FTA Watch เสนอกรมเจรฯ ปรับกรอบเจรจา TPP

Thu, 10/03/2013 - 12:26 -- ประชาธรรม

สืบเนื่องจากกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเผยแพร่ร่างกรอบเจรจาความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิค หรือที่รู้จักกันว่า TPP(ทีพีพี) โดยเปิดให้ประชาชนเสนอความเห็นได้นั้น

 

 

นางสาวกรรณิการ์กิจติเวชกุลล ผู้ประสานงานเอฟทีเอ ว็อชช์ กล่าวว่าข้อห่วงกังวลของภาคประชาสังคมที่ติดตามการค้าเสรีอย่างใกล้ชิด เปิดเผยว่ามีข้อห่วงใยที่เสนอแก้ไขปรับปรุงกรอบการเจรจาดังกล่าวหลายประเด็นได้แก่ (1) ในหมวดการค้าสินค้า ต้องยกเว้นสินค้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และยาสูบไม่ให้มาอยู่ในการเจรจา (2) ข้อตกลงต้องไม่เกินไปกว่า ความตกลงขององค์การการค้าโลกว่าด้วยการค้าที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญา (ทริปส์)และต้องไม่ยอมรับความตกลงว่าด้วยการต่อต้านสินค้าปลอมแปลง (แอคต้า)ที่มีเนื้อหาเรื่องมาตรการชายแดนและศุลกากรที่ให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ศุลกากรสามารถยึดจัสินค้าที่อยู่ในระหว่างการขนส่งได้และ (3) การระงับข้อพิพาท ระหว่างรัฐและเอกชน ต้องมีความยินยอมจากรัฐบาลไทยเป็นการเฉพาะกรณีทุกครั้งไปโดยการเจรจาต้องไม่มีผลให้นาข้อพิพาทที่เกี่ยวกับการลงทุนสาธารณะการออกนโยบายหรือมาตรการเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์สาธารณะ การคุ้มครองสิ่งแวดล้อมนโยบายด้านสาธารณสุข สาธารณูปโภคพื้นฐาน และความมั่นคง เข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการ

 

 

 

"การจะเข้าร่วมการเจรจาครั้งนี้ต้องประเมินผลได้ ผลเสียให้ดี เพราะสิทธิพิเศษทางการภาษี (GSP)ที่จะได้รับนั่นอาจจะไม่มากพอที่ไทยต้องเข้าร่วมเจรจาเพราะไทยมีข้อตกลงการค้ากับประเทศส่วนใหญ่ที่เป็นสมาชิกทีพีพีอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นออสเตรเลีย แคนาดา ญี่ปุน เป็นต้นดังนั้นหากการเข้าร่วมไม่ได้ประโยชน์จากการเจรจามากเท่าที่ข้อเรียกร้องด้านทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งจะส่งผลกระทบมหาศาล"ผู้ประสานงานเอฟทีเอ ว็อชช์ กล่าว

 

 

 

นางสาวกรรณิการ์กล่าวต่อ หากยอมรับข้อเรียกร้องที่เกินไปกว่า ทริปส์ อาทิ การผูกขาดข้อมูลทางยา (DataExclusivity) แล้ว ตามความเห็นของ สานักงานอย.นาเสนอต่อคณะกรรมาธิการของรัฐสภาและงานวิจัยของสถาบันการศึกษาชั้นนาหลายแห่งระบุตรงกันว่า ?จะขัดขวางการบังคับใช้สิทธิตามสิทธิบัตรของรัฐเพื่อสาธารณประโยชน์(ซีแอล) มิให้เกิดผลในทางปฏิบัติได้ ดังนั้นหากประเทศไทยถูกผูกมัดด้วยบทบัญญัติทั้งการขยายอายุการคุ้มครองสิทธิบัตรและการผูกขาดการขึ้นทะเบียนยา จะส่งผลกระทบที่ร้ายแรงต่อระบบสาธารณสุขโดยเฉพาะการบริหารจัดการยาและเวชภัณฑ์ภาครัฐอย่างรุนแรงซึ่งหมายถึงผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตและสุขภาพของประชาชนไทย

 

 

 

"การเอาประเด็นเรื่องการค้าการลงทุนกับการประเมินความคุ้มค่าในการที่ไทยทำความตกลงการค้าเสรีมาเป็นเงื่อนไขนั้นต้องพิจารณาว่ากลุ่มอุตสาหกรรมที่จะได้ผลประโยชน์จากการได้รับสิทธิพิเศษทางภาษี(GSP)ถาวรนั้นคือกลุ่ม ที่ส่งออกข้าวและไก่ เป็นต้นซึ่งปัจจุบันผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้เป็นกลุ่มทุนขนาดใหญ่น่าจะมีศักยภาพในการปรับตัวในการแข่งขันได้ดีดังนั้นผลกระทบน่าจะไม่สูงดังที่มีการประเมินไว้"

 

 

 

นายเฉลิมศักดิ์กิตติตระกูล ผู้ประสานงานฝ่ายการต่างประเทศ เอฟทีเอ ว็อชช์ กล่าว่านอกจากประเด็นข้อห่วงกังวลข้างต้นต่อร่างกรอบเจรจาแล้วยังมีประเด็นเรื่องกระบวนการเข้าสู่การเป็นสมาชิกทีพีพีว่าจะขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 190 หรือไม่เนื่องจากไทยต้องได้รับความเห็นชอบจากประเทศเข้าร่วมการเจรจาก่อนหน้านี้ทั้ง 12ประเทศก่อน จึงจะสามารถเข้าร่วมการเจรจาได้ทั้งนี้ในระหว่างการเจรจาการเจรจากับทั้ง 12ประเทศอาจมีการต่อรองแลกเปลี่ยนและตกลงกันในเรื่องต่างๆ ชั้นหนึ่งก่อนแล้วจึงจะสามารถเข้าสู่การเจรจาทีพีพีได้

 

 

 

"คำถามที่หนึ่งคือ แท้จริงแล้ว กระบวนการตามมาตรา 190 ควรเริ่มตั้งแต่เมื่อไรตั้งแต่การเจรจาเป็นรายประเทศก่อน หรือเมื่อเจรจากับทั้ง 12ประเทศเสร็จแล้วและเริ่มเจรจาทีพีพี คำถามที่สอง คือควรจะต้องให้รัฐสภาเห็นชอบกับกรอบการเจรจารายประเทศกับทั้ง 12 ประเทศหรือไม่และคำถามที่สาม คือ การรับฟังความคิดเห็นเพื่อที่จะยื่นเรื่องให้รัฐสภาเห็นชอบในลักษณะเช่นนี้โดยที่ไม่ได้นาเรื่องการเจรจากับ 12 ประเทศก่อน ถือว่าขัดกับมาตรา 190หรือไม่" นายเฉลิมศักดิ์ กล่าว

 

 

 

ผู้ประสานงานเอฟทีเอว็อชช์ กล่าวต่อ ด้วยเงื่อนไขของความตกลงทีพีพีกำหนดให้ประเทศคู่เจรจาต้องรักษาเนื้อหาของความตกลงหรือการเจรจาเป็นความลับทั้งในขณะและหลังจากการเจรจาเสร็จสิ้นเงื่อนไขเช่นนี้ถือว่าขัดต่อหลักการและเจนต์จานงของมาตรา 190ที่ต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมและก่อให้เกิดธรรมาภิบาลและความโปร่งใสด้วยเงี่อนไขดังกล่าว ประชาชนจะสามารถเข้าถึงเนื้อหาการเจรจาและความตกลงทีพีพีได้อย่างไรรวมถึงการที่รัฐสภาจะต้องพิจารณาและให้ความเห็นชอบด้วย

 

 

 

"อย่างไรก็ตามการเปิดให้ประชาชนแสดคงความคิดเห็นต่อร่างกรอบเจรจาเป็นเรื่องที่ดีแต่กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศต้องนำความคิดเห็นของภาคประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียไปปรับปรุงร่างกรอบเจรจา ก่อนที่จะนำเข้าสู่สภาฯอย่าเพียงแต่รับฟัง แต่ไม่ได้นำความเห็น และข้อกังวลต่างไปปรับปรุงกรอบเจรจาเช่นร่างกรอบเจรจาการค้าเสรี ระหว่างไทยกับยุโรปดังที่ผ่านมา"ผู้ประสานงานเอฟทีเอว็อชช์ กล่าวทิ้งท้าย.

 

 

ผู้ที่สนใจรายละเอียดความคิดเห็นต่อร่างกรอบเจรจาสามารถติดตามได้ที่ www.ftawatch.org

 

 

 

 

 

ข้อคิดเห็นต่อร่างกรอบการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิค

 

กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน

 

๑.กรอบการเจรจาในแต่ละประเด็น

 

๑.๑ การค้าสินค้า

เพิ่มสาระ ๑.๑.๑ให้มีการลดหรือยกเลิกอากรศุลกากร ค่าธรรมเนียมอื่นใดที่เรียกเก็บจากสินค้านาเข้าโดยให้ครอบคลุมการค้าระหว่างกันให้มากที่สุด ยกเว้นสินค้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาสูบ

 

เพิ่ม ๑.๑.๖การเจรจาใดๆต้องนาผลกระทบด้านสังคมและสาธารณสุขมาพิจารณาด้วย

 

ทั้งนี้เป็นไปตามคณะรัฐมนตรีที่รับรองมติสมัชชาสุขภาพครั้งที่๒ มติ ๕ ยุทธศาสตร์นโยบายแอลกอฮอล์ระดับชาติ ในยุทธศาสตร์ที่ ๕ที่ว่าด้วยมาตรการปกป้องความเข้มแข็งของนโยบายแอลกอฮอล์จากผลกระทบของข้อตกลงการค้าโดยแนวทางคือการละเว้นการบรรจุเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้าเป็นรายชื่อสินค้าภายใต้ข้อตกลงทางการค้าเสรีระหว่างประเทศ(List of Commitment) ทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคีสาหรับการเจรจาการค้าที่จะเกิดขึ้นในอนาคตและเป็นไปตามความเห็นและข้อเสนอของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เรื่อง?นโยบายแอลกอฮอล์เพื่ออนาคตเยาวชนไทย? ที่ได้มีข้อเสนอแนะไปยังคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๙ ก.ย.๕๕ ด้วยเหตุผลว่า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่เป็นสินค้าที่มีอันตราย ต่อสุขภาพของประชาชนการให้สินค้าเหล่านี้อยู่ในข้อตกลงทางการค้าก่อให้เกิดผลกระทบทั้งต่ออุปทานการบริโภค ปริมาณการบริโภค นอกจากนี้ ยังเป็นการจากัดอำนาจของรัฐในการออกนโยบายและมาตรการเพื่อควบคุมการบริโภคแอลกอฮอล์และยาสูบที่สำคัญหากปล่อยให้สินค้าไปอยู่ในรายชื่อสินค้าของการเจรจาการค้าแล้วนั้นการถอดสินค้าดังกล่าวออกมาเป็นเรื่องที่ยากลำบากกว่า

 

อีกทั้งเป็นไปตามผลการประชุมรัฐมนตรีสาธารณสุขอาเซียนบวกจีนที่ไทยเป็นเจ้าภาพเมื่อเดือนก.ค.๕๕ รัฐมนตรีสาธารณสุขอาเซียนบวกจีน มีความเห็นตรงกันว่าสินค้าดังกล่าวทาร้ายสุขภาพพร้อมสนับสนุนให้ถอนสินค้าเหล้า บุหรี่ออกจากสินค้าปลอดภาษี

 

 

๑.๒.พิธีการศุลกากรและการอานวยความสะดวกทางการค้า

 

เพิ่ม ๑.๒.๓ความร่วมมือตามสองข้อที่กล่าวมาต้องไม่เกินไปกว่าความตกลงขององค์การการค้าโลก (WorldTrade Organization, WTO) ว่าด้วยการค้าที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญา(Trade-2Related Aspects of Intellectual PropertyRights Agreement, TRIPS Agreement) และต้องให้เป็นไปตามมติของสภายุโรปเมื่อวันที่๔ ก.ค. ๒๕๕๕ ที่ปฏิเสธไม่ยอมรับความตกลงว่าด้วยการต่อต้านการค้าสินค้าปลอมแปลง (Anti-counterfeitingTrade Agreement, ACTA) ที่มีเนื้อหาเรื่องมาตรการชายแดนและศุลากากร(Border Measure) ที่ให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ศุลกากรสามารถยึดจับสินค้าที่อยู่ในระหว่างการขนส่งได้

 

เหตุที่ต้องเติมเนื้อหานี้เข้าไปเพราะการจับ ยึด อายัด หรือทำลายผลิตภัณฑ์ยาและเวชภัณฑ์ที่เพียงต้องสงสัยว่าอาจจะละเมิดสิทธิบัตรหรือทรัพย์สินทางปัญญาประเภทอื่นโดยอาศัยมาตรการ ณ จุดผ่านแดน ก่อนให้เกิดอุปสรรคต่อการเข้าถึงยาที่มีคุณภาพและถูกกฎหมายของประชาชนในประเทศกำลังพัฒนากรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นแล้ว คือ การจับ ยึด อายัดยาของผู้ผลิตจากประเทศอินเดียที่ประสงค์จะส่งยาไปยังประเทศแถบแอฟริกาใต้และทวีปอเมริกาใต้โดยมีเส้นทางผ่านทางทวีปยุโรป และถูกจับ และอายัดไว้ ณ ด่านในประเทศเนเธอร์แลนด์และอื่นๆ โดยที่สินค้ามิได้ที่จะส่งเข้าไปจำหน่ายในทวีปยุโรปจานวน ๑๘ กรณีด้วยข้อสันนิษฐานเพียงว่าอาจจะละเมิดสิทธิบัตร ทั้งนี้ ยาดังกล่าวมิได้มีสิทธิบัตรทั้งในประเทศต้นทางและประเทศปลายทางแต่อย่างใดการกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดปัญหาสาธารณสุขกับประเทศปลายทางเป้าหมายที่มีผู้ป่วยเรื้อรังจำนวนมากต้องการได้รับยาโดยเฉพาะยารักษาโรคติดเชื้อ เอชไอวี/เอดส์ โรคมะเร็งและเกิดปัญหาสร้างความเสียหายทางธุรกิจกับผู้ผลิตของอินเดียจานวนมากจนรัฐบาลอินเดียต้องเปิดเจรจาโดยตรงกับสหภาพยุโรปในประเด็นดังกล่าว ซึ่งในเบื้องต้นผลการเจรจาออกมาในทางบวกที่สหภาพยุโรปยอมรับว่าการจับ ยึด อายัดหรือทาลายด้วยข้อสันนิษฐานดังกล่าวอาจ ไม่สามารถกระทำได้และจะดาเนินการแก้ไขให้สอดคล้องกับความตกลงแกตต์ต่อไป

 

 

ด้วยลักษณะดังกล่าวย่อมสามารถเกิดได้แบบเดียวกัน หากประเทศไทยยอมให้มีข้อผูกพันในลักษณะตามข้อเรียกร้องตามที่กล่าวมาข้างต้นได้อนึ่ง ในส่วนความตกลงทริปส์มีมาตรการ ณจุดผ่านแดนที่นามาใช้กับสินค้าที่อาจละเมิดลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้าได้เพราะอาจพิสูจน์ได้ไม่ยากด้วยสายตาของเจ้าหน้าที่ศุลกากรเมื่อเปรียบเทียบกับสินค้าที่ถูกต้องอย่างไรก็ตามการขยายมาตรการดังกล่าวมาสู่ข้อสงสัยว่าจะละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาประเภทสิทธิบัตรไม่สามารถจะพิจารณาได้ด้วยเจ้าหน้าที่หรือแม้แต่การใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ใด ๆ พิสูจน์เนื่องจากสิทธิบัตรคุ้มครองการประดิษฐ์ทางวิทยาศาสตร์มีขอบเขตความคุ้มครองของประเภทการประดิษฐ์ด้านยาและเวชภัณฑ์ที่กว้างมากประเด็นข้อพิพาทด้านสิทธิบัตรที่ผ่านมาในประเทศไทยและประเทศต่างๆจึงต้องพิสูจน์กันด้วยหลักฐานในชั้นศาลเท่านั้น อาจใช้เวลามากกว่า ๕ปีในการพิจารณาคดี ซึ่งย่อมกระทบต่อความต้องการยาของผู้ป่วยที่รออยู่และกระทบต่อการเสื่อมคุณภาพของผลิตภัณฑ์ยาได้

 

ทั้งนี้ยังเป็นไปตามความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) ที่ได้ให้ต่อคณะกรรมาธิการต่างๆของรัฐสภาและผลการศึกษาการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพที่ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)และ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ได้เสนอแนะไว้

 

นอกจากนี้การที่จะพิสูจน์ว่ายาใดเป็นยาด้อยคุณภาพและไม่ปลอดภัยหรือที่มีปริมาณและส่วนผสมของยาไม่เป็นไปตามที่ระบุไว้บนฉลาก (ตาม พรบ.ยาของประเทศไทย) ก็เป็นเรื่องที่ไม่อาจพิสูจน์ได้ด้วยตาเปล่าแต่จาเป็นต้องอาศัยกระบวนการในห้องทดลองและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเภสัชกรรมซึ่งเกินกว่าศักยภาพของเจ้าหน้าที่ด้านศุลกากรกรณีเช่นนี้อาจทาให้เกิดความสับสนว่ายาชื่อสามัญที่มีคุณภาพ ปลอดภัยและถูกกฎหมายเป็นยาปลอมเครื่องหมายการค้าหรือละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาหรือยาที่ด้อยคุณภาพได้ และจะถูกยึดจับหรืออายัดไว้ไม่ให้ส่งไปยังประเทศปลายทางที่มีผู้ป่วยรอใช้ยาดังกล่าวโดยอาศัยการตัดสินของเจ้าหน้าที่ศุลกากรที่ไม่มีความเชี่ยวชาญและความรู้ด้านเภสัชกรรมและกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา

 

 

๑.๔.มาตรการเยียวยาทางการค้า

 

เพิ่มสาระ ๑.๔.๑มาตรการปกป้อง ดังนี้

-ให้มีมาตรการปกป้องเพื่อปกป้องและ/หรือเยียวยาภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมภายในประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างร้ายแรงจากการทะลักเข้าสู่ตลาดของสินค้านาเข้าหรือเกิดการผันผวนของราคา ภายหลังจากที่ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิคมีผลบังคับใช้

 

 

๑.๕มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช

 

เพิ่มสาระ ๑.๕.๒จัดตั้งกลไกการหารือ รวมทั้งระบุหน่วยงานที่รับผิดชอบการติดต่อระหว่างกันเพื่อให้สามารถจัดการกับปัญหาและอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้มาตรการสุขอนามัยได้อย่างมีประสิทธิภาพและกำหนดให้มีความผูกพันในความร่วมมือที่ชัดเจน โดยมีการกำหนดตัวชี้วัด ทั้งนี้เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาอย่างแท้จริง

 

 

๑.๖อุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า

 

เพิ่มสาระ ๑.๖.๒จัดตั้งกลไกการหารือ รวมทั้งระบุหน่วยงานที่รับผิดชอบการติดต่อระหว่างกันเพื่อให้สามารถจัดการกับปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการใช้มาตรการกีดกันทางเทคนิคได้อย่างมีประสิทธิภาพและกำหนดให้มีความผูกพันในความร่วมมือที่ชัดเจน โดยมีการกำหนดตัวชี้วัด ทั้งนี้เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาอย่างแท้จริง

 

 

๑.๗ การค้าบริการ

 

เพิ่ม ๑.๗.๑เปิดเสรีภาคบริการอย่างค่อยเป็นค่อยไป

เพิ่ม ๑.๗.๒เปิดตลาดการค้าบริการของไทยในสาขาที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ

 

เพิ่มสาระใน ๑.๗.๓(เดิม) ให้รักษาสิทธิของทางการในการใช้มาตรการที่จำเป็นเพื่อประโยชน์ทางการสาธารณสุขและการเข้าถึงยา รักษาเสถียรภาพทางระบบการเงินการธนาคาร การเคลื่อนย้ายเงินทุน อัตราแลกเปลี่ยนและสิทธิในการใช้มาตรการเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ที่อาจกระทบต่อดุลการชาระเงิน

 

ทั้งนี้การเติมสาระดังกล่าวเพื่อให้การเปิดเสรีภาคบริการเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประเทศอย่างแท้จริงและเป็นเติมข้อความเพื่อคงสิทธิในการดาเนินนโยบายสาธารณสุขและการเข้าถึงยาที่มีความจำเป็นต่อชีวิต

 

 

๑.๘ การลงทุน

 

เพิ่มสาระ ๑.๘.๒ให้เปิดให้มีการลงทุนในสาขาที่ไทยมีศักยภาพ มีความพร้อมและเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศยกเว้นการเปิดเสรีการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติการทานา ทาสวน ทาไร่ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้า การปลูกป่า การเพาะและขยายพันธุ์พืชระบบสาธารณูปโภค ตลอดจนการลงทุนที่สร้างผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร

 

ทั้งนี้การเพิ่มสาระในข้อ ๑.๘.๒เพราะภายใต้สถานการณ์ที่โลกกาลังเผชิญหน้ากับข้อจากัดของพลังงาน วิกฤตอาหารและการแย่งยึดที่ดิน (Land Grabbing) ประเทศไทยต้องสงวนฐานทรัพยากรและการผลิตทางการเกษตรที่อาศัยฐานทรัพยากรเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเพื่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศและเพื่อโอกาสและคุณภาพชีวิตที่ดีของเกษตรกรรายย่อยไปพร้อมๆกัน

 

แก้ไข ๑.๘.๔ ดังนี้เปิดโอกาสให้สามารถใช้กระบวนการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศเป็นทางเลือกหนึ่งในการระงับข้อพิพาทโดยการเจรจาต้องไม่มีผลให้นาข้อพิพาทที่เกี่ยวกับการลงทุนสาธารณะการออกนโยบายหรือมาตรการเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์สาธารณะ การคุ้มครองสิ่งแวดล้อมนโยบายด้านสาธารณสุข สาธารณูปโภคพื้นฐาน และความมั่นคง เข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการ

 

ทั้งนี้เป็นไปตามกรอบการเจรจาความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนที่ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา เมื่อวันที่ ๘ ก.ย. ๒๕๕๓ อันมีสาระสำคัญให้มาตรการที่จำเป็น และเหมาะสมเพื่อรักษาประโยชน์สาธารณะ เช่น สิ่งแวดล้อมสุขภาพสาธารณะ มาตรการเพื่อปกป้องดุลการชำระเงิน 5

 

นโยบายเศรษฐกิจมหภาคต้องถูกระบุไว้เป็นข้อยกเว้นไม่ให้นาไปเป็นประเด็นที่นาไปสู่การฟ้องร้องยิ่งไปกว่านั้น การคุ้มครองจะต้องไม่รวมถึงการลงทุนที่ไม่มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริง(real economic activities) และจะคุ้มครองการลงทุนที่มีการลงทุนแล้ว(post-establishment) เท่านั้น

 

นอกจากนี้ประเด็นการระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐและเอกชนหลักของอนุญาโตตุลาการเกิดจากความยินยอมโดยทำเป็นความตกลงเฉพาะกรณี ดังนั้นการลงนามในความตกลงเขตการค้าเสรี รวมถึง TPP จะต้องไม่เป็นข้อผูกมัดให้รัฐบาลต้องยอมรับและเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการแบบเหมารวมแต่จะต้องพิจารณาเป็นรายกรณีหากจะใช้กระบวนการอนุญาโตตุลาการระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐไทยกับนักลงทุนต่างชาติต้องมีความยินยอมจากรัฐบาลไทยเป็นการเฉพาะกรณีทุกครั้งไป (อ้างอิง มติ ครม. ๒๘กรกฎาคม ๒๕๕๒) เพราะเมื่อหน่วยงานของรัฐเป็นฝ่ายแพ้คดีหรือเป็นฝ่ายที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายจะเกิดภาระด้านงบประมาณแผ่นดิน

 

 

ขณะนี้รัฐบาลออสเตรเลียนิวซีแลนด์ และญี่ปุ่น ต้องการยกเว้นประเด็นนี้ ไม่ยอมเจรจาในการเจรจา TPPเนื่องจากประสบการณ์ของประเทศในความตกลง NAFTA และอีกหลายประเทศที่ถูกนักลงทุนต่างชาติใช้กลไกดังกล่าวในการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายและล้มนโยบายสาธารณะต่างๆดังนั้น ร่างกรอบเจรจาฯ ทีพีพีจึงไม่ควรกระทาเหมือนการเซ็นเช็คเปล่าเช่นนี้และหากไม่แก้ไข safeguard ที่ระบุในข้อ ๑.๘.๕ก็อาจจะถูกฟ้องผ่านอนุญาโตตุลาการได้เช่นกันจนทาให้ไม่สามารถปฏิบัติได้จริงเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ

 

 

เพิ่มสาระ ๑.๘.๕ต่อท้ายว่า "รวมถึงสิทธิที่จะใช้มาตรการหรือนโยบายคุ้มครองทางสังคมต่างๆ เช่นการสาธารณสุข การเข้าถึงยา การรักษาสิ่งแวดล้อม ความมั่นคงทางอาหาร ฯลฯ"

 

 

๑.๑๐ทรัพย์สินทางปัญญา

 

แก้ไขสาระ ๑.๑๐.๑ดังนี้ ให้ระดับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาต้องไม่เกินไปกว่า?ระดับการคุ้มครองขั้นต่า?ที่ระบุไว้ในความตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวข้องกับการค้า (TRIPSAgreement) ขององค์การการค้าโลก รวมทั้ง กฎหมายไทย หรือความตกลงใดๆที่ไทยเป็นภาคีอยู่ ทั้งนี้ ในกรณีการคุ้มครองพันธุ์พืช ต้องไม่เป็นการแก้ไขกฎหมายระบบการคุ้มครองพันธุ์พืชที่ประเทศไทยใช้บังคับอยู่ซึ่งเป็นไปตามความตกลงทริปส์และสอดคล้องกับอนุสัญญาความหลากหลายทางชีวภาพ

 

 

แก้ไขสาระ ๑.๑๐.๕ดังนี้ การยกระดับให้มีการคุ้มครองทรัพยากรชีวภาพ และภูมิปัญญาท้องถิ่นโดยเฉพาะหลักการเข้าถึงและแบ่งปันผลประโยชน์ภายใต้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวข้องให้มีการเจรจาให้ประเทศสมาชิก TPP ให้การคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ในสินค้าเกษตรและบริการ

ถ่ายทอดเทคโนโลยีร่วมมือกันพัฒนาระบบทรัพย์สินทางปัญญา การส่งเสริมการสร้างสรรค์การคุ้มครองและการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์

 

เพิ่มสาระ ๑.๑๐.๕นอกจากนี้การส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีควรเป็นไปในลักษณะที่เป็นรูปธรรมและก่อให้เกิดการพัฒนาศักยภาพในการผลิตภายในประเทศได้จริงและลดการนำเข้าจากต่างประเทศ

 

ทั้งนี้เป็นไปตามยุทธศาสตร์แห่งชาติด้านยาพ.ศ.2555-2559 และความเห็นและข้อเสนอแนะของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติชุดที่ 2 และชุดปัจจุบัน

 

เพราะการใช้คาว่า"สอดคล้อง" อธิบายเองว่า อนุญาตให้เจรจาความตกลงที่เกินไปกว่าความตกลงทริปส์ได้แม้จะพยายามเขียนข้อ ๑.๑๐.๔ ให้เหมือนเป็น safeguard แต่หากยอมรับข้อเรียกร้องที่เกินไปกว่าทริปส์ อาทิ การผูกขาดข้อมูลทางยา (DataExclusivity) แล้ว ตามความเห็นของ สานักงานอย.นาเสนอต่อคณะกรรมาธิการของรัฐสภา และงานวิจัยของสถาบันการศึกษาชั้นนาหลายแห่งระบุตรงกันว่า?จะขัดขวางการบังคับใช้สิทธิตามสิทธิบัตรของรัฐเพื่อสาธารณประโยชน์ (ซีแอล)มิให้เกิดผลในทางปฏิบัติได้เว้นแต่จะได้บัญญัติให้เป็นข้อยกเว้นในกฎหมายที่เกี่ยวข้องเนื่องจากการประกาศซีแอลเป็นการยกเว้นสิทธิตามสิทธิบัตรในระบบสิทธิบัตร แต่การผูกขาดข้อมูลทางยาเป็นมาตรการขัดขวางการขึ้นทะเบียนยาของผู้ผลิตรายอื่นที่ผลิตยาตามการประกาศซีแอลซึ่งเป็นข้อกำหนดตามพระราชบัญญัติยา" ดังนั้นในทางปฏิบัติจะไม่สามารถช่วยอะไรได้เลย

 

"ดังนั้นหากประเทศไทยถูกผูกมัดด้วยบทบัญญัติทั้งการขยายอายุการคุ้มครองสิทธิบัตรและการผูกขาดการขึ้นทะเบียนยา จะส่งผลกระทบที่ร้ายแรงต่อระบบสาธารณสุขโดยเฉพาะการบริหารจัดการยาและเวชภัณฑ์ภาครัฐอย่างรุนแรงซึ่งหมายถึงผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตและสุขภาพของประชาชนไทยและกระทบกับความมั่นคงทางยาของประเทศในที่สุด" นี่คือ ข้อสรุปของ อย.ที่กรมเจรจาต้องไปนำปรับปรุงซึ่งมูลค่าความเสียหายและผลที่มีต่อชีวิตประชาชนชาวไทยจะมากกว่า การคงสิทธิ GSPไว้อย่างแน่นอน

 

นอกจากนี้การกำหนดให้การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่กำหนดให้ไม่เกินไปกว่าความตกลงทริปส์ยังป้องกันไม่ให้บางประเทศคู่เจรจาในTPP โดยเฉพาะสหรัฐฯ เรียกร้องให้ไทยต้องยอมรับการจดสิทธิบัตรพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ผูกขาดพันธุ์พืชใหม่ยาวนานและเบ็ดเสร็จมากขึ้นจนในที่สุดเกษตรกรจะต้องใช้เมล็ดพันธุ์ในราคาแพง

 

 

๑.๑๑การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ 7

 

เพิ่ม ๑.๑๑.๕ให้รักษาสิทธิและอำนาจของรัฐในการดาเนินนโยบายจัดซื้อจัดจ้างเพื่อสร้างความมั่นคงด้านสาธารณูปโภคและสวัสดิภาพของสังคม

 

ทั้งนี้การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐในเรื่องที่สำคัญและเกี่ยวข้องกับความมั่นคงด้านสุขภาพสาธารณูปโภคและสวัสดิการทางสังคม ควรละเว้นไม่เจรจาเนื่องจากกิจการเหล่านี้เป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญต่อคุณภาพชีวิตและการดำรงชีวิตของประชาชนรัฐมีหน้าที่และความรับผิดชอบโดยตรงที่จะสงวนและส่งเสริมกิจการปัจจัยพื้นฐานเหล่านี้เพื่อให้ประเทศสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว

 

 

๑.๑๔ แรงงาน

 

เพิ่ม ๑.๑๔.๑การเจรจาจะต้องนำไปสู่การยกระดับมาตรฐานแรงงานให้เป็นสากล

 

 

๑.๑๕ สิ่งแวดล้อม

 

เพิ่ม ๑.๑๕.๑การเจรจาจะต้องนำไปสู่การยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและแนวทางการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

 

เพิ่ม ๑.๑๕.๓ยืนยันการปฏิบัติตามพันธกรณีหรือข้อตกลงด้านสิ่งแวดล้อมด้านสิทธิมนุษยชนและด้านสังคม ระหว่างประเทศที่ไทยเป็นสมาชิกในปัจจุบันและอนาคตโดย

 

-มีมาตรการร่วมที่เป็นรูปธรรมในการส่งเสริม ความเป็นธรรมและหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน

 

-มีความผูกพันในการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ของเกษตรกรรายย่อยการบริโภคผลผลิตในท้องถิ่นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การค้าที่เป็นธรรมวิสาหกิจระดับชุมชน

 

- มีความผูกพันในการสนับสนุนและให้สิทธิพิเศษสำหรับอุตสาหกรรมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยที่ดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตัวตนเองอย่างเป็นรูปธรรม

 

-ให้มีความยืดหยุ่นในระบบทรัพย์สินทางปัญญาในการส่งเสริมการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการพัฒนาที่ยั่งยืน

 

 

๑.๑๗ เรื่องอื่นๆ

 

เพิ่ม ๑.๑๗.๑การเจรจาจะต้องนาไปสู่แนวทางการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

 

เพิ่ม ๑.๑๗.๒ยืนยันการปฏิบัติตามพันธกรณีหรือข้อตกลงด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสิทธิมนุษยชนและด้านสังคม ระหว่างประเทศที่ไทยเป็นสมาชิกในปัจจุบันและอนาคต โดย

 

- มีมาตรการร่วมที่เป็นรูปธรรมในการส่งเสริมความเป็นธรรมและหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน

 

-มีความผูกพันในการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ของเกษตรกรรายย่อยการบริโภคผลผลิตในท้องถิ่นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การค้าที่เป็นธรรมวิสาหกิจระดับชุมชน

 

-มีความผูกพันในการสนับสนุนและให้สิทธิพิเศษสำหรับอุตสาหกรรมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยที่ดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตัวตนเองอย่างเป็นรูปธรรม

 

-ให้มีความยืดหยุ่นในระบบทรัพย์สินทางปัญญาในการส่งเสริมการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการพัฒนาที่ยั่งยืน

 

 

ความเห็นเพิ่มเติมจากร่างกรอบเจรจา

 

๑.เอกสารที่จะนำส่งคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาพิจารณาร่างกรอบเจรจาฯนั้นควรอ้างอิงแนวนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบันอย่างครบถ้วน โดยเฉพาะ การ"วางแนวทางป้องกันผลเสียที่จะเกิดขึ้นกำหนดมาตรการในการให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ และสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจเพื่อเตรียมพร้อมในการพัฒนาสินค้าและบริการให้สอดคล้องกับกฎระเบียบ และมาตรฐานต่าง ๆ"โดยพัฒนาร่างกรอบการเจรจาให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลดังกล่าว

 

๒.การให้เหตุผลความจำเป็นของไทยในการเข้าเจรจาความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิคพึงต้องอ้างอิงหลักฐาน งานศึกษาอย่างชัดเจน

 

๓.การชี้ผลกระทบที่สำคัญหากไทยไม่ทำความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิคควรนาเสนอในลักษณะ

 

๓.๑)การประเมินผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นหากไทยไม่เข้าร่วม และข้อเสนอมาตรการลดผลกระทบทั้งนี้ หากจะอ้างว่า เกรงการถูกตัดสิทธิ GSP ต้องอธิบายสาเหตุที่ไทยถูกตัดสิทธิอย่างชัดเจนว่าเป็นเพราะประเทศมีรายได้สูงขึ้นไม่พึงได้สิทธิสาหรับประเทศยากจนแล้วหรือไม่เป็นเพราะศักยภาพของผู้ประกอบการไทยในการครองตลาดในสหรัฐดีขึ้นหรือไม่ อย่างไรทั้งนี้ตัวเลขผลกระทบจากการถูกตัดสิทธิจีเอสพี ต้องเป็นปัจจุบัน และชัดเจนไม่พึงชี้นำไปในทางตื่นตระหนกจากการชี้นำอย่างสับสน

 

อย่างไรก็ตามมีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า ๑)"การประเมินความคุ้มค่าในการที่ไทยทำความตกลงการค้าเสรีเพื่อแลกกับสิทธิการได้รับ GSPอย่างถาวรนั้น ต้องพิจารณาบนเงื่อนไขที่ได้รับ GSP ถาวรจริงตลอดไป ซึ่งหากไม่เป็นจริงตลอดไปก็ไม่มีความคุ้มค่าที่จะไปเจรจา๒) การรับสิทธิ GSP อย่างถาวรอาจส่งผลเสียในระยะยาวน่าจะเป็นกระทบทางลบต่อการ

 

พัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศในระยะยาวเนื่องจากการรับ GSP เป็นเงื่อนไขที่ขัดขวางการปรับตัวของอุตสาหกรรมในการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลกเพราะเพียงหวังว่าการได้รับสิทธิGSP เป็นเกราะกำบังได้ตลอดไป"๓) การพิจารณากลุ่มอุตสาหกรรมที่จะได้ผลประโยชน์จากการได้รับสิทธิ GSP ถาวรนั้นคือกลุ่ม ที่ส่งออกข้าวและไก่ เป็นต้นซึ่งปัจจุบันผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้เป็นกลุ่มทุนขนาดใหญ่น่าจะมีศักยภาพในการปรับตัวในการแข่งขันได้ดีดังนั้นผลกระทบน่าจะไม่สูงดังที่มีการประเมินไว้

 

๓.๒) ไม่ควรอ้างว่าการไม่เข้าร่วม TPP จะทาให้เกิดการย้ายฐานการผลิตเพราะยังไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจน

 

๓.๓)ควรให้ภาพที่ชัดเจนว่าการเจรจาการค้าในลักษณะนี้ว่าการขจัดอุปสรรคการค้าที่ไม่ใช่ภาษีมีความเป็นจริงมากน้อยแค่ไหน อย่างไร ถ้าไม่ประเทศไทยจะได้หรือเสียประโยชน์

 

๔.จำเป็นต้องมีหัวข้อ"การประเมินผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นหากไทยทาความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิคและข้อเสนอมาตรการลดผลกระทบ" ได้แก่

 

๔.๑)การมีข้อผูกพันเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาที่เกินไปกว่าที่ตกลงแล้วในองค์การการค้าโลกที่จะก่อให้เกิดการผูกขาดการเกษตรอย่างครบวงจรกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ และวิถีชีวิตของชุมชนและเกษตรกรรายย่อยรวมถึงอุปสรรคต่อการใช้มาตรการสิทธิเหนือสิทธิบัตรยา และการเข้าถึงยาจำเป็นของประชาชน

 

๔.๒)การเปิดเสรีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่จะทำให้มีการบริโภคมากขึ้นซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างกว้างขวาง

 

๔.๓)กกการสูญเสียฐานทรัพยากรของประเทศและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

 

 

๕.วัตถุประสงค์และเป้าหมายการเจรจาในภาพรวมของความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิค

 

๕.๑)หลักการและวัตถุประสงค์มีสาระเพื่อสร้างหลักประกันว่าการเจรจาจะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อ การเข้าถึงยา สุขภาพสิทธิเกษตรกรในการรักษาและแลกเปลี่ยนพันธุกรรม ความมั่นคงทางอาหารอำนาจอธิปไตยทางศาล เป็นต้น โดยคำนึงถึงระดับการพัฒนา หลักการพัฒนาประเทศแบบยั่งยืนไม่สร้างเงื่อนไขที่จะเป็นภาระทางการเงินของรัฐบาลในการจัดสวัสดิการให้กับประชาชนหรือประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ

 

๕.๒)เพื่อให้การเจรจาได้ประโยชน์ในสาขาที่มีผลต่อการพัฒนาประเทศต้องได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยี นวัตกรรมที่ทันสมัย รวมถึงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์พร้อมกับยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัยอาหาร พลังงาน สิ่งแวดล้อม วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และสังคมของไทย 0t9hv"ไม่ใช่แค่ได้รับความร่วมมือ

 

๕.๓)เป้าหมายการเจรจา ต้องประกอบด้วย

๕.๓.๑)คำนึงถึงระดับการพัฒนา หลักการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน มีภูมิคุ้มกันและความพร้อมของกฎหมายภายใน

๕.๓.๒)มีระยะเวลาในการปรับตัวและมาตรการรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

๕.๓.๓)ไม่สร้างเงื่อนไขที่จะเป็นภาระทางการเงินของรัฐบาลในการจัดสวัสดิการให้กับประชาชนหรือประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ

 

 

ข้อสังเกตต่อกระบวนการรับฟังความคิดเห็น

 

๑)กระบวนการตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ ขาดความชัดเจนในกรณีของความตกลงทีพีพีเนื่องจากการที่ประเทศไทยจะเข้าไปเป็นประเทศร่วมเจรจาได้ไทยต้องได้รับความเห็นชอบจากประเทศเข้าร่วมการเจรจาก่อนหน้านี้ทั้ง ๑๑ ประเทศก่อนจึงจะสามารถเข้าร่วมการเจรจาได้ ในการเจรจากับทั้ง ๑๑ประเทศอาจมีการต่อรองแลกเปลี่ยนและตกลงกันในเรื่องต่างๆ ชั้นหนึ่งก่อนแล้วจึงจะสามารถเข้าสู่การเจรจาทีพีพีได้ คำถามที่หนึ่ง คือ แท้จริงแล้วกระบวนการตามมาตรา ๑๙๐ ควรเริ่มตั้งแต่เมื่อไร ตั้งแต่การเจรจากับ ๑๑ประเทศเป็นรายประเทศก่อน หรือเมื่อเจรจากับทั้ง ๑๑ประเทศเสร็จแล้วและเริ่มเจรจาทีพีพี คำถามที่สอง คือควรจะต้องให้รัฐสภาเห็นชอบกับกรอบการเจรจารายประเทศกับทั้ง ๑๑ ประเทศหรือไม่และคำถามที่สาม คือการรับฟังความคิดเห็นเพื่อที่จะยื่นเรื่องให้รัฐสภาเห็นชอบในลักษณะเช่นนี้โดยที่ไม่ได้นำเรื่องการเจรจากับ ๑๑ ประเทศก่อน ถือว่าขัดกับมาตรา ๑๙๐ หรือไม่

 

๒)ด้วยเงื่อนไขของความตกลงทีพีพีกำหนดให้ประเทศคู่เจรจาต้องรักษาเนื้อหาของความตกลงหรือการเจรจาเป็นความลับทั้งในขณะและหลังจากการเจรจาเสร็จสิ้นเงื่อนไขเช่นนี้ถือว่าขัดต่อหลักการและเจนต์จำนงของมาตรา ๑๙๐ ที่ต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมและก่อให้เกิดธรรมาภิบาลและความโปร่งใสด้วยเงี่อนไขดังกล่าวประชาชนจะสามารถเข้าถึงเนื้อหาการเจรจาและความตกลงทีพีพีได้อย่างไรรวมถึงการที่รัฐสภาจะต้องพิจารณาและให้ความเห็นชอบ

 

 

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร