปัญญาและศีลธรรมนั้นได้ปกปิดเส้นแบ่งเขตที่กาจัดมวลชนออกไปจากประชาสังคม" และ"ชนชั้นกลางอ้างว่าตัวเองเป็น "พลเมือง"และกำหนดว่าคนจนเป็น "มวลชน / ไม่เป็นพลเมือง" จึงสามารถอวดความเหนือกว่าด้านศีลธรรมในประชาสังคม"

 

ส่วนประชาสังคมแบบกรัมชี่นั้นหมายถึงพื้นที่ซึ่งอำนาจนำ (hegemony) ของรัฐกับชนชั้นนำสามารถดัดแปลงประชาชนอย่างแนบเนียนจนประชาชนไม่รู้สึกตัวเพื่อให้ประชาชนเป็นผู้อยู่ใต้การปกครอง (subject) ที่จงรักภักดีต่ออำนาจรัฐและชนชั้นนำที่กุมอำนาจรัฐในขณะเดียวกันประชาชนต่างกลุ่มก็พยายามจะสร้างอำนาจนาของตนเองขึ้นมาเพื่อต่อต้านชนชั้นนำพร้อมกับการเปิดโปงให้เห็นถึงโครงสร้างอำนาจที่แฝงเร้นอยู่ภายใต้เปลือกนอกของความเป็น"พลเมือง" ที่ถูกรัฐและชนชั้นนาสร้างขึ้น

 

คูซากะอธิบายต่อไปว่า "ที่ประเทศฟิลิปปินส์ ชนชั้นกลางเชื่อว่าในด้านศีลธรรมนั้นพวกเขามีสถานะสูงที่สุดคือเหนือกว่ารัฐ ชนชั้นนำทางการเมือง และคนจน และพวกเขาต้องเป็นผู้นำในขบวนการปฏิรูปศีลธรรมสังคม และการเมืองให้ดีขึ้น เนื่องเพราะมีความเชื่อว่าพวกเขาเป็นพระเอกในเหตุการณ์พ..2529" ชนชั้นกลางของฟิลิปปินส์คิดว่ามวลชนไม่สามารถจะเข้าร่วมในการเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างอิสระแต่จะต้องถูกปลุกระดมเท่านั้นเพราะมวลชนยังขาดการศึกษาและถูกหลอกได้ง่าย ชนชั้นกลางจึงนิยมใช้คำว่า"ม็อบถูกขนมา" หรือ "ม็อบรับจ้าง"นอกจากนี้ "ชนชั้นกลางยกย่องเหตุการณ์EDSA II (Dos) ว่าเป็นชัยชนะของพลเมืองที่มีศีลธรรมที่ได้โค่นล้มผู้นาทุจริตอย่างนายโจเซฟเอสทราด้า ลงไป ในขณะเดียวกันชนชั้นกลางให้ความหมายต่อเหตุการณ์ EDSAIII(Tres) ว่าเป็นการจลาจลของมวลชนที่ไร้ศีลธรรมอย่างสิ้นเชิง"

เรื่องชนชั้นกลางกับประชาสังคมของประเทศฟิลิปปินส์นี้มีลักษณะหลายอย่างที่คล้ายคลึงกับประเทศไทย

 

2.2 กรณีประเทศไทย

ชนชั้นกลางไทยเริ่มมีความสำคัญหลังเหตุการณ์พฤษภาคมพ..2535 เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเนื่องมาจากการรัฐประหารของรสช. ในเดือนกุมภาพันธ์ พ..2534 สมัยนั้นประชาชนไทยและผู้เชี่ยวชาญเรื่องการเมืองไทยส่วนมากคาดคิดว่าการรัฐประหารจะไม่เกิดขึ้นหรือแม้ว่าจะเกิดขึ้นก็ไม่สาเร็จอีกแล้วด้วยเหตุผลสำคัญ2 ประการคือ 1) การรัฐประหารไม่บรรลุความสำเร็จทั้งในปีพ.. 2524 และปี พ.. 2528 2) ดูเหมือนว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ทรงส่งเสริมประชาธิปไตยและไม่ยอมรับการรัฐประหารอีกแล้วแต่การทำรัฐประหารของ รสช. สาเร็จอย่างผิดความคาดหมายเพราะผู้นำทหารมีเอกภาพสูงมากถึงระดับที่ไม่ค่อยปรากฏในประวัติศาสตร์ไทยเมื่อไม่มีการแตกเป็นกลุ่มที่คานอำนาจของผู้บัญชาการทหารบก ก็ไม่มีใครสามารถหยุดยั้งการรัฐประหารนำโดยผบ.ทบ. ได้ เมื่อ พล..สุจินดา คราประยูร ผบ.ทบ.จับมือกับผู้นำทางทหารรุ่นเดียวกันอย่างแนบแน่นและคุมอำนาจได้อย่างเบ็ดเสร็จก็สามารถก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ภายหลังการเลือกตั้งเดือนมีนาคม พ.. 2535 ทำให้ประชาชนกับนักการเมืองหลายส่วนไม่พอใจอย่างมากเพราะคนเหล่านี้เกรงว่า รัฐบาล พล..สุจินดาคราประยูร จะมีลักษณะคล้ายกับรัฐบาลพล..เปรม ติณสูลานนท์ คือ จะครองอำนาจยาวนานเพราะได้รับการสนับสนุนจากหลายฝ่ายทั้งจากกองทัพ พรรคการเมือง และสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งๆ ที่ตัวนายกรัฐมนตรีเองไม่ยอมลงสมัครรับการเลือกตั้ง

 

ประชาชนเคลื่อนไหวเรียกร้องให้พล..สุจินดา คราประยูร ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตั้งแต่เดือนเมษายนพ.. 2535 เมื่อถึงเดือนพฤษภาคม พล..จำลอง ศรีเมือง ก็กระโดดเข้ามาโดยพยายามระดมคนที่เข้าร่วมชุมนุมเพื่อร้องตะโกนว่า"เหี้ยสุ ออกไป" และเพื่อจะระดมคนให้ได้มากขึ้นพล..จำลอง ศรีเมือง จึงตั้ง "สมาพันธ์ประชาธิปไตย" ขึ้นมา มีนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยเป็นแกนนำเช่นนายสมศักดิ์ โกศัยสุข นางประทีป อึ้งทรงธรรม นายแพทย์ สันต์ หัตถีรัตน์ และ นายแพทย์เหวง โตจิราการ เป็นต้น10เมื่อประชาชนเข้าร่วมชุมนุมมากขึ้นผู้นำทหารก็ปราบปรามอย่างรุนแรง (ก่อนหน้านั้นไม่ได้ใช้ความรุนแรงปราบปรามกลุ่มที่เคลื่อนไหวเพราะพล..สุจินดา คราประยูร กับพล..จำลอง ศรีเมือง เป็นนักเรียนนายร้อย จ.ปร. รุ่นเดียวกันและเป็นญาติกันด้วย) ส่งผลให้มีคนเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก (จนเรียกกันว่าเหตุการณ์"พฤษภาฯทมิฬ") และในตอนนั้นเองที่พระมหากษัตริย์เสด็จลงมาสั่งสอนทั้งพล..สุจินดา คราประยูร และ พล..จำลอง ศรีเมือง

 

เหตุการณ์ "พฤษภาฯทมิฬ" นี้มีผลต่อการเมืองไทยอย่างมาก ที่สำคัญคือ1) ทหารออกจากเวทีการเมือง 2) นายกรัฐมนตรีต้องมาจากส.. เพราะหลังเหตุการณ์ "พฤษภาฯทมิฬ" ได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ..2534 บางมาตรา และ 3) เริ่มมีการกระจายอำนาจ

 

แน่นอนว่าเหตุการณ์นี้ทาให้การเมืองไทยเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นและเป็นผลงานของประชาชนทุกชั้น ทุกเพศ ทุกวัย ทุกท้องถิ่น ที่เข้าร่วมหรือสนับสนุนการชุมนุมแต่มีคนพยายามตีความว่าเป็นผลงานของคนเฉพาะบางกลุ่ม และประสบความสำเร็จในการทำให้ผู้คนยอมรับว่าเป็นผลงานของ "ชนชั้นกลาง (ในเขตเมือง)" เพราะว่า1) ในแง่มุมทางวิชาการนั้น ทฤษฎีที่ว่าชนชั้นกลางเป็นผู้นำประชาธิปไตยเข้ามาในประเทศนั้นเป็นแนวความคิดที่มีอิทธิพลสูงมากปัญญาชนจึงยอมรับได้ง่ายมาก 2) ตัวปัญญาชนเองเป็นส่วนสำคัญของ"ชนชั้นกลาง" จึงยอมรับได้ง่ายและอย่างสบายใจมากด้วยและ 3) ได้มีคนชั้นกลางที่เข้าร่วมชุมนุมจริงและเป็นเป้าสายตาชัดเจนจึงดูเหมือนมีสัดส่วนของชนชั้นกลางที่ร่วมชุมนุมมากเกินความเป็นจริง เนื่องจากจำนวน"ชนชั้นกลาง" ที่ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็วหลังปีพ..2528 และ"ชนชั้นกลาง"ไม่เคยเข้าร่วมในการเลื่อนไหวทางการเมืองมาก่อน การเข้าร่วมเคลื่อนไหวของชนชั้นกลางจึงเด่นสะดุดตากว่าคนกลุ่มอื่น

 

หลังเหตุการณ์ "พฤษภาฯทมิฬ" นี้ ความคิดเห็นของปัญญาชนที่ได้รับการเผยแพร่ผ่านสื่อมวลชนเป็นเสมือนมติมหาชนซึ่งถ้าหากจะเขียนว่า "มติของปัญญาชนกลายเป็นมติมหาชน"ก็อาจจะเกินความเป็นจริงไปบ้าง แต่ข้อความดังกล่าวนี้ก็ผิดไปจากความเป็นจริงไม่มากนัก11ดังนั้นจึงเกิดสภาวะ "ชนชั้นกลางในเขตเมืองมีเสียงดังทั้งๆ ที่มีคะแนนเสียงน้อย ในขณะที่คนในชนบทมีคะแนนเสียงมากแต่มีเสียงเบา" เนื่องจากชนชั้นกลางเสียเปรียบในการเมืองแบบการเลือกตั้ง จึงไม่พอใจกับการเมืองหลังพ..2535 ซึ่งทาให้ ส.. ที่คุมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้อำนาจ ชนชั้นกลางจึงสนับสนุนการปฏิรูปการเมืองอย่างพร้อมเพรียงกันเพราะพวกเขาเชื่อว่าจะช่วยให้มีโอกาสควบคุมอำนาจของส.. ส่วนใหญ่ที่เป็นตัวแทนของชาวบ้านได้บ้างผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิรูปการเมืองก็คือรัฐธรรมนูญ พ..2540นั่นเอง

 

การเลือกตั้งในปีพ..2544 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกภายใต้รัฐธรรมนูญพ..2540 ทำให้ประชาชนได้รัฐบาลที่มีลักษณะแปลกใหม่ดีคือเป็นรัฐบาลที่ฟังเสียงของคนส่วนใหญ่แทนคนส่วนน้อยที่มีเสียงดัง ในระยะแรกชนชั้นกลางก็สนับสนุนรัฐบาลนี้ด้วยแต่เมื่อพรรคไทยรักไทยได้ชัยชนะอย่างท่วมท้นในการเลือกตั้ง พ..2548 ชนชั้นกลางที่ไม่พอใจการเลือกตั้งก็เพิ่มจานวนขึ้นมากเพราะตระหนักแก่ใจอย่างชัดเจนเป็นครั้งแรกว่าตนเองเป็นเสียงข้างน้อยในการเลือกตั้งและคาดการณ์ว่าในปัจจุบันและอนาคตรัฐบาลจะต้องเอาใจคนส่วนใหญ่มากขึ้นไปอีก

 

3 การเมืองที่ถูกต้องในทัศนะของพวกนิยมเจ้า

 

3.1 บันไดสามขั้นสู่อำนาจนาทางการเมือง( hegemony)

ตามระบอบประชาธิปไตยแล้ว เจ้าของอำนาจอธิปไตยคือประชาชนแต่ในเมืองไทยได้มีการต่อสู้กันในเรื่องที่ว่าใครคือเจ้าของอำนาจอธิปไตยมาตั้งแต่ระยะแรกที่ได้รับอิทธิพลตะวันตกเข้ามาคือในสมัยรัชกาลที่ 4 การต่อสู้นี้เข้มข้นขึ้นมากตั้งแต่เกิดการปฏิวัติพ..2475 เป็นต้นมา เกี่ยวกับประเด็นนี้ณัฐพล ใจจริง ได้อธิบายไว้อย่างชัดเจน กล่าวคือ รัฐธรรมนูญฉบับแรกได้กาหนดว่า"อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย"12แต่ฝ่ายนิยมเจ้าประสบความสำเร็จในการแก้ไขข้อความนี้รัฐธรรมนูญฉบับวันที่10 ธันวาคม พ.. 2475 จึงระบุว่า"อำนาจอธิไตยย่อมมาจากปวงชนชาวสยาม พระมหากษัตริย์ผู้เป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้น"ซึ่งข้อความดังกล่าวนี้สอดคล้องกับแนวความคิดเรื่อง "อเนกชนนิกรสโมสรสมมติ" เป็นอย่างดี13

 

ฝ่ายกษัตริย์นิยมนั้น แม้ว่าได้พ่ายแพ้ในการต่อสู้เพื่อครองอำนาจทางการเมืองในช่วงระหว่างพ..2476-2488 แต่ทว่าได้รับความสำเร็จในฟื้นคืนสู่อำนาจด้วยกระบวนการก้าวกระโดดในสามขั้นตอน(hop, skip and jump) ก้าวกระโดดขั้นตอนแรกคือการรัฐประหารใน พ.. 2490 ก้าวกระโดดขั้นตอนที่สองคือการรัฐประหารใน พ.. 2500 และ พ.. 2501 และก้าวกระโดดขั้นตอนที่สามคือเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ..2516

 

การรัฐประหาร พ..2490 ทำให้ฝ่ายกษัตริย์นิยมสามารถโค่นล้มกลุ่มปรีดีพนมยงค์ กับ เสรีไทย ซึ่งเรืองอำนาจในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองได้สาเร็จ ในแง่หนึ่งฝ่ายพลเรือนในคณะราษฎรตกจากอำนาจไปเหลือแต่ฝ่ายทหารของจอมพล ป. พิบูลสงคราม แต่ส่วนที่เหลือนี้ก็ถูกโคนล้มลงไปในการรัฐประหารพ..2500 ซึ่งทาให้บุคคลชั้นนำของคณะราษฎรกลุ่มสุดท้ายต้องพ่ายแพ้และออกจากเวทีการเมืองจนหมดสิ้นมิหนำซ้ำในปีถัดมา อุดมการณ์ของคณะราษฎรก็ได้ถูกปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงจากการรัฐประหารพ.. 2501 ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นการ"ปฏิวัติ" ในแง่ที่ได้ล้มล้างมรดกทางการเมืองของคณะราษฎรลงอย่างสิ้นเชิงในทางกลับกันก็หมายความด้วยว่า อุดมคติหรือคุณค่าทางการเมืองของฝ่ายตรงข้ามกับคณะราษฎรได้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาแล้ว

 

เหตุการณ์ 14ตุลาคม พ..2516 ทาให้สถาบันพระมหากษัตริย์ได้อำนาจนำทางการเมืองโดยสถาบันพระมหากษัตริย์ทรงสามารถควบคุมทั้งกองทัพและระบบราชการพลเรือน ทั้งๆ ที่เมื่อ15 ปีก่อนหน้านั้นในสมัยรัฐบาลทหาร ยังไม่ชัดเจนนักว่าในระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับกองทัพใครมีอำนาจมากกว่าใครและที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือความชอบธรรมด้านประชาธิปไตยที่สถาบันพระมหากษัตริย์สามารถจับกระแสได้กล่าวคือ เมื่อเริ่มจัดการเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่งภายหลังจากที่กองทัพยึดกุมอำนาจมายาวนานโดยที่การเมืองเริ่มเปลี่ยนเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น อำนาจทางการเมืองย่อมจะตกอยู่ในมือของส.. ซึ่งเป็นผู้แทนของประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยในระบอบประชาธิปไตยซึ่งในสภาวะดังกล่าวนี้สถาบันพระมหากษัตริย์ยังคงรักษาอำนาจบารมีเอาไว้ได้เพราะทรงเป็นผู้เปิดประตูสู่การเมืองแบบการเลือกตั้งกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ สถาบันพระมหากษัตริย์ทรงมีอำนาจเหนือ ส.. ที่เพิ่งได้ความชอบธรรมทางการเมือง และทรงมีอำนาจเหนือทหารที่สูญเสียความชอบธรรมทางการเมืองไปแล้ว

 

3.2 ระบอบใหม่

อาจารย์เกษียร เตชะพีระ อธิบายว่า "บุคลิกหรือลักษณะเฉพาะของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข แบบหลัง14 ตุลา 2516 คือพระราชอำนาจมีลักษณะไม่เป็นทางการที่มากกว่าจะเป็นตัวบทกฎหมายลายลักษณ์อักษรที่เป็นทางการ" และ"พระราชอำนาจ ฐานะ และความมั่นคงของสถาบันกษัตริย์อาจขึ้นอยู่กับ...ปัจจัยที่ว่าตัวผู้มาเป็นนายกรัฐมนตรีนั้นเป็น "คนอย่างไร"14

อาจารย์เกษียร เตชะพีระ วิเคราะห์ว่า

 

"สถาบันจะลงไปเล่นการเมืองอย่างเต็มตัวได้เมื่อเกิดสุญญากาศทางการเมืองจริงๆอย่าง14 ตุลาคม แต่เมื่อได้ก้าวลงไปจัดการทางช่องว่างดังกล่าวหมดไปแล้ว สถาบันพระมหากษัตริย์จะต้องรีบกลับไปอยู่เหนือการเมืองอย่างเดิมโดยเร็วที่สุดเพื่อที่จะได้พร้อมจะได้ลงมาช่วยได้อีก"15

อาจารย์เกษียร เตชะพีระ อ้างถึงข้อความในงานเขียนของอาจารย์ธงทอง จันทรางศุ ซึ่งเขียนไว้ว่า

...หลังเหตุการณ์14 ตุลาคม 2516 มาแล้ว ในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญบางฉบับได้มีสมาชิกรัฐสภาเสนอแนวคิดที่จะถวายพระราชอานาจในส่วนที่เป็นบทบัญญัติลายลักษณ์อักษรในรัฐธรรมนูญให้เพิ่มพูนหรือชัดเจนขึ้นกว่าแต่ก่อน...ซึ่งเหตุการณ์ได้ปรากฏเป็นที่แจ้งชัดแล้วว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมิได้ทรงมีพระราชประสงค์เช่นนั้น ผู้เขียนจึงเห็นว่าตัวบทรัฐธรรมนูญในส่วนที่ว่าด้วยพระราชอานาจของพระมหากษัตริย์เท่าที่มีอยู่ในเวลานี้(หมายถึงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ..2521- เกษียร เตชะพีระ) ดูจะเป็นการเหมาะสมและพอเพียงแล้วไม่ควรที่จะแก้ไขเพิ่มเติมแต่ประการใด พระราชอำนาจตามกฎหมายรัฐธรรมนูญในส่วนที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรก็ควรคงไว้ในลักษณะที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรต่อไปด้วยสามารถอ่อนตัว (flexible) เข้ากับเหตุการณ์บ้านเมืองที่ผันแปรไปแต่ละยุคสมัยได้ดังที่ผู้เขียนได้สรุปไปแล้วในตอนต้นว่า พระราชอำนาจในส่วนนี้จะทรงใช้ได้ในขอบเขตเพียงไรนั้นย่อมขึ้นอยู่กับปัจจัย 3 ข้อ คือ ความจงรักภักดีของราษฎรพระบารมีของพระมหากษัตริย์ และลักษณะของรัฐบาลประกอบกัน หากนำพระราชอำนาจในส่วนนี้ไปบัญญัติเป็นลายลักษณ์อักษรที่แจ้งชัดแล้วก็จะมีลักษณะที่กระด้าง (rigid) อาจไม่เหมาะสมกับความเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองได้สมดังกระแสพระราชดารัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน ที่เคยพระราชทานสัมภาษณ์ครั้งหนึ่งว่า"สถาบันพระมหากษัตริย์ในประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ"16

 

ดังที่ อาจารย์ธงทอง จันทรางศุอธิบายไว้ว่า อานาจบารมีของพระมหากษัตริย์ขึ้นอยู่กับปัจจัยสามประการ คือ องค์พระมหากษัตริย์เองนายกรัฐมนตรี และประชาชน อาจกล่าวได้ว่านายกรัฐมนตรีที่ดีในสายตาของพวกกษัตริย์นิยมได้แก่นายกรัฐมนตรีที่ไร้ความสามารถหรือขาดเสถียรภาพ จึงต้องอาศัยความช่วยเหลือจากพระมหากษัตริย์ตรงกันข้าม เมื่อนายกรัฐมนตรีมีความสามารถสูงและมีความชอบธรรม โดยมีประชาชนจานวนมากให้ความนิยมชมชอบกลับเป็นสภาพที่ไม่ดีในทัศนะของพวกกษัตริย์นิยม เมื่อมองในแง่นี้ นายกรัฐมนตรีที่มาจากการรัฐประหารและขาดความชอบธรรมแบบประชาธิปไตยนั้นย่อมเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดี เช่น อาจารย์ชัยอนันต์ สมุทวณิช ได้กล่าวในที่เสวนาทางวิชาการเรื่อง"ปฏิญญาฟินแลนด์ ยุทธศาสตร์ครองเมือง" ซึ่งจัดที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อวันที่24 พฤษภาคม 2549 ดังนี้

 

...ลักษณะของพรรคในเมืองไทยที่ผ่านมามันเป็นความพยายามที่จะให้พรรคสร้างตัวบุคคลมากกว่า พรรคสร้างหัวหน้าพรรคให้มีลักษณะเป็นผู้นามวลชนเพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่า แม้กระทั่งกลับเข้ามาทางานก็ต้องมีคนเอาดอกไม้มาให้เยอะแยะลงไปถึงประชาชน จริงๆ แล้วการที่บุคคลคนเดียวจะทำอะไร แล้วก็มีคนมาแห่แหนเนี่ย ธรรมเนียมไทยเขาไม่ค่อยทำกันเขามีแต่ทำกันก็การที่ประชาชนไปรับเสด็จเท่านั้น

เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ก็อาจจะเป็นส่วนลึกที่พรรคหัวหน้าพรรค ก็ไม่ค่อยรู้ธรรมเนียมเท่าไร เพราะฉะนั้นการที่คนๆ เดียวจะขึ้นมามีอำนาจในสังคมไทยก็เป็นเรื่องที่มีความสาคัญ เพราะว่าประเทศไทยไม่ค่อยจะมีบุคคลเดียวที่ขึ้นมามีอำนาจโดยอาศัยความชอบธรรมจากการเลือกตั้งด้วยเรามองย้อนไป จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ขึ้นมา ก็ไม่ได้มีความชอบธรรมในแง่ว่ามีพรรคการเมืองที่เกิดขึ้นแต่ความชอบธรรมที่ได้มาจากระบบการเลือกตั้งเนี่ย เราก็รู้ว่ามันได้มาเพราะว่ามีแผนการที่เป็นขั้นตอนที่จะทาให้สามารถคุมองค์กรอิสระต่างๆ ได้

 

อีกอย่างหนึ่งก็คือ การที่ต้องการให้ข้าราชการเกิดความเกรงกลัวด้วยแต่ที่สำคัญที่เราน่าคิดคือว่า 5 ปีที่ผ่านมา เราไม่ค่อยเห็นการสร้างพรรคไทยรักไทยมากกว่าสร้างตัวพ...ทักษิณเอง โดยเฉพาะถ้ามีประชาชนกลุ่มหนึ่งมาต่อต้านเราจะเห็นชัดเจนว่าจะมีการสร้างประชาชนอีกกลุ่มหนึ่ง ไม่ได้สนับสนุนพรรคไทยรักไทยแต่สนับสนุนบุคคลคนเดียวโดยตรง

 

เพราะฉะนั้นความสำนึกใหม่อันนี้ผมคิดว่าจะเป็นเรื่องที่เราน่าจะนำไปโยงด้วยว่า สิ่งที่เราเห็นว่าอีกหน่อยถ้าทำอย่างนี้ไปได้สถาบันพระมหากษัตริย์กับประชาชนคงจะต้องห่างออกไป ที่เรียกว่าเป็นเพียงสัญลักษณ์ หมายความว่าพระมหากษัตริย์มีบทบาทในแง่ของพิธีการเท่านั้นแต่นอกนั้นบทบาทอื่นๆ ที่จะมาสัมผัสกับประชาชนจะไม่มี ซึ่งอันนี้ผิดไปจากรัฐบาลสมัยจอมพลสฤษดิ์จอมพลสฤษดิ์ไม่ได้รับเลือกตั้งมา ไม่มีความชอบธรรม แต่จอมพลสฤษดิ์เป็นผู้ที่นำสถาบันพระมหากษัตริย์กับประชาชนเข้ามาใกล้ชิดกันสิ่งนั้นประชาชนจึงสนับสนุนจอมพลสฤษดิ์ แต่ในระยะหลังๆ นโยบายหลายอย่างของรัฐบาลสวนทางกับพระราชดาริค่อนข้างชัดเจน17

 

คำกล่าวข้างต้นนี้ ชี้ให้เราเข้าใจว่าพวกกษัตริย์นิยมมองพ...ทักษิณ ชินวัตร ว่าเป็นภัยต่อสถาบันพระมหากษัตริย์เพราะ 1) ...ทักษิณ ชินวัตร มีความชอบธรรมแบบประชาธิปไตยอันมาจากการเลือกตั้ง และ2) ประชาชนสนับสนุน พ...ทักษิณ ชินวัตร อย่างมาก ประเด็นที่สองนี้ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นที่ประจาอยู่ที่กรุงเทพฯในช่วงพ..2549 เขียนว่า

เมื่อข้าพเจ้าพบกับนายกฯทักษิณเมื่อปลายเดือน เม.. 2549 นายกฯคิดอยู่ว่าเขาเผชิญหน้ากับสภาพยุ่งยากเนื่องเพราะประชาชนนนิยมเขามากไปแต่สิ่งที่ปรากฏทีหลังเมื่อเดือนมิถุนายนปีเดียวกัน ในงานฉลองสิริราชสมบัติครบ60 ปี คงได้ทาลายความมั่นใจในตัวเอง ความหลงตัวเองของเขาอย่างสิ้นเชิงเพราะประชาชนได้แสดงความรักนับถือต่อพระมหากษัตริย์อย่างคลั่งไคล้

ข้าพเจ้าคิดว่านายกฯ ทักษิณคงต้องรู้สึก "แพ้" เมื่อเห็นประชาชนแสดงความรักนับถือต่อพระมหากษัตริย์อย่างสมัครใจโดยไม่ได้ถูกบังคับเลยมีหลายโอกาสที่ประชาชนได้เข้ามากรุงเทพฯเพื่อสนับสนุนนายกฯ ทักษิณ แต่จานวนคนนั้นเทียบกับจานวนประชาชนที่รับเสด็จในงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60ปีไม่ได้เลย ไม่ถึงหนึ่งในสิบด้วยซ้า อนึ่งคนที่สนับสนุนนายกฯทักษิณนั้นส่วนมากถูกจัดตั้งโดยมีค่ารถกับอาหารด้วย.....นายกฯ ทักษิณคงได้เรียนรู้ว่าความนิยมต่อตัวเองสู้กับความรักนับถือต่อพระมหากษัตริย์ไม่ได้18

 

การมองเช่นนี้เป็นเรื่องแปลกและตลกมากเพราะในยุคสมัยนี้คงไม่มีที่ไหนอีกแล้วที่พระมหากษัตริย์กับนายกรัฐมนตรีต้องมาต่อสู้กันในเรื่องความนิยมเช่น สหราชอาณาจักร์หรือญี่ปุ่นสมัยปัจจุบันก็ไม่มีการสู้กันแต่อย่างใด เพราะโดยทั่วไปแล้วพระมหากษัตริย์กับนายกรัฐมนตรีมิได้อยู่ใน "พื้นที่" เดียวกัน เฉพาะในประเทศที่มีการแย่งชิงอำนาจกันเท่านั้นที่จะสามารถเปรียบเทียบได้ว่าฝ่ายใดได้รับความนิยมจากประชาชนมากกว่า

 

อาจารย์เกษียร เตชะพีระ เขียนว่าหากเรานิยาม อำนาจนำ (hegemony) ว่าหมายถึงภาวะการนำโดยผู้ตามยินยอมพร้อมใจและยินดีกระทั่งกระตือรือร้นที่จะตาม(leadership by consent) หรืออีกนัยหนึ่งการที่ผู้ตามยอมปฏิบัติตามการนาโดยไม่ต้องบังคับกะเกณฑ์(non-coercive compliance) แล้ว พาดหัวข่าวในระยะหลังนี้ อาทิ: -

"หยุด จาบจ้วงสถาบันกษัตริย์ ประยุทธ์ลั่น ขอให้เลิกเจ้าหน้าที่รู้หมด ยกพระองค์ท่านเหนือขัดแย้งต้องขจัดเว็บไซต์-ใบปลิว ฮึ่มทหารอยู่กับโจรไม่ได้ ศอฉ.สั่งติดรูปผู้ร้ายทุกด่าน" (มติชนรายวัน,23 ตุลาคม 2553)

"ห้ามแดงชุมนุมรับเลขายูเอ็น ประยุทธ์สั่ง บี้กลุ่มจาบจ้วงสถาบันต่อ จี้ถามผู้ปกครอง-ปู่ย่าตาถึงพระมหากรุณาธิคุณ..." (มติชนรายวัน,26 ตุลาคม 2553)

"Wicheantakes it personally, Police chief vows to crack down on anti-monarchycampaigners as his top priority" (Bangkok Post, 1 November 2010)

ดูจะส่อว่าสถานการณ์กาลังโน้มไปในทางตรงกันข้ามอย่างน่าเป็นห่วง19

 

นี้แสดงว่าอานาจนาของพระมหากษัตริย์เริ่มสั่นคลอนสาเหตุสำคัญคงมาจากการที่มีคนรู้สึกไม่สบายใจที่ดูเหมือนว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ถูกใช้เป็นเครื่องมืออันหนึ่งในการต่อสู้เพื่อจำกัดอำนาจอธิปไตยของประชาชนจนทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ถูกมองโดยคนบางกลุ่มว่าเป็นอุปสรรคสำหรับประชาธิปไตย ซึ่งผู้เขียนคิดว่าจะต้องรีบจัดการกับปัญหานี้โดยเร็วที่สุดเพื่อปกป้องรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์เอาไว้

 

4 สรุป

 

หากเราดูอย่างผิวเผิน สิ่งที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างพวก "ประชาสังคม" กับพวก "กษัตริย์นิยม"คือการต่อต้าน พ...ทักษิณ ชินวัตร แต่เราต้องตั้งคำถามว่า หลังจากไม่มี พ...ทักษิณ ชินวัตร แล้ว สองพวกนี้จะเลิกต่อต้านประชาธิปไตยหรือไม่คำตอบก็คงจะเป็น "ไม่" เพราะสิ่งที่เป็นปัญหาตัวจริงสำหรับพวก"ประชาสังคม" กับพวก "กษัตริย์นิยม"ไม่ใช่ พ...ทักษิณ ชินวัตร แต่คือระบอบการเมืองที่ผู้นำได้ความชอบธรรมมาจากการเลือกตั้งโดยได้รับคะแนนเสียงจากคนส่วนใหญ่ในประเทศถึงอย่างไรชนชั้นกลางก็ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งถึงแม้ว่าผู้นาคนนั้นจะไม่ใช่พ...ทักษิณ ชินวัตรแล้วก็ตาม พวกกษัตริย์นิยมก็เหมือนกัน เมื่อใดที่ผู้นำได้ความชอบธรรมจากการเลือกตั้งสถาบันพระมหากษัตริย์ที่พวกเขาให้ความสำคัญก็ย่อมจะแทรกแซงการเมืองได้น้อยลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ในแง่นี้ ศีลธรรมอาจจะใช้ได้ดีกว่าสวยกว่า การที่จะพากันต่อต้าน "ทักษิณ" แต่เมื่อประชาชนเรียนรู้มากขึ้นว่า "คนดี" ที่ "การเมืองศีลธรรม" ยกย่องนั้นไม่เคยมีอยู่จริงทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เมื่อนั้นการใช้ "การเมืองศีลธรรม" ก็จะยากมากขึ้น ตัวอย่างที่ดีคือรัฐบาลพล..สุรยุทธ จุลานนท์ ซึ่งจะต้องถือว่าเป็นรัฐบาลคนดีแต่ผลงานด้านต่างๆ ไม่ค่อยน่าประทับใจ20อนึ่งการสำรวจความคิดเห็นประชาชนโดยสำนักโพลล์ต่างๆล้วนแสดงว่าประชาชนต้องการรัฐบาลที่ทำให้ชีวิตดีขึ้นมากกว่ารัฐบาลที่ไม่ทุจริตคอร์รัปชั่น

 

ความพยายามที่จะจำกัดอำนาจอธิปไตยของประชาชนนั้นไม่มีทางสำเร็จได้เลยการต่อสู้กันได้ดำเนินมานาน 8 ปีแล้ว ก็ยังไม่ยุติ การต่อสู้ยืดเยื้อยาวนานมีปัจจัยสำคัญอยู่ที่สื่อมวลชนที่ได้อำนาจมากขึ้นหลังเหตุการณ์"พฤษภาทมิฬ พ..2535" เพราะสื่อมวลชนเป็นกระบอกเสียงของชนชั้นกลางเมื่อสื่อมวลชนมิได้วางตัวเป็นกลางแต่มักจะเข้าข้างชนชั้นกลาง สื่อมวลชนแบบนั้นก็มีบทบาทสูงมากในการต่อสู้ทางการเมืองในระยะ8 ปีที่ผ่านมา

 

"ใบตองแห้ง"กล่าวว่า "สื่อเหลืองสุดโต่งจริงๆ มันเหลือน้อยแต่พวกที่มีมากกว่าคือสื่อทัศนะที่ตั้งตัวเองเป็นตะเกียงชี้นำประชาชน คิดว่าจะต้องนาไปสู่ทิศทางที่ตัวเองเชื่อถือเท่าที่คุยกับหลายราย ยังคิดเรื่องเกมอำนาจ คือสื่อเอาตัวเองไปเล่นเกม มองเรื่องเกมมากกว่าเรื่องหลักการคุยกับน้องบางคน เขาบอกว่า ที่พี่พูดหลักการมันถูกหมดแหละ แต่เราต้องคิดเรื่องเกมด้วยว่าในการเอาชนะการต่อสู้กันจะเป็นอย่างไรต่อไป อนาคตของประเทศจะเป็นอย่างไรต่อไป พูดง่ายๆ ถ้าเป็นประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์แบบพรรคเพื่อไทยจะมีอำนาจแบบล้นเหลือ คิดแบบพันธมิตรฯ พอคิดอย่างนี้แล้ว ก็เลยต้องเบรคแล้วให้กลไกตุลาการภิวัฒน์คานอำนาจกับพรรคเพื่อไทย คือเขาไม่เชื่อเรื่องหลักการ ถ้ากระจายอำนาจทำให้ประชาชนตื่นตัวจะตรวจสอบรัฐบาลเอง เขาไม่เชื่อ แต่เขาคิดว่า ต้องพึ่งอำนาจอีกฝ่ายจึงจะถ่วงดุลพรรคเพื่อไทยได้คือความคิดแบบนี้ ทาให้สื่อมองการทำหน้าที่ของตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของเกมอานาจ และพยายามผลักดันให้เป็นไปตามตัวเองต้องการคือ ยอมให้เป็นประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ไม่ได้ ทัศนะแบบนี้ มันสะท้อนออกค่อนข้างเยอะ เวลาที่เราดูนักหนังสือพิมพ์ที่ไม่ได้บอกว่าเหลืองจัดแต่ที่เหลือ ก็ยังมีทัศนะอย่างนี้อยู่เยอะ คือ คิดว่าต้องมีบทบาทชี้นำประชาชน ให้ขวางการเป็นประชาธิปไตยเอาไว้เพื่อไม่ให้เพื่อไทยครองอำนาจเต็มที่ ทัศนะแบบนี้ แฝงในสื่อเยอะ โดยเฉพาะผู้มีบทบาทนำๆในวงการ บางครั้งยอมรับหลักการแต่เขามองเรื่องเฉพาะหน้า เรื่องสถานการณ์เรื่องเกม"21

 

"ใบตองแห้ง"กล่าวด้วยว่า "สายพันธมิตรฯ มาจากภาคประชาสังคมซึ่งคิดเรื่องความเหลื่อมล้ำ คิดเรื่องความเป็นธรรม คนยากจน ชีวิตประชาชน ถูกเอารัดเอาเปรียบความคิดด้านนี้มีมากกว่า" และ "ปัญหาคือพันธมิตรฯ ไปคิดเรื่องการเอาชนะ ไปคิดเรื่องล้มระบอบทักษิณอย่างเดียว กระทั่งยอมเสียจุดยืนประชาธิปไตยไป"22มาถึงจุดนี้ผู้เขียนไม่แน่ใจเสียแล้วว่า ที่ "ใบตองแห้ง" กล่าวถึงนี้เป็นเรื่องของประเทศไทยหรือประเทศฟิลิปปินส์

 

 

เชิงอรรถ

1http://www.systemicpeace.org/polity/polity4.htm  

2http://www.freedomhouse.org/sites/default/files/FIW%202013%20Booklet.pdf

3 Steven Levitsky and LucanA. Way, Competitive Authoritarianism: Hybrid Regimes after the Cold War (CambridgeUniversity Press, 2010).

4 Ibid.,chapter 1.

5 สำหรับคำอธิบายเกี่ยวกับคำนี้ดู สายชล สัตยานุรักษ์, คึกฤทธิ์กับประดิษฐธรรม"ความเป็นไทย" เล่ม ๒ (มติชน,2550)ม หน้า 181-182. สนธิ ลิ้มทองกุลก็พูดถึงคำนี้เช่นใน 11 .. 2548, สนธิ ลิ้มทองกุล และ สโรชา พรอุดมศักดิ์, เมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรถวายคืนพระราชอำนาจ (สำนักพิมพ์บ้านพระอาทิตย์,2546, หน้า 341-342. 

6 Joseph Estrada ได้รับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีของเมืองหลวง Manilaในเดือนพ.. ปีนี้(..2556) ในขณะเดียวกัน Arroyoได้รับเลือกตั้งเป็นส..ใน 2554 และImelda Romu?ldez Marcos ได้รับเลือกตั้งเป็น ส..ใน 2556 เป็นสมัยที่สาม

7 KusakaWataru, Anti-CivicPolitics (in Japanese) (Tokyo: Hosei University Press, 2013). โปรดอ่าน KusakaWataru, "Governing Informalities of the UrbanPoor: Street Vendors and Social Order Making in Metro Manila", Yuko Kasuya andNathan Gilbert Quimpo (ed), The Politics of Change in the Philippines (AnvilPublishing, 2010), pp.362-389.; KusakaWataru, "Moralization of Class Politicsin Metro Manila: Criminalization of the Urban Poor under the DisciplinaryGovernance of the Metro Manila Development Authority", a paper delivered at the9th International Conference on the Philippines, Michigan State University,October 28-30, 2012.ด้วย

8 Alexis-Charles-HenriCl?rel de Tocqueville

9Antonio Gramsci

10 แกนนำเหล่านี้แยกเป็น"เสือเหลือง"กับ"เสือแดง"แต่มานั้น ซึ่งน่าสนใจมาก ผู้เขียนเดาว่าความแตกต่างนี้ขึ้นอยู่กับว่าเขายืนเคียงข้าง"ชนชั้นกลาง" หรือ"ชาวบ้าน"ตั้งแต่แรก แต่เรื่องนี้จะต้องทำการศึกษาเพิ่มเติมในอนาคต 

11โปรดดูWilliam A. Callahan, Imaging Democracy: Reading "The Events of May inThaland", (Singapore: ISEAS, 1998), chapter 2.

12ณัฐพล ใจจริง,ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ (นนทบุรี:ฟ้าเดียวกัน, 2556), p.14.

13Ibid., p.15.

14ปาฐกถา"เกษียร เตชะพีระ" ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข:ที่มาและที่ไป (มติชนรายวัน 10 .. 2554) (http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1294670418&grpid=&catid...)

15ระบอบประชาธิปไตยแบบหลัง14ตุลาคม, (มติชนรายวัน 15 .. 2553) (http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1287142342&grpid=no&cat...) (เน้นโดยผู้เขียน)

16ลักษณะของประชาธิปไตยแบบหลัง14 ตุลาฯ : พระราชอำนาจ, (มติชนรายวัน 22 .. 2553)(http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1287740329&grpid=no&cat...),อ้างจาก ธงทอง จันทรางศุ, พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในทางกฎหมายรัฐธรรมนูญ" (2548,128) (เน้นโดยผู้เขียน)

17"ชำแหละ"ปฏิญญาฟินแลนด์" ชู"ปฏิญญาธรรมศาสตร์"ปกป้องสถาบันกษัตริย์", (มติชนรายวัน 25 พฤษภาคม พ..2549 (http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01p01062505...) (เน้นโดยผู้เขียน).

 

18 Kobayashi Hideaki, การรัฐประหารกับการเมืองไทย: 1035 วันของทูตญี่ปุ่น(Tokyo: Umani Books, 2010)(in Japanese), pp.66-67, (เน้นโดยผู้เขียน).

19เกษียร เตชะพีระ,"ระบอบประชาธิปไตยแบบหลัง 14 ตุลาฯ วิกฤตและการท้าทาย", (มติชนรายวัน 12 ..2553)(http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1289552626&grpid=no&cat...)

20ผู้เขียนคิดว่ารัฐบาลพล..สุรยุทธ จุลานนท์ ไม่ใช่ขาดความสามารถแต่ถูบังคับให้รับภารกิจที่เป็นไปไม่ได้ (mission impossible) มากไป

21"ใบตองแห้ง"วิจารณ์ "เพื่อไทย" ชม "ประชาธิปัตย์" ต้อนรับปีใหม่2556", มติชน, 31 ธันวาคม พ.. 2555, (http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1356784897&grpid=01&cat...=),(เน้นโดยผู้เขียน)

22"ใบตองแห้ง"วิจารณ์ "เพื่อไทย" ชม "ประชาธิปัตย์" ต้อนรับปีใหม่2556", (เน้นโดยผู้เขียน)

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร