อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ เปิดประเด็นพิจารณา ดุลยภาพทางการเมืองในสายตาชนชั้นนำไทย

Sun, 08/25/2013 - 11:53 -- ประชาธรรม

เมื่อวันที่ 24สิงหาคม 2556คณะมนุษยศาสตร์ คณะนิติศาสตร์คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ TheJapanese society for Thai Studies และมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจัดงานประชุมวิชาการนานาชาติ "ไทยศึกษาในสายลมตะวันออก" (InternationalConference Thai Studies Through the East Wind)

สำหรับการนำเสนองานศึกษาเรื่อง "ดุลยภาพทางการเมืองในสายตาชนชั้นนำไทย" ของ ศาสตราจารย์ ดร.อรรถจักร์สัตยานุรักษ์ สาขาประวัติศาสตร์  คณะมนุษยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีเนื้อหาสาระดังนี้  

กระบวนการ "ปฏิเสธประชาธิปไตยเพื่อปฏิเสธทักษิณ" เกิดขึ้นอย่างมาก ความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นในทศวรรษ 2540-ปัจจุบันทั้งหมด นักไทยศึกษา นักมนุษยศาสตร์จะต้องคิดให้ดีว่า เราจะเข้าใจเรื่องนี้อย่างไร

เราอาจจะต้องเริ่มคิดกันที่" อำนาจ" ให้ชัดเจน ทุกสังคมเกิดขึ้นมาได้จากความสัมพันธ์เชิงอำนาจ  และที่สำคัญ "อำนาจ"นั้นไม่ได้มีที่มาจากแหล่งเดียวกัน อำนาจในความหมายกว้างที่หมายได้ถึงศักยภาพในการทำให้คนอื่นกระทำการไปตามที่ตนเองต้องการนั้นมีที่มาหลากหลายซึ่งเวลาคนไทยคิดถึงอำนาจ เรามักจะคิดว่ามันเป็นก้อนเดียว แต่ในความเป็นจริงคิดว่าอย่างน้อยที่สุดก็มาจากสามด้านด้วยกัน ได้แก่  ทางด้านการเมือง  ทางด้านเศรษฐกิจ  และทางด้านวัฒนธรรม  อำนาจทั้งหมดสามด้านจะปฏิสัมพันธ์กันในแต่ละช่วงเวลา

ฉะนั้นการก่อรูปสังคมใดให้เป็นลักษณะสังคมแบบไหนขึ้นอยู่กับปฏิสัมพันธ์ระหว่างอำนาจสามด้านนี้  เพราะปฏิสัมพันธ์ของอำนาจทั้งสามด้านนี้จะทำให้เกิดอำนาจของสังคม ( Socialpower )ขึ้นมากำกับรูปแบบของสังคม

ปัญหาหลักของเราความคิดเรื่องอำนาจของสังคมไม่ชัด เรามักจะเชื่อกันว่า อำนาจของพระมหากษัตริย์เป็นอำนาจทางสังคมที่คอยรักษา"ดุลภาพ" ของอำนาจเศรษฐกิจ  อำนาจการเมืองและอำนาจวัฒนธรรม สิ่งที่อ.ชัยอนันต์ สมุทรวาณิช พูดที่อาจารย์ทามาดะยกมาเห็นชัดเจน ท่านระบุถึงความกังวลเลยว่า ถ้าหากยังเป็นแบบนี้อำนาจพระมหากษัตริย์ที่จะคอยรักษาดุลมันหายไป

ความคิดเรื่องอำนาจทางสังคมนี้ถูกสถาปนาขึ้นในทศวรรษ2500 เป็นต้นมา และถูก "ฝัง" ( embedded)เอาไว้ในสำนึกของคนไทยจำนวนมาก หลัง 2516

วิกฤตอำนาจแบบที่ในหลวงเป็นผู้คุมดุลยภาพมีปัญหาเพราะถูกท้าทายโดยทักษิณ ทำให้คนเริ่มกังวลและเริ่มสร้างปรากฎการณ์ใหม่กับสิ่งที่มาท้าทายดุลภาพอันนี้ประกอบสภาวะการณ์ความตึงเครียดเกิดขึ้นในช่วงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประชวร  ความกังวลจึงเพิ่มมากขึ้น  แรงผลักอันนี้ทำให้เกิดคนจำนวนมากที่อยากขับไล่ทักษิณเพราะอยากจะรักษาดุลอำนาจนั้นไว้

สำหรับตน ในความเป็นจริงนั้น ความรู้สึกที่นำไปสู่การเคลื่อนไหวขับไล่" ทักษิณ" นั้นไม่ได้ปฏิเสธ " ประชาธิปไตย" โดยสิ้นเชิง หากแต่ปฏิเสธ "ประชาธิปไตย" ที่ควบรวมอำนาจสามด้านเพราะชนชั้นกลางเหล่านี้จะรู้สึกถึงความไม่มั่นคงอันเกิดจากการสูญเสีย"ดุลยภาพ" อย่างที่เคยเชื่อกันมานาน เนื่องจากเห็นว่าอำนาจสามด้านนี้ควรแยกจากกันและดุลกันด้วยเหตุนี้ จึงทำให้เกิด " ประชาธิปไตยแบบชี้นำ" เช่น สว.70/30, วุฒิสภามาจากการเลือกสรร ฯลฯ

สิ่งที่จะต้องคิดต่อไปคือ ความคิดเรื่องอำนาจของสังคมที่ดุลกันนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรและถูกท้าทายอย่างไร ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์พระมหากษัตริย์ไม่จำเป็นต้องดุลอะไรเพราะมีอำนาจลงไปอย่างชัดเจน

ตนจึงอยากจะแบ่งออกเป็นสามส่วนเพื่อทำให้เห็นชัดๆว่ามันมีกระบวนการสร้างมาอย่างไร

อันแรกอยากจะเสนอว่ามันมีการเปลี่ยนแปลงการสร้างความรู้สึกดุลยภาพอำนาจของสังคมโดยรัฐนิยม-มติมหาชนหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง2475

สอง อำนาจการรักษาดุลยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะหลัง 2516

สาม ภาวะการเสียสมดุลทางการเมืองในความรู้สึกของชนชั้นนำไทยในทศวรรษ2540

 

ถ้าหากเรามอง รัฐนิยมมติมหาชนหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ทั้งสองส่วนนี้เป็นส่วนเดียวกันและการศึกษาเรื่องนี้ยังไม่ดีพอ

รัฐนิยมเป็นกระบวนการถ่ายทอดอำนาจของรัฐเข้าไปสู่การกำหนดความหมายของชีวิตประจำวันของประชาชนโดยหวังว่าจะทำให้เกิดการยอมรับอำนาจใหม่อย่างยินยอมพร้อมใจอย่าลืมว่าเราเปลี่ยนรัฐจากรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่อำนาจพระมหากษัตริย์เคยครองอยู่อย่างลึกซึ้งมาสู่รัฐสมัยใหม่ เราจะเปลี่ยนอย่างไร ซึ่งไม่ง่าย ลองนึกถึงคณะราษฎร์สมัยนั้นและสิ่งที่เขาคิด คือ รัฐนิยม

รัฐนิยมจึงประกอบไปด้วยการใช้อำนาจทางการเมืองผนวกเข้ากับอำนาจทางเศรษฐกิจ โดยการสร้างระบบทุนนิยมโดยรัฐ  และอำนาจทางวัฒนธรรม คือ การเปลี่ยนแปลงความหมายของการดำรงชีวิตประจำวันการเปลี่ยนวัฒนธรรมเหล่านี้ได้แก่ การใช้ภาษาที่ง่ายขึ้นเป็น IYou การเปลี่ยนเวลา ฯลฯ

รัฐนิยมนำไปสู่เรื่องการสร้างอำนาจทางสังคมอันใหม่ ได้แก่ ความคิดเรื่อง "มติมหาชน" เพื่อให้เกิดอำนาจของสังคมในการที่จะเข้ามาทดแทนอำนาจของสังคมของรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์

การประสานอำนาจทั้งทางด้านการเมืองทางด้านเศรษฐกิจ และทางด้านวัฒนธรรม ได้ทำให้รัฐบาลจอมพล ป. สามารถครองอำนาจได้ถึง14 ปีเศษ   แม้ว่าในช่วงเวลาดังกล่าวสังคมไทยจะประสพกับความเปลี่ยนแปลงและเหตุการณ์สำคัญๆมากมายเช่น สงครามโลกครั้งที่สอง แต่ด้วยการสร้างอำนาจทางสังคมดังกล่าวจึงทำให้จอมพล ป.ได้เป็นตัวแทนของอำนาจทางสังคมที่สถาปนาขึ้นมา

อำนาจทางสังคมที่สร้างขึ้นมาหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองได้เริ่มถูกท้าทายภายหลังจากความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจการเมือง และวัฒนธรรมในทศวรรษ 2490 เช่นจากคนจีนซึ่งตัดสินใจที่จะโดดเข้ามาสู่การผลิต การค้า เริ่มเปลี่ยนตัวเองเริ่มไม่ชอบทุนนิยมโดยรัฐ ไม่ชอบรัฐนิยม (อ่านได้จากงานของณัฎฐพงศ์ สกุลเลี่ยว,ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมกับการเมืองไทยหลังสงครามโลกครั้งที่2 ถึงการรัฐประหาร 2500,วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตร์มหาบัณฑิตประวัติศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่)

ในทางการเมืองทหารเริ่มต่อสู้กันและงานของ ณัฐพล ใจจริง ก็พูดถึงอเมริกาที่เริ่มเข้ามามีบทบาทสนับสนุนทหารบางกลุ่ม

พร้อมกันนั้นเองภายหลังการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลก็ทำให้เกิดกระบวนการสร้างความงดงามของอดีตขึ้นมา เงื่อนไขการท้าทายนี้ทำให้เปลี่ยนจนกระทั่งถึงสมัยจอมพลสฤษดิ์

ที่กล่าวมาอยากจะชี้ให้เห็นว่า จาก "รัฐนิยม" มาสู่ความคิด เรื่อง"พระมหากษัตริย์เป็นผู้รักษาดุลยภาพทางอำนาจ" ได้อย่างไร

...คึกฤทธิ์บอกเลยว่า สังคมไทยได้ใช้หัวของสังคม หรือสถาบันพระมหากษัตริย์นั้นเองเป็นเครื่องควบคุมมิให้เกิดความไม่เป็นธรรม และความผิดพลาดบกพร่องต่างๆ ขึ้นได้และก็ได้ปกครองกันเป็นสุขมาหลายร้อยปีด้วยวิธีการนี้?(อ้างใน ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช,"ในหลวงของประชาชน" อ้างใน สละ ลิขิตกุล,ในหลวงกับคึกฤทธิ์. หน้า ๑๐๓-๑๐๔.)

คำกล่าวนี้ ชี้ให้เห็นว่าเริ่มมีอำนาจของสังคมชุดใหม่ขึ้นมา

นอกจากนั้นลองนึกถึงการเกิดขึ้นของ "พ่อ" ซึ่งเกิดขึ้นต้นทศวรรษ 2500ดังที่กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ กล่าวว่า ทุกข์สุขของประชาราษฎร์นั้นเป็นพระราชกังวลอยู่เนืองนิตย์ ทรงทราบตระหนักว่าตกมาสมัยนี้บ้านเมืองกว้างใหญ่ออกไปกว่าแต่ก่อน จะทรงปกครองเองโดยทั่วไปหาได้ไม่จำต้องอาศัยข้าราชการเป็นผู้ผู้ดำเนินการ แต่ข้าราชการอาจระงับความจริง...พระองค์จึ่งได้ทรงแก้ไขอุปสรรคโดยเสด็จประพาสต้นเพื่อจะได้ทรงคลุกคลีกับราษฎรเช่นคนกับคน เช่นมนุษย์กับมนุษย์  ในกรณีเช่นนี้ทรงประพฤติพระองค์เป็นคุณพ่อของเราๆ นี่เอง ทรงทักทายปราศรัยกับสามัญชนฐานคุณพ่อและชนเหล่านั้นก็เรียกพระองค์ว่าคุณพ่อ (พลตรี กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์,"พระพ่อเมือง"ใน ชุมนุมพระนิพนธ์ของท่านวรรณฯกรุงเทพฯ:ผดุงศึกษา, ๒๕๐๘.,  หน้า ๒๒๘.)

จะเห็นได้ว่าทั้งหมดถูกกระบวนการสร้างขึ้นมาหลังจากที่ รัฐนิยม และมติมหาชนถูกท้าทายกระบวนการสร้างนี้เข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ งานที่สรุปไอเดียนี้ได้อย่างชัดเจนคืองานของอาจารย์นครรินทร์ซี่งอยูในอารมณ์อย่างที่กล่าวมา และเขียนออกเป็นหนังสืออย่างชัดเจนชื่อว่า พระผู้ทรงปกเกล้าฯประชาธิปไตย:๖๐ ปี สิริราชสมบัติกับการเมืองการปกครองไทยโดยเสนอว่าพระองค์ทรงมีบทบาทสำคัญที่ช่วยให้เหตุการณ์ความไม่สงบยุติลงอย่างรวดเร็วโดยปราศจากความรุนแรง

ขณะที่สังคมมองพระองค์เช่นนี้พระองค์เองก็ทรงรับรู้อย่างชัดเจน และพยายามทำให้สิ่งที่ปรากฎตรงนี้ไม่บาดลงไปดังจะเห็นได้จากพระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ปี 2542ที่ได้มีพระราชดำรัสโต้แย้งอาจารย์ประภาศน์อวยชัย ที่กล่าวว่า ได้ทรงเข้าไปปฏิบัติในการบริหารในทางนิติบัญญัติและในทางตุลาการ โดยตรัสว่า ไม่ได้ทรงเข้าไปเกี่ยวข้อง แต่แค่ได้ให้คำแนะนำพระมหากษัตริย์มีจะเรียกว่าสิทธิก็ไม่ใช่มีหน้าที่ที่จะให้คำแนะนำกับรัฐบาลตามกฎหมายรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้

อำนาจทั้งสามด้านนี้รักษาได้อย่างไรสิ่งสำคัญ คือ การรักษาดุลอำนาจของทั้งสามกลุ่มทำให้สามกลุ่มนี้ไม่ได้รวมกันแต่แยกกันอยู่ เราจะพบว่า อำนาจทางด้านการเมือง  อำนาจทางด้านเศรษฐกิจนั้นแยกกันไม่ได้ควบรวมกัน

หลัง 2500เป็นต้นมาอำนาจทางการเมืองกระจุกอยู่กับข้าราชการ อำนาจเศรษฐกิจก็เป็นกลุ่มนายทุนการเงิน อำนาจทางวัฒนธรรมพระมหากษัตริย์เป็นตัวแทนอำนาจนี้ในขณะที่อำนาจสามชุดนี้แยกจากกัน โดยอำนาจที่อยู่ด้านบนเป็น อำนาจสังคม (Socialpower) ที่ "รู้สึก" ได้ว่าความสงบสุขความเจริญรุ่งเรืองต่างๆล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นจากบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ หลัง 2516 ที่อำนาจของทรราชย์เผด็จการหลุดไปอำนาจทั้งหลายอยู่ในสภาพเท่ากัน ทั้งหมดจึงวิ่งเข้าหาสถาบันกษัตริย์จึงยิ่งทำให้สถาบันกษัตริย์ ดำรงสถานะเป็น Socialpower

ดุลยภาพของอำนาจทั้งสามอันถูกสั่นคลอน จากความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหลังปี 2540กลุ่มทุนที่ควบคุมเศรษฐกิจไทยได้แก่ทุนการเงินนั้นต้องพังทลายลง การพังทลายของกลุ่มทุนการเงินได้เปิดโอกาสให้แก่กลุ่มทุนอื่นๆได้เพิ่มบทบาทของตนเองมากขึ้นด้วย ทักษิณ ชินวัตร ก็โผล่ขึ้นมาและเริ่มทำให้ระบบราชการที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นอิสระ สูญเสียความมั่นคง เพราะว่าเข้าไปโยกย้ายทหารโดยผิดขนบเดิม(ที่ต้องเข้าไปหาพล.เอกเปรม)

รัฐบาลของทักษิณทำให้ดุลอำนาจสั่นคลอนคนที่อยากรักษาดุลยภาพเริ่มสั่นคลอน ดังนั้นมันจึงเป็นพลแรงผลักให้ชนชั้นกลางและชนชั้นนำกลุ่มหนึ่ง

นอกจากนี้ อารมณ์ความรู้สึกของการสูญเสียสมดุลทางการเมืองนั้นได้ทวีสูงขึ้นภายหลังจากการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพราะกลุ่มนี้ได้เน้นให้ประชาชนรู้สึกว่าการมีอำนาจเด็ดขาดของทักษิณชินวัตรกระทบกระเทือนพระราชอำนาจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโดยเฉพาะอย่างยิ่งอำนาจในการรักษา" ดุลยภาพ" ของสังคม

อย่างไรก็ตามดุลยภาพเป็นเพียงจังหวะหนึ่งของประวัติศาสตร์และในความเป็นจริงนั้นดุลภาพอาจไม่เป็นจริง ดุลยภาพจริงๆนั้นไม่มีจริง เพราะในสังคมเปลี่ยนตลอดถ้าเรายังนึกว่าดุลยภาพเป็น "อกาลิโก" ย่อมทำให้เกิดความขัดแย้ง

ดังนั้น จะทำอย่างไรที่จะทำให้ชนชั้นนำไทยมองเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในเวลานี้และมองหาทางเดิน เพราะมันเป็นช่วงเวลาที่ต้องเปลี่ยนอย่างชัดเจนและถ้าไม่เปลี่ยนปัญหามันก็จะยิ่งยุ่งมากขึ้น

และการที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยแถลงยุติบทบาท สะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นคือตัวแทนที่เคลื่อนไหวในนามดุลยภาพก็รู้ตัวเองว่า "หมดน้ำยา" สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้คือ การรับรู้สมดุลอำนาจเปลี่ยนไปแล้ว การเคลื่อนไหวของพันธมิตรก็รู้ตัวอยู่ว่าการดิ้นร้นเพื่อสู่เรื่องการรักษาดุลยภาพแบบเดิมเป็นไปไม่ได้

ตนคิดว่าการรับรู้ดุลยภาพแบบใหม่กำลังเกิดขึ้นการเมืองประชาธิปไตยที่ต้องมีการเลือกตั้ง เชื่อว่าจะเดินหน้ารัฐประหารไม่น่าจะเกิดขึ้น พรรคการเมืองกำลังจะกลายเป็นฐานที่สำคัญถ้าพรรคประชาธิปัตย์ปรับตัวไม่ได้ ก็จะมีพรรคอื่นขึ้นมาแทนหรืออย่างน้อยที่สุดเชื่อว่า จะมีการต่อรองในระดับล่าง บน ความเปลี่ยนแปลงของกลุ่มจัดตั้งทางสังคมจะมีส่วนกดดันพรรคการเมืองมากขึ้น

กระแสของการที่จะผลักดันคนมาสู่การรักษาดุลภาพแบบเดิมคงจะหมดพลังลงไป.

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร