เสวนาวิชาการ ชาวนาใต้กระแสทุน ทำความเข้าใจ 'ผู้ประกอบการ'ในการเปลี่ยนแปลง

Fri, 09/13/2013 - 11:22 -- ประชาธรรม

เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2556  ที่ผ่านมา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดเสวนาวิชาการ "ชาวนา (ภาคเหนือ) ใต้กระแสทุน" พร้อมเปิดตัววารสารสังคมศาสตร์ "ชาวนา ใต้กระแสทุน"

 

วารสาร "ชาวนา" ใต้กระแสทุน เป็นวารสารสังคมศาสตร์ ปีที่ 25 ฉบับที่ 1/2556 ที่รวมบทความซึ่งกล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงของ "ชาวนา" กับชนบท อันประกอบไปด้วยบทความเรื่อง "พื้นที่สูงท่ามกลางการช่วงชิง : ความหมายของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และอัตลักษณ์ของชาวนาบนพื้นที่สูง" ของ อัจฉรา รักยุติธรรม

 

"เกษตรกรที่สูงในตลาดการค้าเมล็ดพันธุ์ และผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์" ของ พุฒิพงศ์ นวกิจบำรุง

 

"การควบคุม ความเสี่ยง และความลักลั่นขัดกัน ของความสัมพันธ์เชิงอำนาจในระบบเกษตรพันธสัญญา" นาวิน โสภาภูมิ

 

"การสร้างความเป็นมาตรฐานในระบบเกษตรอินทรีย์" เนตรดาว เถาถวิล

 

"สวนยาง" กับการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของชุมชนท้องถิ่นภาคเหนือตอนบน อรัญญา ศิริผล

 

"ตรรกะทางวัฒนธรรมท้องถิ่นกับการควบคุมคนงาน ในห่วงโซ่การผลิตสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร-อาหารยุคโลกาภิวัฒน์ : กรณีศึกษา โรงงานผลิตผักและผลไม้แช่แข็งส่งออกแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่" สืบสกุล กิจนุกร

 

"ชาติพันธุ์วรรณนาแบบพหุสนาม ในการศึกษาการเปลี่ยนแปลงสังคมชนบท ณ ชายแดนอีสาน-ลาว" สร้อยมาศ รุ่งมณี

 

 

รศ.ดร.จามะรี เชียงทอง บรรณาธิการหนังสือ กล่าวว่า งานหนังสือเล่มนี้มาจากงานวิจัย แล้วนำมาเขียนเป็นบทความ เพื่ออยากให้มีพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนกับคนที่สนใจการเปลี่ยนแปลงของ "ชาวนา" กับชนบท

สถิติจากสำงานสถิติการเกษตร ระบุว่า แนวโน้มแรงงานภาคการเกษตรของประเทศไทยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อ เนื่องจากร้อยละ 67 ในช่วงปี 2516-2520 เหลือ ร้อยละ60 ในช่วงปี 2531-2535  เหลือร้อยละ 42.2 ในช่วงปี 2546-2549 และเหลือร้อยละ 37 ในปี 2553 

 

ครอบครัวทำการเกษตร(จากการสอบถามหัวหน้าครัวเรือน) พบว่ามีจำนวน 5.8 ล้านครัวเรือน ส่วนตัวเลขการถือครองที่ดิน เฉลี่ยอยู่ที่ 25 ไร่ ต่อครัวเรือน

 

ตัวเลขนี้มีความหลากหลาย ตอนแรกก็คิดว่าเป็นความหลากหลายในชนบท แต่เมื่อกลับมาคิดดูต้องเพิ่มไปด้วยว่า เป็นความหลากหลายในครัวเรือน เพราะแม้แต่ในครัวเรือนเดียวกันก็มีความหลากหลาย กล่าวคือในจำนวน 5.8 ล้านครัวเรือน เฉลี่ยหนึ่งครัวเรือนมีสมาชิกจำนวน 3.8 คน เท่ากับประมาณ 22 ล้านคน ก็คือ 1 ใน 3 ของประชากร

 

หัวหน้าครัวเรือนที่ทำการเกษตร มีอายุเฉลี่ยประมาณ 50 ปี ซึ่งอันนี้หลายงานศึกษายืนยันตรงกันรวมถึงตัวเลขราชการที่ยกมาด้วย ลูกที่อยู่ด้วยในครัวเรือนเกษตรมักจะอยู่ในอาชีพอื่น คือ อาจช่วยพ่อแม่ทำการเกษตรด้วย แต่ในขณะเดียวกันก็มีงานประจำทำนอกภาคการเกษตร เพราะฉะนั้นความหลากหลายไม่ใช่เฉพาะแต่ในพื้นที่ชนบทอย่างเดียว แต่ในครัวเรือนเดียวกัน ก็ทำงานคนละอย่าง ฉะนั้นมันจึงมีพลวัตในครัวเรือนค่อนข้างมาก

 

ขณะที่เรากล่าวอย่างนั้น ในภาคเหนือเอง เกษตรกรที่มีที่ดินยังปลูกข้าวกินเอง และปลูกไว้เพื่อขายบ้าง มันยังมีภาพลักษณ์อย่างที่เป็นชาวนา คือ ยังทำนาอยู่ เพราะฉะนั้นจึงยังมีลักษณะที่เป็นเกษตร แม้แต่คนไม่มีที่ดิน การเช่าที่ดินขนาดเล็กเพื่อปลูกข้าวก็ยังมีอยู่ ซึ่งในงานของ สว่าง มีแสง ที่ศึกษาพื้นที่อ.สันกำแพง บอกว่า ร้อยละ 60 ไม่มีที่ดินเป็นของตัวเอง บางคนทำงานหัตถกรรมแต่ก็ยังเช่าที่ดินเพื่อปลูกข้าวไว้กินเอง กล่าวคือ มันยังมีลักษณะของการพยายามใช้ประโยชน์ของพื้นที่ในชนบท ที่จะทำอะไรบางอย่าง เพื่อหาความมั่นคงในการดำรงชีพ ไม่ใช่เพียงงานชิ้นนี้อย่างเดียว แต่งานศึกษาหมู่บ้านที่เชียงรายก็มีลักษณะเดียวกัน คือ คนไม่มีที่ดินยังคงเช่าที่ดินเพื่อปลูกข้าวไว้กินเอง

 

"เราคงต้องมอง "ชาวนา" ว่าเป็นวาทกรรม เพราะ แม้ว่าตัวเลขครัวเรือนเกษตรกรที่รวมทั้งสิ้นจะมี 5.8 ล้านครัวเรือน แต่ครัวเรือนที่ปลูกข้าวทั้งไว้กินและขาย มี 4 ล้านครัวเรือน หรือประมาณ 15 ล้านคน  และ 15 คนล้านคนนี้น่าจะประกอบอาชีพอื่นด้วย แต่วาทกรรม "ชาวนา" ก็ยังเป็นวาทกรรมที่สำคัญทางการเมือง สะท้อนให้เห็นจากนโยบายจำนำข้าวของรัฐบาล ที่พยายามอ้างว่าเป็นนโยบายช่วยคนจน เพราะฉะนั้น แม้วาทกรรม "โง่ จน เจ็บ" จะถูกปฏิเสธโดยสิ้นเชิง จากนักวิชาการ เช่น คายย์ ที่เสนอ Cosmopolitans ชาวนาผู้รอบรู้  วอกเกอร์ นิธิ เอียวศรีวงศ์ ที่พูดถึง New middle Class (ชนชั้นกลางใหม่ในชนบทหรือชนชั้นกลางระดับล่าง) เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตาม การต่อสู้กับวาทกรรมดังกล่าวก็สู้เพียงแค่วาทกรรม "โง่" เพียงอย่างเดียว แต่ไม่ปฏิเสธ "จน" "

 

รศ.ดร.จามะรี กล่าวอีกว่า ถ้าเราลองมาทำความเข้าใจตัวเลขเฉลี่ยเราจะเห็นว่า ตัวเลขการถือครองที่ดิน เฉลี่ย 25 ไร่ ต่อครัวเรือน ถ้าปลูกข้าวทั้งหมดจะได้ผลผลิตเฉลี่ย 0.7 ตัน ได้ข้าว 17.5 ตัน ขายตามนโยบายจำนำข้าวตันละ 15,000 บาท จะได้เงิน 262,500 บาท ชาวนาภาคเหนือตอนบนมีพื้นที่เฉลี่ย  9 ไร่ ต่อครัวเรือน ถ้าปลูกข้าวทั้งหมด เฉลี่ย 6.3 ตัน ก็จะคิดเป็นเงิน 94,500 บาท

 

เพราะฉะนั้น "ชาวนา" ภาคเหนือตอนบนจะไม่ได้เงินมาก ที่ได้เงินมากน่าจะเป็น "ชาวนา" ที่อยู่ภาคกลาง  สุพรรณบุรี พิษณุโลก พิจิตร ภาคอีสาน ที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่

 

"สิ่งที่ต้องทำให้ต้องมานั่งคิดเรื่องนี้ เพราะขณะทำงานศึกษาในหนังสือเล่มนี้ มันไม่มีชาวนาปลูกข้าวเลย แม้แต่เรื่องข้าวอินทรีย์ ก็ไม่ใช่ข้าวในแบบที่รัฐบาลรับจำนำ จะว่าไม่รอบคอบก็ไม่ใช่ เพราะที่จริงภาคเหนือตอนบนมันมีลักษณะเป็นอย่างนั้น เราเริ่มเห็นประเด็นอื่นๆ เช่นคนที่ปลูกข้าวไว้กินเอง เริ่มที่จะไปปลูกยางพารา หรือออกไปทำงานในโรงงาน ฯลฯ ฉะนั้นมันมีมากกว่าข้าว  แต่เวลาเราอ่านหนังสือพิมพ์ในรอบ 3-6 เดือนที่ผ่านมาก็จะมีแต่เรื่องข้าว"

 

หนังสือเล่มนี้ยังทำให้เห็นถึง Re-peasantization และ De-peasantization อย่างบทความของอรัญญา ศิริผล เรื่องยางพารา กับของสืบสกุล กิจนุกร เรื่องโรงงานในหมู่บ้านที่ดูเหมือนจะทั้ง Re-peasantization และ De-peasantization แต่มันก็ยังไม่ตรงไป ตรงมาขนาดนั้น เพราะเราจะเห็นการจัดระเบียบพื้นที่และเวลาที่เปลี่ยนไปในหมู่บ้านที่ปลูกยางพารา ซึ่งเป็นแบบปัจเจกมากขึ้นเพราะย้ายออกจากชุมชนไปอยู่ในสวนยางพารา ส่วนหมู่บ้านของคุณสืบสกุล ก็มีความพยายามจะเอาพิธีกรรม ความเป็นชุมชน อย่างเช่น การทอดกฐิน ผ้าป่า กีฬาสี เข้าไป คือ การ Re-peasantization กลับมีส่วนที่เป็นบุคคลมากขึ้น อย่างคนที่เข้าไปทำสวนยาง แต่กลุ่มที่ De-peasantization อย่างคนงานในโรงงาน กลับต้องการสร้างความเป็นชุมชนมากขึ้นหรือเปล่า

"เพราะฉะนั้นแทนที่เราจะเข้าใจ "ชาวนา" ว่าเป็นชาวนาที่ทำการเกษตรแบบสมัยก่อน เราจะมองใหม่ไหมว่า คนที่อยู่ในชนบทตอนนี้เป็นผู้ประกอบการรายย่อยส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งเป็นแรงงานรับจ้าง"

 

"ผู้ประกอบการรายย่อย และแรงงานรับจ้างในชุมชนชนบท แต่อาจเป็นชนบทที่ไม่ได้มีศูนย์กลางที่วัดและโรงเรียนอีกต่อไป แต่อยู่ที่อบต.ที่กลายเป็นเวทีในชนบทหรืออยู่ที่เครือข่ายที่เชื่อมชนบทเข้ากับการเมืองและตลาด ซึ่งตรงนี้อาจจะยังไม่มีงานศึกษามากนัก"

 

อีกอันหนึ่งที่น่าสนใจคือ กระแสทุนในพื้นที่สูง ที่เข้าไปเปลี่ยนวิถีของคนบนดอย

ประเด็นสุดท้าย หนังสือเล่มนี้จะช่วยให้วิธีวิทยาที่ทำให้เราสามารถเข้าไปดูในชนบทได้  เช่น คนที่เปลี่ยนแปลงไป คนที่เคลื่อนไหว(อ่านได้ในบทความของสร้อยมาศ) เครือข่ายความสัมพันธ์ที่โยงใยคนในพื้นที่ชนบทกับส่วนที่ใหญ่กว่า (เช่น นโยบายรัฐบาลหรือระบบการตลาดของทุนในรูปแบบต่างๆ อย่าง เกษตรพันธะสัญญา) ความหลากหลายในครัวเรือน และความยากจนที่มีอยู่

 

"สวนยาง" กับการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตในภาคเหนือ

อรัญญา ศิริผล หนึ่งในผู้เขียนบทความลงในหนังสือเล่มนี้ กล่าวว่า บทความตนในหนังสือดังกล่าว พยายามตั้งคำถามว่า "ภูมิทัศน์เกษตร" ที่เราเห็นว่าเป็นข้าว หรือถ้าเกษตรที่สูงก็คือข้าวโพด พอในช่วงหลังปี 2546 ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญมากสำหรับนโยบายของรัฐบาลในการสนับสนุนการปลูกยางพาราเขตอีสานและภาคเหนือ ทำให้ "ภูมิทัศน์การเกษตร"หรือ Agricultural land scape ในภาคเหนือ แบบเดิมเปลี่ยนไปใช่หรือไม่

และก็พยายามทำความเข้าใจว่าทำไมบางทีเปลี่ยนได้บางที่เปลี่ยนไม่ได้ เงื่อนไขประเภทไหนที่มันชี้ให้เห็นว่า มิติของคนท้องถิ่นบางกลุ่มสามารถที่จะเปลี่ยนได้

 

บทความนี้ศึกษาจากบ้านทุ่งกล้วย ซึ่งเป็นหมู่บ้านนิยมปลูกยางพารามากที่สุดในภาคเหนือตอนบนและมีชื่อเสียงมาก จากนั้นก็เริ่มขยายไปหมู่บ้านอื่นๆ ซึ่งขยายตัวอย่างมากหลังปี 2546

อันที่จริงแล้วการปลูกยางพาราเริ่มก่อนที่รัฐจะมีนโยบายส่งเสริมในช่วงปี 2546 ซึ่งตอนนี้พื้นที่ยางพาราที่กรีดได้ มีจำนวนถึง 50,000 ไร่

 

เงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ยางพาราในภาคเหนือเติบโต มีอยู่ห้าประการ  ประการแรก คือ วิธีการของรัฐในการมองยางพาราว่าเป็นพืชที่สำคัญ และไม่ใช่เฉพาะแต่รัฐบาลไทยที่ให้ความสำคัญเพียงอย่างเดียว รัฐบาลลาว หรือรัฐบาลเขมรก็ส่งเสริมเกษตรกรให้ปลูกยางพาราเพื่อแก้ปัญหาความยากจน รวมถึงแก้ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ เพราะยางเมื่อโตไปแล้วก็เป็นพื้นที่สีเขียว เป็นป่าอยู่บนดอย มีการตอบรับที่ดีกว่าการปลูกข้าวโพด ส่วนจะจริงหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

 

ประการที่สอง ตลาดยางพาราที่ประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุด การขยายตัวของการผลิตน้ำยางในภาคเหนือตอนบนและอีสาน มันทำให้ส่งออกไปประเทศจีนได้ง่าย โดยใช้เส้นทาง R3A และตอนนี้รัฐบาลจีนก็สร้างระบบรองรับการเปิดตลาดนี้ ทำให้มีบริษัทของจีนจำนวนมากเข้ามาในลาวเพื่อรอซื้อยาง

 

ประการที่สาม การขยายตัวของกลุ่มทุน ที่เข้ามาซื้อที่ดินและปลูกยาง ซึ่งในงานพบอยู่สามกลุ่ม คือ หนึ่ง บริษัทขนาดใหญ่ เช่น เบียร์ช้าง เบทาโก เป็นต้น กลุ่มที่สอง นายทุนภาคใต้ ซึ่งขึ้นมาหาที่ดินปลูกยาง กลุ่มนี้มีไม่ต่ำกว่าสองร้อยไร่ เนื่องจากราคาที่ดินในภาคใต้มีราคาแพง ขยายพื้นที่เพาะปลูกไม่ได้ รวมถึงนโยบายของรัฐพยายามส่งเสริมให้พื้นที่ภาคใต้ปลูกปาล์มน้ำมัน กลุ่มที่สาม คือ กลุ่มท้องถิ่น ได้แก่ ชนชั้นกลาง ข้าราชการ กลุ่มนี้จะปลูกในพื้นที่กิ่งอำเภอดอยหลวง บ้านแซว นอกเหนือจากนี้ ก็พบกลุ่มชาวบ้านที่เป็นผู้ประกอบการเอง (Small framing holder) ซึ่งมีไม่มากนัก

 

ประการที่สี่ ปัญหาของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจท้องถิ่น อันเนื่องมาจากการเกษตรแบบเดิมที่ล้มเหลว โดยเฉพาะนโยบายรัฐที่สนับสนุนการปลูกผลไม้ อย่าง ลิ้นจี่ ลำไย ส้ม ฯลฯ พืชยางพาราจึงกลายเป็นตัวเลือก

 

ประการที่ห้า เป็นเงื่อนไขทางด้านกายภาพและสิ่งแวดล้อม ซึ่งสำคัญมาก เพราะในภาคเหนือ ยางไม่ได้ปลูกได้ง่ายๆ มันต้องมีลักษณะเฉพาะของต้นยาง ช่วงแรกมีการนำต้นยางจากภาคใต้มาปลูก และพบปัญหามาก เช่น ยางต้นเล็ก น้ำยางไม่ค่อยมี กล้ายางตาย ฯลฯ แต่ต่อมาพบว่า มันปลูกได้ดีที่พื้นที่สูงกว่า 800 เมตร ซึ่งก็คือพื้นที่ไหล่ดอย ความชื้นสัมพัทธ์ต้องมีบ้างแต่ไม่ใช่พื้นที่ท่วมขัง ฉะนั้นมันจึงตอบโจทย์พร้อมทั้งแก้ปัญหาพื้นที่ที่บอกว่าเป็นพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม

 

อรัญญา กล่าวอีกว่า เมื่อมีการหันมาปลูกยางพารา มันได้ส่งผลสามส่วน อันแรก ผลกระทบทางเศรษฐกิจ คือ ชาวบ้านมีรายได้มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ลงมือและได้กรีดยางก่อน สามารถซื้อของเพื่อสะสมทุนได้ และการสะสมทุน ไม่ใช่เป็นไปอย่างวาทกรรม "โง่ จน เจ็บ"ที่ พอได้เงินมาแล้วซื้อของอย่างเดียว แต่มีอยู่สองแบบ แบบแรกสะสมทุนเพื่อซื้อปัจจัยการผลิตแล้วทำการขยายต่อ ซึ่งจะเห็นได้จากการ ซื้อรถกระบะ ซื้อปุ๋ย แบบสอง ลงทุนกับลูกหลานโดยส่งเรียน

 

อันที่สอง พบว่าวัยแรงงานบางส่วนกลับเข้ามาทำเศรษฐกิจสวนยาง ซึ่งเกิดขึ้นบนเงื่อนไขที่ว่า การจ้างงานที่อื่นลดลงด้วย มันกลายเป็นทางเลือกให้กับกลุ่มเด็กที่พ่อแม่ส่งไปเรียนสูงแต่หางานทำไม่ได้ เพราะถ้ารับจ้างกรีดยางรายวันทั่วหมู่บ้าน จะได้เงินไม่ต่ำกว่าวันละพันบาท

 

ประเด็นต่อมา ชาวบ้านที่ทุ่งกล้วยไม่ได้โดดลงไปสู่การปลูกยางทันทีที่มีกระแสเข้ามา แต่เกิดจากการตัดสินใจในลักษณะชั่ง ตวง วัด คำนวณรายได้ คำนวณแรงงาน ฯลฯ มีการแบ่งที่ดินเพื่อทดลองทำสวนยาง และไม่เบียดเบียนที่นาที่ใช้ปลูกข้าวเพื่อกินและขาย นอกจากนี้ยังมีการปรับพืชทางการเกษตรเป็น "พืชร่วมยาง" ขณะที่ในนาก็ทำลักษณะหมุนเช่นเดิม เช่นปลูกหอมในนาข้าวก็ยังทำอยู่ ฉะนั้นจึงเกิดการปลูกพืชที่หลากหลายมากขึ้น

 

การจ้างแรงงาน ก็มีการเลือก เช่น ถ้ากรีดยางจะกรีดเอง เพราะค่าจ้างแพง แต่ถ้าเป็นนาข้าวและนาหอม ก็จะจ้างเหมาเพราะราคาถูกกว่า

 

สาม มันมีการปรับเครื่องมือทางวัฒนธรรมและสังคม มีการสร้างเครือข่ายระหว่างกลุ่ม มีการใช้กลุ่มเครือญาติมาจัดการเรื่องของแรงงาน

 

ประเด็นสุดท้าย ส่งผลกระทบต่อสังคมและวัฒนธรรม ตารางการทำงานที่เปลี่ยน การที่ต้องทำทั้งนาข้าว ปลูกหอม และสวนยาง ทำให้เกิดปัญหาการจัดการเรื่องเวลาอย่างมาก เช่น จะกรีดยางกี่วันครั้ง กลางคืนจะกรีดหรือเปล่า ฯลฯ หรือแม้กระทั่งการปรับเปลี่ยนที่อยู่อาศัย เช่น ถ้าอยู่ในช่วงกรีดยางก็จะย้ายไปนอนที่สวนยาง ซึ่งการย้ายที่อยู่นี้มันทำให้แบบแผนของพิธีกรรม ความเชื่อ งานบุญ หรือการหอมเงิน "เพี้ยน" ไปหมด ประเพณี ความสัมพันธ์ในระบบครัวเรือน ก็ต้องปรับตาม

 

อุตสาหกรรมเกษตรแบบโลกาภิวัตน์ กับ วิถีชีวิต "คนงาน" ในโรงงาน พื้นที่ "ชนบท"

สืบสกุล กิจนุกร หนึ่งในผู้เขียนบทความลงในหนังสือ กล่าวว่า ตนศึกษาเรื่องการให้ความหมายของคนงานในโรงงานห้องเย็น AB (ห้องบรรจุสินค้าแช่แข็งพวก ถั่วแระ ถั่วแขก ผักรวม ข้าวโพด มะม่วง สับปะรด มะละกอ) ซึ่งตั้งอยู่บนถนนเชียงใหม่-พร้าว หมู่บ้านที่ศึกษาก็อยู่ในละแวกนั้น จากการศึกษาพบว่า ภายใต้บริบทการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรอาหาร กลุ่มทุนไทยที่ไร้อำนาจต่อรองในห่วงโซ่สินค้ายุคโลกาภิวัตน์ ห้องเย็น AB ที่ไปตั้งโรงงานในพื้นที่ชนบท ได้ใช้ตรรกะวัฒนธรรมท้องถิ่นอันหมายถึงการจัดความสัมพันธ์ใหม่ของคนในท้องถิ่น โดยมีกลยุทธ์ คือ ใช้วัฒนธรรมท้องถิ่นผสมผสานเศรษฐกิจสมัยใหม่เพื่อสร้างความมั่นคงและความต่อเนื่องในการใช้แรงงาน

 

ทั้งนี้เนื่องจากการพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตรของไทยมันมาเชื่อมโยงกับโลกาภิวัตน์ มาพร้อมกับทุน เทคโนโลยี และตลาด แต่สิ่งที่โรงงานไม่มี คือวัตถุดิบ และคนงาน ขณะเดียวกันงานในโรงงานมีความยากลำบาก ค่าจ้างต่ำจนทำให้มีการเข้าออกสูงมาก นอกจากนี้ยังเป็นกิจการของคนต่างถิ่นไม่ได้เกิดจากคนในท้องถิ่นจึงไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกับคนในชุมชน แต่กลุ่มจำเป็นต้องทำตามมาตรฐานเดียวกับโรงงานอุตสาหกรรมอาหารระดับโลก จึงต้องอาศัยตรรกะทางวัฒนธรรมท้องถิ่น เป็นกลไก ปรับความสัมพันธ์เพื่อแสวงหาประโยชน์จากตัวแรงงานให้ได้มากที่สุด

 

สืบสกุล กล่าวต่อว่า อุตสาหกรรมอาหารสมัยใหม่ตั้งแต่ปี 2530 เป็นต้นมา มีลักษณะสำคัญ คือ หนึ่ง มุ่งผลิตสินค้าคุณภาพสูง (High value food) ส่งตลาดต่างประเทศเป็นหลัก ไม่ใช่ส่งวัตถุดิบออกไป รัฐให้การอุดหนุนผ่านกลไก BOI ใช้เทคโนโลยีระดับสูง มีการร่วมทุนในระดับภูมิภาค จัดหาวัตถุดิบโดยระบบเกษตรพันธะสัญญา มีการเชื่อมโยงระบบอุตสาหกรรมการเกษตรกับภาคบริการ และที่สำคัญผู้ซื้อเป็นผู้กำหนดมาตรฐานคุณภาพสินค้า แน่นอนว่ามันเป็นตลาดแรงงานในชนบท แต่ในขณะเดียวกันก็อาศัยการกดค่าจ้างต่ำเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันกับประเทศอื่นที่พัฒนาแล้ว ในการส่งออกสินค้าชนิดเดียวกัน

 

ห้องเย็น AB เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง ญี่ปุ่น ไต้หวัน และไทย มาตั้งโรงงานในไทยเนื่องจากเห็นว่าค่าแรงถูก ส่งสินค้าไปญี่ปุ่นกว่า ร้อยละ 90 ผู้ที่กำหนดคุณภาพสินค้าคือผู้ซื้อ เช่นเป็นต้นว่า กำหนดว่าถั่วหนึ่งถุงมีกี่ฝัก ฝักหนึ่งยาวกี่เซนติเมตร ถุงหนึ่งเอาไปใส่แฮมเบอร์เกอร์ได้กี่ชิ้น ฯลฯ นอกจากนี้ก่อนจะรับซื้อต้องมาดูที่ตั้งโรงงาน และกระบวนการผลิตก่อนจะรับซื้อ ซึ่งสิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มทุนอุตสาหกรรมอาหารไทยมีอำนาจต่อรองน้อย เมื่อรูปการเป็นเช่นนี้มันจะนำไปสู่การจัดระเบียบการผลิตใหม่ตั้งแต่แปลงการผลิต

 

เกษตรกรที่ผลิตวัตถุดิบเพื่อส่งบริษัทนี้มีทั้งหมด สองหมื่นครอบครัว ในพื้นที่ 14 จังหวัด บริษัทจะควบคุมทั้งหมดว่าปลูกเมื่อไหร่ เก็บเมื่อไหร่ ใช้สารเคมีอะไรบ้าง ได้ผลผลิตเท่าไหร่ และเมื่อรถสินค้ามาส่งแล้ว ก็จะมีบาร์โค้ดกำหนดสินค้าในล็อตนั้นๆ ไว้ว่าผลิตจากแหล่งใด และเมื่อมาถึงโรงงานก็จะใส่บาร์โค้ดว่าคนงานโต๊ะไหนบรรจุ ฉะนั้นเมื่อผู้บริโภคเจอปัญหาในสินค้าและร้องเรียนมา บริษัทจะตรวจสอบได้ทันทีว่ามาจากแหล่งผลิตใด ใครเป็นผู้บรรจุ

และด้วยการจัดระเบียบเช่นนี้มันส่งผลต่อการจ้างคนงาน อย่างกรณีข้าวโพดหวาน ของบริษัทที่ไปศึกษา คู่แข่งบริษัทนี้คืออเมริกาซึ่งใช้เทคโนโลยีแทนแรงงาน แต่สิ่งที่บริษัทนี้นำไปสู้คือแรงงานคนที่มีค่าแรงต่ำ แต่มีความประณีตกว่าเทคโนโลยี ฉะนั้นการจ้างงานของบริษัทนี้ก็จะจ้างสามรูปแบบ ได้แก่ รายเดือน รายวัน และชุดเหมา

 

กลุ่มที่จ้างรายเดือน ได้แก่ แรงงานที่มีทักษะและเกี่ยวข้องกับความลับของบริษัท เช่น ธุรการ ส่งเสริมการเกษตร

กลุ่มจ้างรายวันประจำ คือ แรงงานแผนกคัดและบรรจุสินค้าแช่แข็ง กลุ่มนี้จ้างมากเป็นพันคน ไม่จ้างประจำก็ไม่ได้เพราะต้องใช้ทักษะในการคัด

กลุ่มสุดท้ายพนักงานคัดวัตถุดิบ

สาเหตุที่จ้างงานแบบยืดหยุ่นเป็นจำนวนมาก ก็เนื่องจากสถานภาพของกลุ่มทุนไทยอย่างที่กล่าวมา และสภาวการณ์ผลิตสินค้าที่ต้องให้ได้คุณภาพสูงตามมาตรฐานโลก แต่ต้นทุนต่ำ

สืบสกุล กล่าวอีกว่า บริษัทใช้เครือข่ายความสัมพันธ์ในท้องถิ่น อย่างการใช้รถวีค (คือรถที่บริษัทจ่ายเงินทุก 15 วันจากการรับส่งคนงาน คันละ 20 คน ทั้งโรงงานมี 20 คน ก็มีแรงงาน 400 คน ต่อวัน) เพื่อให้ได้แรงงานที่เป็นผู้หญิงซึ่งเหมาะกับงานกว่าผู้ชาย ทำโอทีได้ เพราะรู้ว่าผู้หญิงเดินทางมาทำงานลำบาก นอกจากนี้ โรงงานยังจ่ายค่าหัวแรงงานให้รถวีค เพื่อให้ทำหน้าที่จัดหาแรงงาน และบังคับให้คนงานทำโอทีตามวันและเวลาที่กำหนด ฉะนั้นบริษัทจึงมั่นใจได้ว่าจะมีแรงงานเข้ามาทำงานวันละ 400 คนอย่างแน่นอน ซึ่งโรงงานไม่ต้องออกไปหาแรงงานเองเหมือนแต่ก่อน และบริษัทจะพิจารณารับคนงานจากรถวีคก่อนคนที่มาสมัครหน้าโรงงาน ส่วนรถวีคก็จะใช้ความสัมพันธ์ที่มีในหมู่บ้านเพื่อจัดหาแรงงานตามความต้องการบริษัท

 

นอกจากนี้ บริษัทยังใช้ความเป็นชุมชน ท้องถิ่นไปปรับความสัมพันธ์ด้วยเนื่องจากต้องการดึงดูดใจคนงานและชาวบ้าน เพราะต้องแย่งชิงแรงงานกับบริษัทอื่น อีกทั้งโรงงานไม่ใช่ของคนในท้องถิ่น มันสร้างมลพิษแก่ชุมชนบางอย่าง โดยบริษัทจะทำตามจารีตประเพณี สนับสนุนการพัฒนาหมู่บ้าน สร้างความเป็นชุมชนในโรงงาน เช่น ถวายเทียนแห่พรรษา ทำความสะอาดวัด ปลูกต้นไม้ สร้างป้อมยาม สนับสนุนการสร้างวิหารโดยบริจาคเงินจำนวนมากทั้งที่คนในหมู่บ้านทำงานกับบริษัทแค่สองคน ฯลฯ

 

"ทุนเองถึงแม้จะมากับโลกาภิวัตน์และเทคโนโลยี มันใช้หลักคิดทางเศรษฐกิจเรื่องค่าจ้าง รางวัล เบี้ยขยัน เกณฑ์พนักงานอย่างเดียวไม่พอ มันใช้เงื่อนไขทางสังคมและวัฒนธรรมทำงานด้วย"

 

กระแสทุนในที่สูง กับ เกษตรปลูกข้าวโพดที่แม่แจ่ม

พุฒิพงศ์ นวกิจบำรุง ผู้เขียนบทความในหนังสือ  กล่าวว่า ข้าวโพดที่แม่แจ่ม ในพื้นที่ที่ตนศึกษานั้น แสดงให้เห็นถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างชาวบ้านกับตลาด ซึ่งปฏิสัมพันธ์นี้จะทำให้เราเข้าใจข้อกล่าวหาที่มีต่อชาวบ้านบางประการ เป็นต้นว่า ชาวบ้านทำลายป่าเพราะปลูกข้าวโพด ซึ่งที่จริงแล้วไม่ใช่ชาวบ้านอย่างเดียว แต่มีเงื่อนไขหลายอย่างที่ทำให้ป่าถูกทำลาย

 

ชาวบ้านที่ปลูกข้าวโพดที่แม่แจ่มมีความพยายามที่จะปรับตัวและต่อรองกับบริษัท เช่น การหาช่องทางเพื่อให้ได้เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในราคาที่ถูกกว่าบริษัทมาก (บริษัทขายกก.ละ 400 กว่า แต่ชาวบ้านหาซื้อกิโลละ 17 บาท)

 

"เรามักจะเข้าใจว่าเกษตรกรบนพื้นที่สูงเป็นเหยื่อของทุนที่เข้าไป แต่บทความชิ้นนี้จะบอกว่า จริงๆ แล้ว เขาเลือกรับ ภายใต้เงื่อนไขของพื้นที่บางอย่าง ที่ทำให้ข้าวโพดมันไปตอบโจทย์บางอย่างกับชีวิตการต่อสู้ของเขา"

 

วิพากษ์หนังสือ "ชาวนา ใต้ กระแส ทุน"

ศ.ดร.อรรถจักร สัตยานุรักษ์ ภาคประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า หลังปี 2553 เป็นต้นมา "ชนบท" กลายเป็นพื้นที่ที่คนอยากทำความเข้าใจใหม่ ตนคิดว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปิดประเด็นพูดคุย "เรื่องชนบท"

หนังสือเล่มนี้แบ่งได้เป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรก คืองานของอัจฉรา พุฒิพงษ์ นาวิน และ เนตรดาว อีกกลุ่มหนึ่งคือ ของ อรัญญา และสืบสกุล

ในงานชุดแรก สิ่งที่ทำให้อึดอัดและไม่ค่อยสนุกกับการอ่าน คือ การใช้ทฤษฎีมากเกินไป และ ต้องการพิสูจน์ทฤษฎีมากเกินไป ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น จึงไม่ค่อยได้อะไรใหม่ ซึ่งไม่ได้หมายความว่างานไม่ดี เพียงแต่ว่าทันทีที่ต้องการพิสูจน์ทฤษฎีมันทำให้สี่บทความแรกได้ละทิ้งสิ่งสำคัญที่ตัวเองค้นพบไว้ ซึ่งสำคัญมากกว่าสิ่งที่พวกเขาพยายามพิสูจน์ทฤษฎี เช่น งานของคุณพุฒิพงศ์ ที่กล่าวถึงประเด็นสำคัญอย่าง การเพาะเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดเองของชาวบ้าน แต่แทนที่จะอธิบายประเด็นนี้ แต่กลับเน้นที่การถูกครอบงำ หรือ การค้นพบทฤษฎีเมล็ดพันธ์ข้าวของเนตรดาว กับเรื่อง การขายมันฝรั่งอย่างอิสระของนาวิน ซึ่งเรื่องพวกนี้มันน่าสนใจกว่ากระบวนการที่ถูกเขียนมาทั้งหมด

 

สี่ชิ้นในกลุ่มแรกพยายามทำให้เข้าใจกลไกของทุน โดยเน้นทฤษฎีตะวันตกที่อยากอธิบายว่า กลไกของทุน หรืออำนาจของทุนสมัยใหม่มันเข้ามาเปลี่ยนคนอย่างไร รายละเอียดจะไปอยู่ตรงนั้นมาก ดังนั้นจะเห็นเลยว่าทุนบงการร่างกายเราได้หมดทุกอย่าง ทั้งที่สิ่งที่น่าสนใจจะอยู่ในสิ่งที่มันดิ้นอยู่กับการบงการ

 

"เวลาเราพูดถึงอำนาจที่มันควบคุมเราทั้งหมด มันไม่มีอะไรควบคุมเราได้เบ็ดเสร็จ มันควบคุมได้ระดับหนึ่ง แต่สิ่งที่เราต้องสนใจมากกว่าในฐานะนักสังคมศาสตร์ นักประวัติศาสตร์ ฯลฯ ที่อยากจะเข้าใจสังคมไทย คือ พลังจากข้างล่างที่ต่อรอง ต่อสู้ หรือเปลี่ยนความหมาย"

 

ด้วยเหตุดังกล่าวจึงทำให้ตนชอบงานกลุ่มที่สองมากกว่ากลุ่มแรก เพราะแสดงให้เห็นคนชัดเจนกว่างานกลุ่มแรก ทำให้เห็นคนจน คนรวย ทำให้เห็นการปรับตัวของ "ชาวนา" ท่ามกลางกระแสที่ลงมา

 

งานกลุ่มที่สอง อย่างงานของอรัญญาพยายามก้าวข้ามทฤษฎีไปมาก พยายามอธิบายสวนยางว่ามันสัมพันธ์อยู่กับคน พยายามพูดถึงชาวสวนยางกลุ่มต่างๆที่มีชนชั้นไม่เหมือนกัน แล้วแต่ละชนชั้นก็ปรับตัวได้แตกต่างกัน ซึ่งมันทำให้เห็นเลยว่า สวนยางไม่ใช่เรื่องของคนจน แม้สวนยางจะไม่ใหญ่ แต่ก็ใช้แรงงานครอบครัว

 

"สิ่งที่ตนชอบ คือ ส่วนที่พูดถึงประเด็นผลกระทบต่างๆ พูดถึงการกลับมาของครอบครัว ประเด็นนี้น่าสนใจและสอดคล้องกับที่นครศรีธรรมราช ทันทีที่ราคายางขึ้นไป 120 บาทต่อกิโลกรัม พบว่าเด็กนครฯกลับบ้านเป็นจำนวนมาก และถ้าเศรษฐกิจในภาคเกษตรดีขึ้น ตนเชื่อว่าคงเปลี่ยนรูปแบบความสัมพันธ์หมู่บ้านไปอีกแบบหนึ่ง ส่วนงานของสืบสกุลที่ทำให้เห็นการเปลี่ยนความหมายของคนงานที่มีความสลับซับซ้อนมากขึ้น" ศ.ดร.อรรถจักร กล่าวทิ้งท้าย

อนึ่ง ภายหลังจากนำเสนอผลการศึกษาและวิพากษ์ ที่ประชุมได้เปิดให้มีการแสดงความคิดเห็นโดยมีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง.

 

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร