รายงานเสวนา พนันบอล อำนาจ อุตสาหกรรมกีฬา และความเป็นชาย

Tue, 09/24/2013 - 00:06 -- ประชาธรรม

เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2556 ที่ผ่านมา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดงานเสวนาวิชาการ"พนันบอลอำนาจ อุตสาหกรรมกีฬา และความเป็นชาย" ณ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 2

 

 

 

สังคมวิทยาการกีฬา-ไทยพรีเมียร์ลีก

 

สายชล ปัญญชิต นักวิจัยและอาจารย์พิเศษคณะสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของความสนใจทำเรื่องฟุตบอลในทางสังคมวิทยาเนื่องจากเห็นว่า หนึ่ง เป็นการมองกีฬากับยุคสมัยในเชิงประวัติศาสตร์

 

สอง มองความรุนแรงในการแข่งขันกีฬา ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่นักกีฬาชกต่อยกันแต่มองในฐานะที่มันส่วนหนึ่งของการแข่งขันกีฬา

 

สาม มองวัฒนธรรมสมัยนิยมเช่นเรื่องแฟนคลับ สินค้า ตราสัญญาลักษณ์ไปจนถึงท้องถิ่นนิยมชาตินิยม

 

สี่ Sport celebrity ฮีโร่หรือซุปเปอร์สตาร์ในวงการกีฬา

 

ห้า เศรษฐกิจและกีฬา

 

ถ้าเราหันกลับมามองประวัติศาสตร์ทางความคิดของกีฬา โดยเฉพาะกีฬาสมัยใหม่จะพบว่ามีอยู่สามสี่ช่วงสำคัญ ช่วงแรก กีฬาในฐานะที่เป็นความสุขของชนชั้นสูง เช่นกลาดิเอเตอร์ กีฬาในช่วงนี้จะไม่มีกฎกติกาที่ชัดเจนเป็นการต่อสู้เพื่อความบันเทิงของชนชั้นสูง  จนมาสู่ยุคโอลิมปิคสมัยใหม่ที่เกิดขึ้นในปี 1892 และจัดขึ้นครั้งแรกในปี 1896 ที่ประเทศกรีก

 

กีฬาเหล่านี้เป็นกิจการที่มันเกิดขึ้นภายใต้สมัยใหม่ คือ มีความพยายามสร้างองค์กร มีนักกีฬา มีกติกา การเกิดขึ้นของกีฬาสมัยใหม่ต้องมีกติกา เป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงกีฬาในยุคสมัยใหม่ มีการบริหารจัดการ มีลิขสิทธิ์ ในวงการฟุตบอล ฟีฟ่าเองก็เพิ่งจะก่อตั้งขึ้นในปี 1904  และจัดฟุตบอลโลกครั้งแรกในปี 1934

 

ยุคที่สามยุคแห่งความเชี่ยวชาญ จนถึงยุคปัจุบันเป็นยุคที่ทุนนิยมที่เข้ามาสู่วงการกีฬา

 

สำหรับเรื่องของความรุนแรงถ้าย้อนกลับไปเมื่อ20-30 ปีที่แล้ว กีฬาบางอย่างจะถูกมองว่าเป็นสังคมวิทยาแบบพฤติกรรมเบี่ยงเบนไม่ว่าจะเป็นเรื่องการชกต่อยกัน แฟนบอลที่มีปัญหากัน การพนัน แต่ในปัจจุบันไม่ใช่แล้วกลับกลายเป็นสิ่งที่พ่อแม่ยุคใหม่พยายามส่งเสริมให้ลูกเล่นกีฬาเพราะว่ากีฬามีเรื่องเศรษฐกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งพัฒนาไปสู่การเป็นอาชีพได้

 

ส่วนความรุนแรงในการกีฬาอย่างอื่นได้แก่การกีดกันผู้หญิงไม่ให้เข้าชมกีฬา เหมือนในหนังเรื่อง Offside  การเหยียดผิวและชาติพันธ์รวมทั้งการพนัน ก็ถูกมองว่าเป็นความรุนแรงทางการกีฬา ยุคสมัยหนึ่งการพนันมีอิทธิพลต่อการแข่งขันและทำให้กีฬาเป็นเกมส์ที่ไม่มีความยุติธรรม

 

ในขณะที่สังคมไทยมองการพนันในแง่ลบสังคมยุโรปหรือแม้แต่ในอเมริกาเหนือเองจะใช้วิธีการจัดการปัญหาพนัน เช่น ในลอนดอนมีการนำเงินจากการพนันล๊อตเตอร์รี่มาวางระบบไฟฟ้า และประปา  ในอเมริกาอย่างคอสตาริก้าสามารถจัดการสาธารณูปโภคได้โดยเปิดให้มีการพนันแล้วนำเงินมาใช้ทางสาธารณะ

 

ถ้ามองความรุนแรงในกีฬายุคใหม่ทุกคนจะนึกถึงเหตุการณ์อยู่สองสามเหตุการณ์เช่น  เหตุการณ์ Black September ที่ชาวปาเลสไตน์จับนักกีฬาอิสราเอลเป็นตัวประกันและสังหารในเวลาต่อมาซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 กันยายน 1972 ในโอลิมปิคที่มิวนิคประเทศเยอรมัน

 

ในขณะเดียวกันกีฬาก็มีเรื่องของการเมืองมาเกี่ยวข้องด้วยมีการใช้สัญญาลักษณ์ทางการกีฬาผนวกเข้ากับการเมือง เช่น การใช้ดาวแดงในธงโอลิมปิคที่มอสโก ประเทศรัสเซีย ฯลฯ

 

ส่วนวัฒนธรรมกีฬากับสมัยนิยมสิ่งที่กีฬาสมัยใหม่หรือในวงการฟุตบอลไทยเองค่อนข้างให้ความสนใจคือเรื่องแฟนคลับสิ่งเหล่านี้เป็นกิจกรรมข้ามพรมแดนมากๆเป็นสิ่งที่คนในสังคมไทยเรียนรู้มาจากการดูบอลต่างประเทศและก็ไม่ใช่แค่เรื่องฟุตบอลเท่านั้นยังมีเรื่องของสินค้า ซึ่งเรามักจะคิดกันว่าสินค้าต่างๆมีวิธีการดึงดูดมาจากบอลอังกฤษหรือในบอลยุโรปแต่ในความเป็นจริงแล้วกีฬาที่เป็นต้นแบบในการจัดการสิทธิประโยชน์คืออเมริกันเกมส์ เช่น บาสเก็ตบอลเอ็นบีเอ อเมริกันฟุตบอล เบสบอล

 

นอกจากนี้นักกีฬายังเข้าไปสัมพันธ์กับแฟชั่นมากขึ้นอย่างชุดออกกำลังกายก็ออกแบบให้ Fit & Firm (กระชับและโชว์สัดส่วน-ประชาธรรม)มากขึ้นเพราะกีฬามันไปด้วยกันกับแฟชั่น 

 

ชาตินิยมในกีฬาในต่างประเทศเราจะสังเกตเห็นได้จากหลายกรณีเช่น ดาร์บี้แมตท์ในเกมส์ฟุตบอลลอนดอนเหนือระหว่างอาร์เซน่อลกับสเปอร์ซึ่งมีภูมิหลังมาจากการที่ทีมแรกเป็นทีมของคนงานรถไฟ ส่วนทีมหลังทีมของชนชั้นกลาง ดังนั้นมันจึงมีเรื่องของชนชั้น

 

หรือดาร์บี้แมตท์เรดวอรระหว่างแมนยูกับลิเวอร์พูลซึ่งมีภูมิหลังมาจากที่ทั้งสองทีมเกิดขึ้นในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมทีมหนึ่งเป็นเมืองท่าจะได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจน้อยกว่าอีกทีมดังนั้นจึงมีบทเพลงเชียร์ที่ล้อเลียนกันอยู่เสมอ

 

นอกจากนี้ยังมีชาตินิยมที่แย่งชิงความเป็นเจ้าต้นตำรับกีฬา เช่น ไทยกับมาเลเซีย แย่งชิงความเป็นต้นตำหรับในการเตะตระก้อ หรือมาเลเซียกับอินโดนีเซียก็แย่งความเป็นเจ้าตำรับการเล่นแบตมินตัน เป็นต้น

 

ส่วนเรื่อง Sportcelebrity ฮีโร่หรือซุปเปอร์สตาร์ในวงการกีฬานักกีฬากลายเป็นเซเลปได้เพราะว่าสังคมให้ความสนใจกับกีฬา

 

การเข้ามาของทุนนิยมในวงการกีฬามันทำให้เกิดฟองสบู่แตกในวงการกีฬาเช่นกันอาทิ ฟุตบอลอิตาลีก็เคยเจอปัญหาวิกฤตการเงินจนต้องขายนักเตะในทีมออกไป บอลอังกฤษก็มีทุนเอเชียเข้าไปเนื่องจากไม่สามารถจัดการปัญหาทางการเงินได้หรือวิกฤตเศรษฐกิจที่กรีก ซึ่งถูกวิพากษ์ว่าเป็นผลมาจากการที่กรีกพยายามจะลงทุนสร้างสนามและสาธารณูปโภคเพื่อรองรับโอลิมปิคเกมส์ปี 2010

 

ภายหลังจากการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจโลกมันเกิดสิ่งที่เรียกว่าทุนนิยมเอเชียในวงการกีฬาขึ้น กีฬาเริ่มหลั่งไหลมาในเอเชียมากขึ้นเช่นกีฬาฟอมูล่าวันที่ใช้ต้นทุนในการแข่งขันสูงจากที่ไม่ค่อยมีในทวีปเอเชียเลยแต่ปีนี้มีแข่งถึง 8 สนามจาก 21 สนาม

 

มองไทยพรีเมียร์ลีคผ่านมุมสังคมวิทยากีฬา

 

สายชล กล่าวอีกว่า เมื่อมองสังคมวิทยากีฬาในไทยพรีเมียร์จะพบว่า ยุคแรกของฟุตบอลไทยพรีเมียร์เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2539 เป็นยุคที่ตนใช้คำว่า "จินตนาการสำคัญกว่าความรู้" เนื่องจากฟุตบอลไทยชอบใช้จินตนาการที่จะจัดฟุตบอลให้กับเด็ก แต่จริงๆแล้วไม่เคยศึกษาหาความรู้ว่าการจัดการฟุตบอลเขาทำกันอย่างไร ฉะนั้นในช่วงแรกจึงเกิดจากความชอบของคนดังที่สนใจฟุตบอล คุณกิติรัตน์ซึ่งตอนนั้นเป็นเลขากลต.เอาทีมตลาดหลักทรัพย์ใช้ชื่อทีมว่ากรุงเทพมหานครแข่งกับทีมธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ยาสูบ เป็นการแข่งขันของทีมองค์กรที่ไม่ได้สัมพันธ์กับผู้คน จำนวนผู้เล่นผู้จัดการสตาฟโค้ช มากกว่าจำนวนคนดู ทั้งนี้เนื่องจากเป็นยุคหลังวิกฤตปี 40 งบประมาณที่จะจัดมีน้อย ทำให้ซบเซา จนกระทั่ง หลังปี 2550 -2551 เป็นยุค "Return of ชลบุรี & สยามสปอร์ต"เป็นยุคที่คนเริ่มกลับมาให้ความสนใจ ทีมชลบุรีเริ่มบูมขึ้นมาคนเริ่มให้ความสนใจในการศึกษา เช่น งานทางมานุษยวิทยา

 

จนมาถึงปัจจุบันเรียกว่ายุค "การเมืองวิ่งเข้าชนฟุตบอล" นักการเมืองหรือใครที่ต้องการจะได้ประโยชน์ก็จะเข้ามาใช้พื้นที่ตรงนี้

 

ปัจจุบันในลีกไทยมีทีมสโมสรดิวิชั่นสอง 84 ทีม ดิวิชั่นหนึ่ง 18 ทีม ไทยพรีเมียร์ลีก 18 ทีม

 

ทีมที่เป็นแชมป์ไทยพรีเมียร์ลีกจะได้รางวัลสิบล้านบาท ส่วนลิขสิทธิ์ทีวี ปัจจุบันทรูวิชั่นจ่ายให้ไทยพรีเมียร์ลีกสามปีหกร้อยล้านบาท การซื้อขายนักฟุตบอลที่มีมูลค่าสูงสุดอยู่ที่ 1.8ล้านบาท(กองหน้าชาวโปแลนด์ของเมืองทอง) ส่วนค่าเหนื่อยนักเตะที่รับต่อเดือนสูงสุดอยู่ที่สามแสนบาทต่อเดือน(ณ ตอนที่ศึกษาเป็นลีซอ ธีรเทพวิโนทัย แต่ตอนนี้ธีรศิลป์ แดงดา อาจจะได้มากกว่า)

 

จากการศึกษาทีมชลบุรีเอฟซี พบว่า การขายโมษณาบนเสื้อทีมนั้น คาดอก ช้างเซ็นกับชลบุรีสี่สิบล้านบาทตรงหน้าอกซ้ายเป็นของไนกี้ มูลค่า แปดล้านบาท ที่ไหล่มูลค่าหกล้านบาท  ทีมอื่นก็จะมีมูลค่าแตกต่างกันออกไป

 

ส่วนคนที่เป็นเจ้าของทีมจากการศึกษาไทยพรีมียร์ลีกและดิวิชั่นหนึ่งพบว่าเป็นนักการเมือง 20 คนเป็นนักธุรกิจ 11 คน เป็นข้าราชการผู้ใหญ่ 5 คน ทั้งหมด 36 คนเป็นรัฐมนตรีกับอดีตรัฐมนตรี 5 คน

 

"ฟุตบอลไทยพรีเมียร์เป็นเหมือนกิจกรรมหนึ่งทางสังคมเมื่อมีความทันสมัยเข้ามามันมี 4-5 ระบบที่เกี่ยวข้องกัน เป็นระบบที่ถูกบีบโดยสมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเซียและเป็นระบบที่พัฒนาไปเพื่อรองรับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเช่น ระบบผู้เชี่ยวชาญต้องมีการถ่ายทอดสด ต้องมีไฟสนามต้องได้มาตราฐาน ต้องเป็นเก้าอี้ที่สามารถนับจำนวนที่นั่งได้ ต้องมีห้องสื่อมวลชน ต้องการการตรวจงบบัญชี ฯลฯ"

 

ปัจจุบันการศึกษาไทยพรีเมียร์ลีกทางสังคมศาสตร์พบว่ามีการศึกษาหลายเรื่องเรื่องแรกเกี่ยวกับการศึกษาทัศนะคติและสำรวจความพึงพอใจงานนี้มีการศึกษาเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะมหาวิทยาลัยที่มีการศึกษาด้านพละศึกษา

 

สองด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาก็มีการศึกษาด้านแท็กติก คุณลักษณะที่ดีของโค้ช คุณลักษณะที่ดีของนักฟุตบอล คุณลักษณะที่ดีของผู้ตัดสิน เช่นปัจจัยที่สามารถทำให้ผู้ตัดสินตัดสินใจได้อย่างเที่ยงตรง

 

สาม ด้านการตลาดและการบริหารจัดการ มีการศึกษาเรื่องตราสัญญลักษณ์ของสโมสร ความต้องการเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทเอกชน

 

ส่วนสังคมวิทยามานุษยวิทยาสนใจวัฒนธรรมศึกษาแฟนคลับ ศึกษา

 

อุตสาหกรรมฟุตบอลไทย

 

อาจินต์ ทองอยู่คง นักศึกษาปริญญาโทสาขามานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งทำวิทยานิพนธ์เรื่อง "แฟนบอล" : ปฏิบัติการทางวัฒนธรรมของแฟนสโมสรฟุตบอลไทย กล่าวว่า  มีสามประเด็นที่อยากจะพูดถึง หนึ่งอุตสาหกรรมฟุตบอลไทย สอง บทบาทของแฟนบอล และสาม พลวัตรของแฟนบอลไทย

 

ประเด็นแรก อุตสาหกรรมฟุตบอลไทย ฟุตบอลไทยพรีเมียร์ลีกเติบโตมาอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปี 2552 คนดูบอลไทยเพิ่มขึ้นจากหลักร้อย เป็นเฉลี่ย 4,000 คนต่อนัด จนมาถึงปีนี้ คนดูเฉลี่ย 6,000 คนต่อนัดรวมถึงงบประมาณในการลงทุนก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆจาก ลงทุนรวมกัน 250 ล้านบาทในช่วงก่อตั้งไทยพรีเมียร์ลีก เพิ่มขึ้นตามลำดับ ปัจจุบันยอดการลงทุนทำทีมในไทยพรีเมียร์ลีกทั้ง 18 ทีมอยู่ที่ 1,500 ล้านบาท หรือแม้กระทั่งรายได้ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หากดูจากราคาบัตร เมื่อปี 2552 ค่าบัตร 50 บาท ปัจจุบันนี้ บัตรมีราคาไม่ต่ำกว่า 100 บาท

 

เงินรายได้จากธุรกิจฟุตบอลจะมาจากสาม ส่วนส่วนแรกค่าตั๋ว สอง ลิขสิทธิ์ทีวี สาม สปอนเซอร์และการขายสินค้าของสโมสร ส่วนใหญ่แล้วลีกใหญ่ๆในยุโรปอย่างพรีเมียร์ลีกในอังกฤษ จะมีสามส่วนนี้เท่ากันหรือสมดุลกันแต่ในฟุตบอลไทยค่อนข้างผิดเพี้ยน เช่น ปี 2555 ทีมเมืองทองลงทุนไปประมาณ 100 ล้าน แต่มีรายได้จากตั๋ว 21 ล้านบาทคิดเป็นร้อยละ 21 รายได้จากลิขสิทธิ์โทรทัศน์ 5 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 5 ที่เหลืออีกร้อยละ 74 มาจากสปอนเซอร์

 

หรืออย่างทีมชลบุรีปี 2555 รายได้จากตั๋ว ร้อยละ 15 รายได้จากการถ่ายทอดสดทางทีวีร้อยละ 6.25 รายได้จากสปอนเซอร์ประมาณร้อยละ 70

 

หรือทีมการท่าเรือที่มีขนาดเล็กก็มีรายได้จากสปอนเซอร์ถึงร้อยละ 80

 

ถ้าดูโครงสร้างรายได้ของทีมในไทยพรีเมียร์จะพบว่ามีโครงสร้างที่ผิดเพี้ยนเพราะรายได้หลักมาจากสปอนเซอร์และอาจจะทำให้มีปัญหาในอนาคตข้างหน้า

 

ส่วนเงื่อนไขที่ตนคิดว่าทำให้ฟุตบอลไทยเติบโตขึ้นมาได้มีอยู่หลายประการหนึ่ง กระแสฟุตบอลที่เริ่มไหลมาที่เอเชีย มีการจัดฟุตบอลโลกที่ญี่ปุ่นและจะจัดที่กาตาร์ หรือนโยบายของฟีฟ่า รวมถึงการสร้างระเบียบของสหพันธ์ฟุตบอลเอเชียที่บังคับให้สโมสรที่จะแข่งขันในระดับเอเชียต้องมีมาตราฐานอย่างที่อ.สายชลได้กล่าวมาเพื่อให้ไปด้วยกันกับโครงสร้างธุรกิจโลกาภิวัฒน์ทั้งสองอย่างนี้ส่งผลต่อวงการฟุตบอลไทย

 

สอง ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมไทยที่ดีขึ้นพอสมควรมันจึงทำให้มีเงินมาลงทุนในธุรกิจฟุตบอลมากขึ้น

 

นอกจากนี้ความเปลี่ยนแปลงยังส่งผลให้เกิดชนชั้นกลางกลุ่มใหม่ที่มีอำนาจในการบริโภคมากขึ้นทำให้มีความพร้อมที่เป็น"แฟนบอล"

 

อินเตอร์เน็ตที่แพร่หลาย

 

อีกอันหนึ่งเท่าที่สังเกตดูแต่ยังไม่ได้คำตอบชัดเจน คือ การรัฐประหารเมื่อปี 2549 เนื่องจากมันทำให้นักการเมืองถูกแบนโดยเฉพาะกลุ่มบ้านเลขที่ 11 ที่ลงมาทำทีมฟุตบอลกันมากเราอาจมองได้ว่าการที่นักการเมืองถูกห้ามเล่นการเมือง จึงทำให้ตนเองต้องแสวงหาพื้นที่ทางการเมืองใหม่เพื่อทำให้คนรู้สึกว่าตนยังมีตัวตนในสังคมและรอเวลากลับมาเล่นการเมืองอีกครั้ง

 

หรือผลอีกด้านหนึ่งของการรัฐประหารคือทำให้เกิดความตึงเครียดทางสังคม และแสวงหาทางออกโดยการไปดูฟุตบอล

 

วัฒนธรรมแฟนบอลไทย

 

 

อาจินต์ กล่าวอีกว่า วัฒนธรรมแฟนบอลก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้อุตสาหกรรมฟุตบอลไทยเติบโตโดยตนมองจากกิจกรรมที่กลุ่มแฟนบอลทำทั้งในสนามและนอกสนาม

 

แฟนบอลไม่ใช่ว่าจะรวมกลุ่มกันเชียร์เฉพาะในสนาม นอกสนามก็มีการทำกิจกรรมอื่นๆเช่น นัดเตะบอลในวันที่ไม่มีการแข่งขัน มีการตั้งชมรมย่อยในกลุ่มแฟนบอล อาทิ ชมรมอุลต้าเมืองทองพระเครื่อง หรือการนัดมาทาสีอัฒจรรย์ร่วมกันของกลุ่มแฟนบอลท่าเรือในวันหยุด  การนัดไปตั้งแคมป์ พักแรม ฯลฯ สิ่งเหล่านี้มันแสดงให้เห็นว่าการเป็น "แฟนบอล" ไม่ใช่เฉพาะวันแข่งขันเท่านั้น

 

นอกจากนี้อินเตอร์เน็ตก็เข้ามามีส่วนในการรวมกลุ่มของแฟนบอลซึ่งก่อนหน้านี้สิ่งที่ทำให้แฟนบอลสามารถรวมตัวกันได้คือ นิตยสาร แต่พอมีอินเตอร์เน็ตทำให้คนสามารถเป็นแฟนบอลได้ตลอดเวลาแม้กระทั่งในเวลาทำงาน เพียงแค่เข้าอินเตอร์เน็ตแล้วเข้ากลุ่มก็จะมีความรู้สึกร่วมในการเป็นแฟนบอล ซึ่งมันเพิ่มความรู้สึกร่วมของการเป็นแฟนบอล

 

กลุ่มแฟนบอลแต่ละกลุ่มจะมีเฟชบุ๊ค เว็บบอร์ดเป็นของตัวเองซึ่งในแง่หนึ่งมันทำหน้าที่คล้ายกับนิตยสารและทีมหนึ่งไม่ได้มีแฟนบอลแค่กลุ่มเดียวและแต่ละกลุ่มจะมีลักษณะไม่เหมือนกัน เช่น เมืองทองก็จะมีอัลตร้าเมืองทองที่เน้นเชียร์บอลแบบสุภาพ กับเอ็นโซนที่ค่อนข้างรุนแรงในการเชียร์ส่วนชลบุรีก็จะมีกลุ่มแฟนไม่เฉพาะแต่ในเมืองชลบุรีแต่มีกลุ่มแฟนบอลฉลามกรุงด้วยซึ่งเป็นรวมแฟนชลบุรีที่มาจากที่อื่น ฯลฯ ลักษณะแบบนี้มันทำให้เห็นว่าความเป็นแฟนบอลมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวสโมสรเพียงอย่างเดียว หากมันขึ้นอยู่กับสโมสรฟุตบอลอย่างเดียวก็จะต้องมีแฟนแบบเดียวเท่านั้น ลักษณะแฟนบอลหลายกลุ่มมันทำให้เห็นว่ามันถูกสร้างขึ้นมาจากการบริโภคสิ่งต่างๆที่แฟนบอลบริโภคร่วมกันจนทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า"ชุมชนแฟน"

 

"ชุมชนแฟน"ไม่ได้เกิดจากการรวมกลุ่มกันเฉยๆมีการจัดกระบวนอย่างเป็นระบบ (Organization) เช่นแฟนเมืองทองจะมีการแบ่งหน้าที่กันชัดเจน ว่าใครเป็นประธาน ใครเป็นที่ปรึกษา หรือใครอยู่ฝ่ายไหนบ้าง เป็นต้น

 

การเป็น "ชุมชนแฟน" ทำให้แฟนบอลสามารถแสดงบทบาทในการผลิตด้วย กล่าวคือ ไม่ได้ไปรับชมฟุตบอลอย่างเดียว แต่มีการถ่ายรูป ถ่ายวีดีโอ เขียน เล่าเรื่องราว แต่งเพลง ฯลฯ เพื่อส่งต่อทางอินเตอร์เน็ตมันทำให้เกิดการถ่ายทอดวัฒนธรรมฟุตบอลออกไปสู่ภายนอกทำให้คนรู้จักฟุตบอลไทยมากขึ้น คนก็มาดูมากขึ้น รวมถึงชาวต่างชาติที่เข้ามาร่วมในวัฒนธรรมนี้มากขึ้นด้วย

 

การผลิตสิ่งเหล่านี้เป็นการผลิตเพื่อบริโภคกันเองเพราะผลิตภัณฑ์สินค้าของอุตสาหกรรมฟุตบอลไม่พอ คือ พอกิจกรรมมันไม่ใช่เพียงแค่การดูบอลมันจึงต้องมีอย่างอื่นมาตอบสนอง รวมถึงบรรยากาศในสนามที่พยายามจะสร้างกันขึ้นมาเอง ดังคำกล่าวของแฟนบอล ท่านหนึ่งที่บอกว่า"ผมไม่ได้อยากทำเองหรอก แต่ผมอยากเห็นมันไม่มีคนทำ ผมเลยต้องทำเอง" 

 

ความอยากบริโภคนี้มาจาก "สุนทรียะใหม่" ที่ไม่ใช่เพียงแค่การดูบอลอย่างเดียว และหลายกรณีพบว่า สุนทรียะนั้น คือ การไม่ดูบอล เช่น แฟนเมืองทองหันหลังเชียร์บอลซึ่งไม่ใช่ความฮิตที่รับมาจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียวเพราะแฟนเมืองทองทำก่อนหน้าแฟนแมนซิตี้

 

แฟนบอลที่ทำการเชียรนี้ได้บอกกับตนว่า "สิ่งที่เราทำพยายามจะบอกว่าเราไม่ได้ยึดติดกับการดูบอล แต่เรามาเพื่อเชียร์ มาเพื่อสนุก การดูบอลเป็นเรื่องของคนดูบอลทั่วไป แฟนบอลอย่างเรามันต้องไปให้มากกว่านั้น การหันหลังเชียร์มันเปรียบเสมือนการบรรลุโสดาบัน หรือการเป็นนิพพานของแฟนบอลแล้ว"

 

 

 

หรืออย่างกรณี แฟนบอลท่าเรือที่ถูกห้ามเข้าชมการแข่งขันก็ไม่ได้ชมอยู่ทางบ้านหรือแอบใส่ชุดอื่นไปนั่งอยู่กับทีมเยือนเพื่อดูบอล แต่กลับแบกกลองและใส่ชุดมาเชียร์นอกสนามเพราะรู้สึกสนุกกว่า

 

ตนเรียกแฟนบอลเหล่านี้ว่าแฟนบอลยุค 2.0 เพราะหากเปรียบดังเวป 1.0 จะเป็นฝ่ายรับอย่างเดียว ส่วนเวป 2.0 คือ มีส่วนร่วมในการผลิต หากย้อนดูกระบวนการบริโภคทั้งหลายที่เขาทำมามันทำให้เกิดวัฒนธรรมของการมีส่วนร่วมในผลิตวงการฟุตบอลไทย

 

การสร้างวัฒนธรรมการมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของมันนำไปสู่การวิพากษ์หรือการประท้วงของแฟนบอล เช่น การประท้วงผู้บริหารของแฟนบอลท่าเรือจนทำให้ผู้บริหารต้องลาออก หรือการประท้วงนายกสมาคมฟุตบอลไทย เป็นต้น

 

ความสำคัญของแฟนบอลตรงนี้ สโมสรก็เห็นความสำคัญมีการให้เงินสนับสนุนผ่านสปอนเซอร์เพื่อสนับสนุนการจัดกิจกรรมของแฟนบอล เช่น การจัดงานนำเงินสมทบทุนกิจกรรมของทีมชลบุรี การเปลี่ยนชื่ออัฒจรรย์ในสนามเหย้าของเมืองทองให้เป็นชื่อของกลุ่มแฟนบอล เป็นต้น

 

นอกจากนี้ภาครัฐเองก็เริ่มเข้ามาจัดการหรือจำกัดการเชียร์ของแฟนบอลมากขึ้น เช่น กกท.จัดกิจกรรม "การสร้างวัฒนธรรม การชม การเชียร์กีฬาอาชีพ" ซึ่งชื่อกิจกรรมราวกับบอกเป็นนัยว่าการเชียร์ที่ผ่านมามันไม่มีอารยธรรม รวมถึงกกท.ให้แฟนอัลตร้าเมืองทองจัดอบรมการเชียร์ให้แฟนบอลทีมอื่น พร้อมเปิดโอกาสให้กลุ่มแฟนบอลจัดทำแผนกิจกรรมประจำปีและของบมาที่กกท. อย่างไรก็ดีพบว่าไม่มีกลุ่มแฟนบอลเข้าร่วมมากนักเนื่องจากไม่ต้องการให้กกท.เข้ามาควบคุม เป็นต้น

 

 

พลวัตวัฒนธรรมแฟนบอล

 

อาจินต์ กล่าวอีกว่า หลังจากเห็นแฟนบอล 2.0 กำลังแพร่หลายนั้น ตนพบว่าเมื่อปลายปีที่แล้วเริ่มมีแฟนบอล เวอร์ชั่น 3.0 ซึ่งยังมีไม่มากแต่กำลังจะเพิ่มขึ้นเรื่อยและต่อไปอาจจะส่งผลต่ออะไรหลายอย่างในวงการฟุตบอลไทย คือ กลุ่มที่เริ่มได้รับอิทธิพลการเชียร์บอลแบบอัลต้าในต่างประเทศ ซึ่งมีลักษณะเป็นกลุ่มเล็กๆ แต่เหนียวแน่น เป็นกลุ่มเฉพาะ ไม่สามารถเข้าร่วมกลุ่มได้ง่ายๆ แต่ต้องแสดงให้เห็นว่าเราพร้อมที่เข้าไปอยู่ร่วมกลุ่มโดยการแสดงจุดร่วมอะไรหลายอย่าง กลุ่มนี้จะไม่ใส่เสื้อสโมสรแต่จะใส่เสื้อกลุ่มที่ทำเอง ส่วนใหญ่เป็นเสื้อยืดสีดำที่มีสัญลักษณ์ มีคำศัพท์เฉพาะ เช่น  ใช้ Respect ในการกล่าวชื่นชม หรือ A. C. A .B ซึ่งเป็นคำที่อัลต้าต่างประเทศชอบใช้กัน ย่อมาจากคำว่าAll cops are bustard เป็นต้น

 

เอกลักษณ์ของแฟนบอลอัลต้าคือ ชอบจุดพลุไฟ หรือจุดควัน และชอบมีปัญหากับการ์ดในสนาม

 

แต่อย่างไรก็ดีก็พบว่าแม้จะมีการรับวัฒนธรรมการเชียร์แบบอัลต้าแต่ก็มีการLocalize เพื่อให้มันมีลักษณะเบาลงหรือสุภาพลง กล่าวคือมีวัฒนธรรมการเชียร์แบบอัลต้าในต่างประเทศแต่ไม่รุนแรง เป็น "อัลตร้าส์แบบไทย"

 

นอกจากนี้ยังพบว่ากองเชียร์กลุ่มนี้มีช่วงอายุน้อยลงเป็นกลุ่มวัยรุ่นนักเรียนนักศึกษา ซึ่งต่างกับกลุ่มแฟนบอลปัจจุบันที่ส่วนใหญ่เป็นวัยทำงานและเป็น "ชนชั้นกลาง" มากกว่า "working class" ซึ่งมันอาจจะกลายเป็น Youth culture หรือ Subculture ต่อไปในวัฒนธรรมแฟนบอลไทย

 

 

 

 

ฟุตบอลไทย กับอำนาจทางการเมืองทุน และท้องถิ่นนิยม

 

ณัฐกรณ์ วิทิตานนท์ สำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวว่า บอลไทยไม่เหมือนใครในโลก เพราะมีความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจทางการเมือง ทุน และท้องถิ่นนิยม โดยเฉพาะอำนาจทางการเมือง ซึ่งถ้าเป็นกีฬาอาชีพในต่างประเทศอำนาจทางการเมืองจะเป็นอีกโลกหนึ่งเลย ไม่มีความเกี่ยวข้องเกี่ยวพันกัน นักการเมืองแม้จะชื่นชอบฟุตบอลก็เป็นได้แค่แฟนบอลไม่มีบทบาทชี้นำในสโมสรหรือเป็นส่วนหนึ่งในฐานะเจ้าของสโมสร

 

ในประเทศไทยถ้าเป็นไทยพรีเมียร์ลีกอาจจะเห็นภาพไม่ชัด(แต่ก็มีมาก)แต่ถ้าเป็นดิวิชั่นสองที่ตนใช้ศึกษาอยู่จะเห็นชัดมาก

 

จุดสำคัญของบอลไทยอยู่ที่ปี 2549 เพราะมีการรวมไทยลีกกับโปรวิเชี่ยนลีกเข้าด้วยกัน รวมถึงมีบทบาทขององค์กรนอกรัฐอย่างเอเอฟซีที่เข้ามากำหนดกติกาให้กับสมาคมฟุตบอลทำให้สโมสรฟุตบอลไทยต้องปรับตัว การจัดตั้งลีกก็ทำคล้ายๆพรีเมียร์ลีกของอังกฤษ คือแยกออกมาเป็นรูปของเอกชนแต่อันที่จริงก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับอำนาจรัฐ

 

ถ้าดูในลีกสูงสุดของไทยจะพบว่า ทีมส่วนใหญ่จะอยู่ในเขตกรุงเทพและปริมณฑล มีทีมจากภาคเหนือหนึ่งทีมและอีสานสองทีม ซึ่งมันสอดคล้องกับข้อมูลธนาคารโลกว่า งบประมาณของประเทศนี้ถูกใช้ภาคกลางละกรุงเทพฯมาก

 

ถ้าดูภาพรวมจะพบว่าเจ้าของทีมที่เป็นนักการเมืองยังมีไม่มากแต่ถ้าดูเฉพาะลีกภูมิภาคจะเห็นชัดว่า มีนักการเมืองเป็นเจ้าของทีมเป็นจำนวนมากในภาคเหนือซึ่งมีอยู่

16 ทีม 13

ทีม มีนักการเมืองเป็นเจ้าของ และมีข้อสังเกต คือสามทีมที่ไม่ใช่มีนักการเมืองเป็นเจ้าของ เป็นจังหวัดที่พรรคประชาธิปปัตย์ชนะ ส.ส.ยก จว.เช่น พิษณุโลก ตาก  พิษณุโลกเป็นนักธุรกิจตากเป็นตำรวจ โดยแพร่เป็นทีมเดียวที่ประธานอยู่ขั้วประชาธิปปัตย์แต่ก็สายสัมพันธ์กับนักการเมืองท้องถิ่น

 

 

ขณะที่ TPLข้อมูลปีนี้มีประธานสโมสรที่อยู่ในแวดวงการเมือง 10 คน ในบรรดา 18ทีม มี 4-5 ที่เรียกได้ว่ามีสนามเป็นของตัวเอง แต่ถ้าลองมองลงมาที่ลีกภูมิภาคภาพจะยิ่งชัดเจน D2 โซนภาคเหนือ มี 16 ทีมประธานเป็นนักการเมืองถึง 13 ทีม (ส.ส. 1, นายก อบจ. 3,อดีต นายก อบจ. 2 ฯลฯ) โดยเชื่อมโยงกับพรรคเพื่อไทยมากที่สุด 7 ทีมซึ่งไม่มีแม้แต่ทีมเดียวที่มีสนามเป็นของตัวเอง ทุกสนามล้วนเป็นของหน่วยงานรัฐ(อปท. 11, สถาบันพลศึกษา 3, กกท. 1,มหาลัย 1)

ข้อสังเกตคือลีกภูมิภาคอัตคัด ทำบอลคืองานการกุศลเพื่อให้คนในจังหวัดได้รู้สึกภูมิใจในท้องถิ่นของตน คนที่เข้ามาคือผู้เสียสละ(ซึ่งแน่นอนว่าย่อมหวังความนิยมสำหรับการเลือกตั้ง) และถ้าจะให้เข้มแข็งได้ก็ต้องมีพลังการเมืองมาหนุนด้วย (พึ่งพาเรื่องสนาม อำนวยความสะดวก จราจรรักษาความปลอดภัย งบสนับสนุนอื่นๆ) ดังนั้น ฝ่ายค้านจึงทำทีมบอลลำบากหลายจังหวัดของภาคเหนือที่พรรคประชาธิปัตย์ชนะเลือกตั้งแทบจะยกจังหวัดอย่างพิษณุโลกกับตาก จึงเป็นนักธุรกิจและข้าราชการที่เข้ามาทำทีมบอลแทนหรือไม่งั้นก็ต้องมั่นใจว่านายก อบจ.ยินดีให้การช่วยเหลือ

 

ที่กล่าวมาเพื่อที่จะบอกว่า ถ้าจะทำทีมฟุตบอลแล้วไม่มีอำนาจทางการเมืองจะทำลำบากมากนักการเมืองที่เป็นฝ่ายค้านในจังหวัดนั้นก็ไม่ค่อยอยากทำเพราะทำแล้วลำบาก เช่น การใช้สนามซึ่งจากการสำรวจแล้วพบว่าไม่มีแม้แต่สนามเดียวที่เป็นสนามของสโมสร ทุกสนามเป็นสนามขององค์กรภาครัฐอย่างทีมเชียงใหม่ก็ต้องเช่าสนามกีฬา 700 ปีกับกกท. ซึ่งถ้ามีความสัมพันธ์กับอำนาจทางการเมือง จากที่แพงๆก็อาจจะได้ราคาถูกหรือแม้แต่การจะทำให้แฟนบอลอยู่ในกรอบไม่ขวางปาสิ่งของก็ต้องมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดี ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นต้นทุนที่สโมสรต้องแบกรับ แต่ถ้าเจ้าของทีมมีความสัมพันธ์กับการเมืองก็อาจจะไม่ต้องจ้างการ์ดหรือจ่ายเบี้ยเลี้ยงตำรวจแต่สามารถร้องขอมาช่วยได้เลย เป็นต้น

 

นักการเมืองจำนวนหนึ่งหวังใช้ฟุตบอลเพื่อสร้างฐานความนิยมและเมื่อมีอำนาจรัฐ การกำกับทิศทางของฟุตบอลมันจะง่ายขึ้น สามารถลดต้นทุนได้สปอนเซอร์ที่เป็นรายได้หลักก็จะมา

 

สปอนเซอร์หลักในฟุตบอลไทย แบรนด์เสื้อผ้าส่วนใหญ่ที่สนับสนุนเป็นของไทย มีแบรนด์ต่างชาติน้อยมาก FBT มากสุดไนกี้เป็นสปอนเซอร์ทีมเดียว คือทีมชลบุรีเอฟซี พูม่าทีมเดียวคือ ทีมโคราช

 

 

 

ส่วนสปอนเซอร์สนับสนุนในลีกไทยส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจน้ำเมา ในดิวิชั่นสองโซนภาคเหนือ จะเป็นลีโอ ร้อยละ 70 ที่เหลือเป็นช้าง

 

เจ้าของสนามที่แต่ละทีมใช้เตะส่วนใหญ่เป็นของท้องถิ่นหลายที่มีความขัดแย้งเกิดขึ้นเนื่องจากท้องถิ่นไม่ถูกกับเจ้าของทีม เช่นที่เชียงราย นายกอบจ.เป็นอีกขั้วการเมืองหนึ่ง ฝ่ายที่ทำทีมฟุตบอลเป็นอีกขั้วการเมืองหนึ่ง ฝ่ายของทีมฟุตบอลไปขอใช้สนามเขาก็ไม่ให้ หรือถ้าให้ก็มีค่าใช้จ่ายสูง ดังนั้นจึงมีความพยายามที่จะคุมอำนาจรัฐให้ได้ ที่น่าสนใจ คือ ถ้าคุมอำนาจรัฐได้สิ่งที่ตามมาคือ สปอนเซอร์ เช่น สมัยเนวินชิดชอบเป็นฝ่ายรัฐบาลสามารถสร้างสนามไอโมบายซึ่งเป็นสนามเหย้าของทีมบุรีรัมย์ได้สำเร็จ(ซึ่งถือว่าเป็นสนามที่สุดยอดที่สุดในประเทศไทย) ถ้าตอนนี้คิดจะสร้างตนคิดว่ายังไงก็สร้างไม่ได้ แต่ว่าตอนนั้นทำได้เพราะเป็นฝ่ายรัฐบาลและเวลาแข่งขัน สนามของบุรีรัมย์จะเต็มทุกครั้งเมื่อไปถามคนแถวนั้น พบว่า มีการเชิญสมาชิกอบต.ชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน ขนคนไปเชียร์ซึ่งยอดแฟนบอลจริงๆของบุรีรัมย์ อยู่ที่ปัจจุบัน คือ ยอดที่ไม่มีอำนาจรัฐเข้ามาเกี่ยวข้องหรือเกื้อหนุนซึ่งไม่ถึงกับเต็มสนามแต่ก็มีจำนวนมาก

 

ทุกวันนี้เราจะเห็นนักการเมืองใช้ฟุตบอลเรียกคะแนนเสียงทางการเมือง เป็นยุทธศาตร์หนึ่งในการสร้างความนิยมทางการเมือง ที่เชียงรายก่อนวันเลือกตั้งทีมเชียงรายยูไนเต็ดมีการเลื่อนการแข่งขันเร็วขึ้นเพื่อให้หาเสียงได้และวันนั้น ยงยุทธ ติยะไพรัช ลงไปปราศรัยกลางสนาม วันต่อมาก็ชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลายทำให้อำนาจรัฐกับคนทำทีมฟุตบอลมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง

 

 

 

ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นมันทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า "ท้องถิ่นนิยม" เกิดปรากฎการณ์ อย่างเช่น การติดสติ๊กเกอร์โลโก้ทีมเชียงรายยูไนเต็ดบนรถส่วนตัวเกือบทุกคัน เหมือนกับบ่งบอกความภูมิใจในความเป็นเชียงรายยูไนเต็ด

 

พนันบอล อำนาจ และความเป็นชาย

 

วสันต์ ปัญญาแก้ว คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า พนันบอลเป็นเรื่องของคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น เราจะเห็นได้ชัดขึ้นเมื่ออุตสาหกรรมฟุตบอลไทยที่เติบโตขึ้นมาเรื่อยๆ แต่การเล่นพนันกลับยิ่งจำกัดวงแคบลงแน่นอนว่าพนันบอลไม่หายไปไหน เหมือนกับการพนันในรูปแบบอื่นของสังคมไทย ฉะนั้น เราอาจเข้าใจวัฒนธรรมพนันในแบบอื่นที่นอกเหนือไปจากความคิดสามัญอย่างศีลธรรม เพราะเอาเข้าจริงแล้วการเล่นพนันต้องใช้พลังสร้างสรรค์ทางความคิดเป็นอย่างมากไม่ต่างจากการเชียร์บอลทั่วไปต้องใช้ความคิด ความอ่าน สร้างความหมายอะไรบางอย่างให้ชีวิตของพวกเขาตลอดเวลา

 

เมื่อฟุตบอลกลายเป็นสินค้าที่คนไทยชอบบริโภค การพนันบอลได้กลายเป็นกระแสหนึ่งของอุตสาหกรรมชนิดนี้ นอกจากนี้ ยังเชื่อมโยงหรือสัมพันธ์กับสื่อและยังเชื่อมโยงกับการพนันทั้งโลก ไม่ได้อยู่เฉพาะในเมืองไทย

 

คนเล่นพนันบอลต้องใช้สื่อและลงทุนสูงพอสมควร เป็นต้นว่า หากต้องการดูการแข่งขันต้องเสียค่าเคเบิ้ลทีวีเป็นรายเดือนเฉลี่ยอย่างต่ำไม่น้อยกว่าเดือนละพัน  และการวิเคราะห์ดูราคาต่อรองเพื่อเล่น ยังต้องซื้อหนังสือพิมพ์หรือเข้าไปดูทางอินเตอร์เน็ต ประเด็นคือ คนเล่นต้องมีคู่มือในการเล่นต้องติดตามข้อมูลข่าวสาร รู้สถานการณ์ของทีมที่จะเล่น โปรแกรมการแข่งขันในอนาคตฯลฯ เพื่อเพิ่มโอกาสในการชนะเดิมพัน

 

การพนันเป็นเรื่องของคนบางกลุ่ม บางกลุ่มเล่นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการหารายได้ บางกลุ่มเล่นเพราะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตสมัยใหม่เพื่อให้ตัวเองได้มีตัวตนในสังคมแบบใหม่

 

การพนันฟุตบอลเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมฟุตบอลแต่ในขณะเดียวกันก็เป็นปรากฎการณ์ทางวัฒนธรรมด้วย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปรากฎการณ์ในชีวิตประจำวันของคนในสังคมไทยยุคปัจจุบัน

 

จากการศึกษาในเชียงใหม่ตามสถานที่ต่างๆเ ช่น สนามฟุตบอลที่ทีมเชียงใหม่เอฟซีลงแข่งขัน สนามฟุตบอลหญ้าเทียม ร้านเหล้าโดยถามกลุ่มตัวอย่างที่เป็น ผู้ชายร้อยละ 83  ผู้หญิงร้อยละ 17 สถานะภาพส่วนใหญ่เป็นโสด กลุ่มอายุ(สำรวจคนที่มีอายุ 18ปีขึ้นไป) มากสุดอยู่ในช่วงอายุ 25 -29 ปี ส่วนใหญ่การศึกษาอยู่ในระดับอาชีวะ(ร้อยละ 30) และปริญญาตรี(ร้อยละ40) ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 70 ของทั้งหมด และอยู่ในกลุ่มรายได้ 10,000-15,000 บาท มากที่สุดถึงร้อยละ 38 ในขณะที่ 15,000 -20,000 ร้อยละ 23

 

พอแยกเป็นกลุ่มนักพนันพบว่าสัดส่วนผู้หญิง ผู้ชายแตกต่างกันมากขึ้น กลุ่มผู้เล่นพนันส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 25-40 ปีการศึกษาอยู่ในระดับอาชีวะกับปริญญาตรี และอยู่ในกลุ่มรายได้ที่ไม่ได้สูงเกินไป แต่เป็นคนที่มีรายได้ มีหน้าที่การงานมั่นคง ซึ่งยืนยันได้ด้วยอาชีพ คือ ร้อยละ 46 เป็นลูกจ้างเอกชน  ร้อยละ 30-40 เป็นข้าราชการหรือพนักงานรัฐวิสาหกิจ ซึ่งสถิตินี้ขัดแย้งกับวาทกรรมตื้นๆที่นักการเมืองไทยชอบใช้ คือ คนที่เล่นพนันบอล คือ กลุ่มเยาวชน เพราะกลุ่มคนเล่นส่วนใหญ่ไม่ใช่เยาวชนเป็นคนที่มีอายุพอสมควรและมีหน้าที่การงานมั่นคง

 

 

 

สถิติเหล่านี้ไปยืนยันหรือสอดคล้องกับสถิติหลายๆอย่าง เช่น กลุ่มชนชั้นกลางที่เกิดใหม่ ที่เป็นกลุ่มเดียวกับแฟนบอลอย่างที่ อาจินต์ได้นำเสนอ ถ้าเรามองภาพให้กว้างขึ้นคนเหล่านี้เกิดขึ้นหลังปี 2544 แล้วเข้ามามีส่วนกับการเมืองในปี 2553 รวมถึงบริษัทไทยพรีเมียร์ลีกก็ตั้งขึ้นในปี 2551ซึ่งอยู่ในเวลาที่คาบเกี่ยวกัน

 

"ที่กล่าวมาอยากจะเสนอว่า ถ้ามองแฟนบอลหรือการพนันบอลเป็นพื้นที่ของผู้ชายไทยกลุ่มหนึ่งที่ใหญ่พอสมควร ซึ่งหากมองในมุมบุรุษศึกษาค่อนข้างน่าสนใจว่า "ความเป็นชาย" คืออะไร สร้างหรือพิสูจน์ได้อย่างไร มันแสดงออกได้อย่างไร การพนันบอลอาจเป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นความต้องการ"ชุมชน"ของผู้ชาย เพราะมันเริ่มหายไปในชีวิตสมัยใหม่ ซึ่งหากไปให้ลึกกว่านั้นการแสดงออกความชายอาจจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอำนาจ".

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร