มุ่งสู่ความสุขอันเบาบาง: ปฐมนิเทศ (น์) ภูฏาน, ภาพถ่ายบนเครื่องบิน และชายขี้เมาริมทาง

Mon, 10/21/2013 - 15:03 -- ประชาธรรม

มุ่งสู่ความสุขอันเบาบาง: คำถามจากลี่เจียง

 

สายการบินมังกรสายฟ้า (ดรุ๊กแอร์) พาผมและคณะเดินทางไปยังประเทศภูฏาน  ทุกคนในคณะดูตื่นเต้นเพราะเป็นการมาเยือนดินแดนแห่งหิมาลัยเป็นครั้งแรก  ยกเว้นหัวหน้าคณะของเรา  แม้เธอจะดูตื่นเต้นเล็กน้อยแต่ก็เป็นอาการของคนที่เคยมาแล้วและนับวันถอยหลังเพื่อที่จะกลับมาอีก  ผมเตรียมตัวกับการเดินทางครั้งนี้น้อยมาก  เพราะเพิ่งกลับจากการทำงานภาคสนามที่รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซียไม่กี่วัน ก็ต้องเก็บสัมภาระเตรียมตัวเดินทางร่วมกับทริปนี้

 

 

กล่าวตามตรง การเดินทางครั้งนี้ ผมเตรียมตัวอ่านหนังสือล่วงหน้ามาเพียงสองเล่ม  เล่มแรกคือ หนังสือเรื่อง ภูฏาน ของ ฟรองซวส ปอมมาเรท์ นักธิเบตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญภูฏาน  คุณฟรองซวสเป็นคนฝรั่งเศส (แต่เกิดที่คองโก) เธอทำงานและพักอาศัยในภูฏานนานหลายสิบปีและจะร่วมงานกับเราที่ภูฏานด้วย ส่วนเล่มที่สอง มิได้เป็นหนังสือวิชาการแต่อย่างใด  หากเป็นงานเขียนสารคดีแบบ non-fiction  เรื่อง INTO THIN AIR เขียนโดย จอห์น คราเคาเออร์ ผู้เป็นทั้งนักข่าว ช่างภาพ นักเขียน และนักปีนเขามืออาชีพ  ปัจจุบันพำนักอยู่ที่เมืองซีแอตเติล สหรัฐอเมริกา  จอห์นเขียนหนังสือเล่มนี้ได้เร้าใจมาก เขากล่าวถึง ประสบการณ์ปีนเขาครั้งหนึ่งอันเป็นที่มาของโศกนาฏกรรมบนยอดเขาสูงที่สุดในบรรณพิภพ จอห์นบันทึกทุกเหตุการณ์ไว้ในความทรงจำและบรรจงเขียนออกมา  ทว่า การจดจำในระดับความสูงเกินพันเมตรจากระดับน้ำทะเลขึ้นไป ณ จุดนั้น เขาถูกเล่นงานด้วยโรคป่วยจากความสูง น้ำเกือบท่วมปอด ขาดออกซิเจน ส่งผลให้ตัวผู้เขียนเองก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่าทั้งหมดคือความจริง (เพราะในบรรดานักปีนเขายอมรับกันว่าการป่วยในระดับความสูงเช่นนั้น ย่อมสามารถเห็นภาพหลอนได้ง่ายๆ)

 

โดยส่วนตัว  ผมคิดว่าการเตรียมตัว "ทบทวนวรรณกรรม" มาแค่นี้นับว่าเป็นเรื่องที่อันตรายมาก ยิ่งคาดหวังต่อการไปเพื่อเขียนงานด้วยแล้วยิ่งทวีความพรั่นพรึงไปกันใหญ่  ผมไม่ใช่แค่ไม่อ่านงานชาติพันธุ์นิพนธ์เท่านั้น  แม้แต่งานเขียนของคนไทยที่ไปเยือนภูฏานมาก่อนหน้านี้ตามกระแส "ภูฎานฟีเวอร์" ซึ่งมีอยู่ประมาณสิบกว่าเล่ม ผมก็ไม่อ่าน  มันคงมิใช่เรื่องอคติเพียงอย่างเดียว  แต่ในเบื้องลึกของใจ ผมปรารถนาที่จะเดินทางย่ำแดนหิมาลัยในฐานะนักอะไรไม่รู้และเผชิญหน้ากับความไม่รู้ต่างๆ มากมายเบื้องหน้า  ปรารถนาเพียงแค่จดบันทึกและถ่ายภาพให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้  ทว่า มองอีกด้านหนึ่ง ตัวตน (self) ของผมก็มิได้ผูกโยงกับจิตวิญญาณแห่งตะวันออกนิยมตามแนวทางวิเคราะห์ของสำนึกบูรพคดีศึกษา (Orientalism) มากนัก  หากกำลังปีนป่ายตามแนวทางแห่งการสร้างความเป็นอัตบุคคล (subjectivity) ซึ่งผูกเอาความสำเร็จและล้มเหลวเอาไว้ที่ตนเองหรือสร้างตัวตนขึ้นมาตามจินตนาการที่วาดหวัง  มันจึงไม่แปลกที่ผมเลือกหยิบหนังสือที่ "ฝรั่ง" เขียนถึงภูฏานมาอ่านมากกว่างานเขียนของคนไทยหรือแม้กระทั่งงานเขียนของคนภูฏานเอง

 

ผมนั่งคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยบนเจ้าหลังมังกรตัวนี้  รู้สึกตัวอีกทีตอนที่กัปตันเครื่องประกาศถึงไฮไลท์ประจำเที่ยวบิน นั่นคือ การบินผ่านยอดเขาเอเวอร์เรสต์  ผมหยิบหนังสือเรื่อง INTO THIN AIR ขึ้นมา จากนั้นก็เปิดหน้าที่คั่นไว้แล้วอ่านอย่างตั้งใจขณะที่เครื่องบินใกล้ยอดเขา  รู้สึกตื่นเต้น จินตนาการถึงหลายฉากในหนังสือ นึกถึงความทรหดและบทพิสูจน์บางอย่างของความเป็นคน สักพัก ผมได้ยินเสียงสวดมนต์จากลามะข้างๆ ดังงึมงัมอย่างต่อเนื่อง ด้วยความสงสัยผมยิงคำถามใส่ทันทีว่าหลวงพี่กำลังทำอะไร "สวดมนต์ (ดิ)" หลวงพี่ตอบ (เสียงดิ นี่ผมเติมเองจากความรู้สึก) จากนั้นเขาก็เล่าให้ฟังว่า ลามะเกือบทุกรูปมักนิยมสวดมนต์เมื่อผ่านเขาลูกนี้ เชื่อว่าจะได้บุญมากกว่าการสวดมนต์ในวัดหลายเท่านัก เนื่องจากบนยอดเขาแห่งนี้เป็นที่สิงสถิตย์ของเทวีชื่อ "สักการะมาธา" หมายถึงเทวีแห่งฟากฟ้า

 

ใจผมพลันคิดว่า "ตาย...่าแล้ว ตูดันมานั่งบิ้วอารมณ์อ่านหนังสือแถมกดชัตเตอร์ไปไม่ยั้ง" แต่คงไม่เป็นไร หลวงพี่เค้ายังมีวิธีการสะสมบุญทางลัดเลย ก่อนที่ผมจะนึกอะไรไปมากกว่านั้น หลวงพี่พลันถามขึ้นว่า "โยมอ่านอะไรหน่ะ ดูหน่อย" ผมยื่นหนังสือให้ดู หลวงพี่พลันส่ายหน้าพร้อมบอกว่า อ่านแล้ว...ไม่ชอบเท่าไหร่ คนตะวันตกชอบท้าทายธรรมชาติและเทพเจ้าไม่ค่อยเคารพความเชื่อท้องถิ่นเท่าไหร่ แถมบอกอีกว่า ขยะบนยอดเขาเยอะมากขึ้นทุกที...จากนั้นหลวงพี่ก็พูดอีกยาวยืด ผมคงเข้าใจแกมากขึ้นหากภาษาอังกฤษเข้มแข็งกว่านี้ สุดท้ายรู้สึกฉุนอย่างไงไม่รู้ จึงหยิบกล้องขึ้นมาขยายภาพยอดเขาดูผ่านจอภาพ หลวงพี่สงสัย จึงถามว่า โยมดูอะไรหน่ะ "เอ้อ ผมดูเทวีบนยอดเขา อยู่ไหนเหรอ มองไม่เห็น..."  เท่านั้นเอง ความเงียบก็ครอบคลุมบรรยากาศ  ผมได้ยินแต่เสียงสั่นครึกครักของช่องเก็บของสลับกับอาการหูอื้อ

 

กระทั่ง เครื่องบินใกล้ถึงที่หมาย หลวงพี่ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋า แล้วยื่นนามบัตรให้พร้อมบอกว่า "มีปัญหาอะไร สงสัยอะไร ไปคุยกันที่วัด..."

 

 

ผมไม่มั่นใจว่า วิวาทะลอยฟ้าของผมกับลามะรูปนั้นเป็นสิ่งยืนยันความแตกต่างระหว่างตัวของผมกับคนภูฏาน หรือตัวแทนแห่งจิตวิญญาณแห่งตะวันออกกับคนสามานย์มากน้อยไหน  ผมพลันคิดได้ว่าตนกำลังมุ่งหน้าสู่สนามรบอันสวยงามซึ่งร่ำลือกันว่าเป็นสรวงสวรรค์สุดท้ายบนโลกใบนี้เสียแล้ว

 

เมื่อเครื่องบินลำเล็กๆ ลงจอด ณ เมืองปาโร นักท่องเที่ยวทุกคนแทบอยากจะลุกจากที่นั่งให้เร็วที่สุด ปากก็พึมพำไม่ขาดสายถึงความล่าช้าของเพื่อนร่วมทางแปลกหน้า  บางคนอุทานด้วยน้ำเสียงแฝงความสุขถึงอากาศที่เย็นสบายภายใต้วงล้อมของขุนเขาเหนือระดับน้ำทะเลนับพันเมตร  มองไปทางใดก็จะพบแต่ขุนเขาและหมู่เมฆคลอเคลียกันอยู่ทุกที่

 

"คุณโชคดีมาก วันนี้อากาศแจ่มใส ดูสินี่คือดินแดนของเรา" ลามะคู่สนทนาของผมเอ่ยขึ้นก่อนส่งยิ้มแทนการร่ำลา

 

การเดินทางภายในสนามบินค่อนข้างล่าช้า เนื่องจากนักท่องเที่ยวทุกท่านต้องหยุดแวะถ่ายรูปร่วมกันหน้าตึกทำการของสนามบินเสียก่อน  กว่าขั้นตอนทุกอย่าง (โดยเฉพาะการถ่ายรูป) เสร็จสิ้นลงก็กินเวลาเกือบ 45 นาที  เมื่อเดินออกมาหน้าอาคาร ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามาแนะนำตัวกับคณะของเราว่าตัวเขาเป็นคนขับรถตลอดการเดินทางในช่วง 3 วันแรก  หนุ่มคนนี้ชื่อ โดร์จี [1] ในสายตาของนักท่องเที่ยว เขาเป็นคนอัธยาศัยดีเยี่ยมและรู้ใจช่างภาพเป็นอย่างดี  โดร์จีเห็นผมคล้องกล้องขนาดเทอะทะอยู่ที่คอก็ชักชวนให้ผมนั่งหน้าคู่กับเขา  ระหว่างทางโดร์จีอธิบายจุดถ่ายภาพต่างๆ อย่างละเอียดลออ เช่น โค้งข้างหน้าจะมีมุมที่เห็นหุบเขาขนาดใหญ่และมีแม่น้ำไหลผ่าน คุณน่าจะถ่ายนะ...  อีกประมาณสองกิโลจะมีหมู่บ้านอยู่ข้างทาง ลองไปถ่ายภาพแม่ค้าขายผลไม้สิ ช่วงนี้ดอกแอปเปิ้ลกำลังบานสะพรั่งนะ... หรือตรงนี้ยังไม่สวยพอต้องไปอีกหน่อย เดี๋ยวจอดให้ถ่ายภาพ 15 นาที... ฯลฯ

 

บรรยากาศภายในรถของเราจึงค่อนข้างครื้นเครงมีเสียงพูดคุยกันเป็นระยะ  แต่กิจกรรมที่มากที่สุดคือการกดชัตเตอร์สลับกับการขึ้นๆ ลงๆ ถ่ายภาพตามจุดต่างๆ  ผมอดนึกคำกล่าวของนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เคยมาไม่ได้ว่า "ภูฏานสวยงามมากขนาดใช้กล้องอัตโนมัติถ่ายเล่นๆ ยังสวย"  แต่อดคิดไม่ได้เช่นกันถึงความคล้ายคลึงกันของภาพถ่ายและโปสการ์ดจำนวนมาก  เนื่องจากทุกจุดที่เราถ่ายภาพก็มักจะมีนักท่องเที่ยวคณะอื่นจอดรถเพื่อปฏิบัติภารกิจอยู่แล้วเช่นกัน  มองในแง่ของข้อเท็จจริง ความงามและภาพลักษณ์ของภูฏานก็ล้วนถูกกำกับควบคุมให้ถูกเข้าใจในลักษณะคล้ายๆ กัน  โดร์จีจึงมิได้เป็นคนขับรถอย่างเดียวหากเขาได้ "นำทาง" พวกเราไปสู่ลักษณะจริงแท้บางอย่างของภูฏาน

 

แต่ก็อย่างว่า มนุษย์เรามักรู้สึกเหนื่อยหน่ายหากต้องมานั่งวิเคราะห์เรื่องความงาม  ผมจึงใช้ดวงตาเสพรับความงามผ่านวิวไฟร์เดอร์และกดชัตเตอร์ไม่ยั้ง  หากช่วงไหนรถจอดพักนาน  คาถาอมตะของช่างภาพจำพวก ยิ้มหน่อยยย... หรือ ขอโทษนะขอถ่ายรูปหน่อยได้ม้ายยยย... ก็ยิ่งมีมนต์ขลังราวกับคนภูฏานทุกคนมีความปรารถนาที่จะปรากฏตัวในกล่องโลหะสี่เหลี่ยมของนักท่องเที่ยว  ผมสังเกตว่า กิจกรรมที่ผมหรือนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ มีส่วนร่วมกับคนภูฏานได้มากที่สุดคือ การชมรูปร่วมกันผ่านจอแอลซีดีเล็กๆ ของกล้องซึ่งเรียกเสียงหัวเราะและรอยยิ้มอายๆ ของคนภูฏานได้จำนวนมาก โดยเฉพาะเด็กๆ กับหญิงสาว

 

กิจกรรมหลักของนักท่องเที่ยวทุกคณะหลังจากเดินทางมาถึงเมืองธิมพู (เมืองหลวง) คือ การเดินเตร็ดเตร่ตามท้องถนนและตรอกซอกซอยต่างๆ เพื่อชมของที่ระลึกจำนวนมากตามโดยเฉพาะของประดับที่ทำจากแร่เทอร์ควอยซ์และกงล้อภาวนา  คณะของเราออกจะแตกต่างจากนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นอยู่บ้างตรงที่นิยมเข้าร้านขายของชำและของแห้ง  บ้างเข้าไปสัมผัสขอชมพันธุ์ข้าวท้องถิ่นนานาชนิดที่เรียงรายในกระสอบ บ้างก็เพียรหาใบชาพื้นเมือง ชนิดที่คนท้องถิ่นดื่มทุกวัน  บ้างก็สรรหาหม้อและกระบวยในลักษณะที่คนท้องถิ่นใช้กันในครัว  ผมอดนึกไม่ได้ว่าความเป็นนักมานุษยวิทยานี่ช่างซึมลึกกันในชีวิตประจำวันเสียจริงๆ  ขนาดเวลาที่น่าจะผ่อนคลายก็ยังสามารถ "Gone Native" กันได้

 

หากเปรียบเทียบกับนักท่องเที่ยวทั่วไป  คณะของเราเน้นความเนิบช้าและหมดเวลาไปกับการสำรวจร้านรวงต่างๆ ควบคู่กับการถ่ายภาพ  กระทั่งเวลาล่วงเลยจนค่ำมืด พวกเรายังเดินเตร่อยู่ข้างถนนเพื่อสัมผัสชีวิตสองข้างทางทั้งยามกลางวันและกลางคืน

 

กล่าวตามตรง  ชีวิตบนสองข้างทางของถนนสายหลักประจำเมืองธิมพูมีความน่าสนใจไม่น้อย  ถนนสายนี้ค่อนข้างเงียบเหงาในยามกลางวัน  ตกบ่ายและเย็นจึงเริ่มมีผู้คนเดินกันพลุกพล่าน ตั้งแต่เด็กนักเรียนและคนในวัยทำงาน  บาทวิถีกลายเป็นพื้นที่การค้าโดยตัวของมันเอง ผักสด ผลไม้ และของท้องถิ่นจำนวนมากถูกนำมาวางขายสำหรับให้คนภูฏานมาบริโภค  ขณะที่นักท่องเที่ยวยังคงเลือกชมสิ่งของในร้านขายของที่ระลึกที่อยู่สูงถัดไปจากขอบบาทวิถี  นักท่องเที่ยวบางคนเลือกชมของท้องถิ่นด้วยสายตาแปลกประหลาดและตื่นใจ  บางคนทดลองซื้อไปชิม บางคนชิมกันตรงนั้นและเรียกรอยยิ้มของคนท้องถิ่น

 

 

ผมกางขาตั้งกล้องชิดริมทางเท้า ขณะปรับค่าวัดแสงและความไวชัตเตอร์ใจก็นึกเห็นภาพความขวักไขว่ของผู้คน ความแตกต่างของการค้าและผู้บริโภคบนถนนเส้นนี้  จากนั้น เสียงชัตเตอร์ก็ดังไม่ขาดสายเรียกความสนใจของคนภูฏานจำนวนมาก  ผมถ่ายอยู่พักหนึ่งจนรู้สึกว่ามีคนมายืนใกล้ข้างหลังทำท่าจะคุยด้วยจึงยุติกิจกรรมจากนั้นจึงหันหลังไปทักทาย  เขาทั้งสองคือตำรวจ...

 

ตำรวจสองนายนี้มีความสนใจในกล้องถ่ายภาพมากพอกับสนใจว่าผมถ่ายอะไรไปบ้าง คำถามต่างๆ พรั่งพรูจากเขาตนผมฟังแทบไม่ทัน  มีคำถามหนึ่งทำให้ผมชะงัก "คนนำทาง (ไกด์) ของคุณไปไหน รู้ไหมว่าที่ภูฏานไม่ปรารถนาให้นักท่องเที่ยวเดินไปนู่นมานี่คนเดียว หรือถ่ายรูปไปเสียทุกที่..."  ผมขอโทษพร้อมชี้แจงวัตถุประสงค์ของการเดินทางและกล่าวชื่นชมความงดงามของภูฏานและจิตใจดีงามเป็นมิตรของคนภูฏาน

         

"ถ้าคุณชอบภูฏาน ทำไมไม่ไปถ่ายวัด พระ ไร่ข้าว หรือขึ้นไปเดินป่าทางเหนือล่ะ  มาถ่ายอะไรริมถนนตอนกลางคืน  เมื่อวานเราก็เห็นคุณไปถ่ายรูปที่ตลาดสด ไปถ่ายทำไมพวกเนปาลีซื้อกับข้าว..."  หนึ่งในสองคนอธิบายพร้อมขึ้นเสียงสูงตอนท้าย

 

 

"อ้าว...ก็ผมชอบ ผมชอบถ่ายชีวิตคนธรรมดา ชีวิตข้างถนน ผมสามารถถ่ายคุณสองคนได้นะเดี๋ยวส่งกลับมาให้ทางอีเมล์" ผมกระเซ้าพร้อมยกกล้องขึ้นเป็นสัญญาณ  จากนั้นตำรวจทั้งสองนายก็แปลงตัวเป็นนายแบบยืนโพสต์ท่าเท่ห์ ท่ามกลางฝูงชนที่แตกตัวออกเป็นวง

 

เมื่อถ่ายภาพเสร็จทั้งสองยังคงเดินติดตามผมคล้ายเงาตามตัวอยู่พักใหญ่   ผมไม่มีความเข้าใจกลไกอำนาจแห่งรัฐบนเชิงเขาหิมาลัยนี้เท่าไรนัก แต่รู้สึกอึดอัดไม่น้อย คล้ายมีดวงตาแห่งอำนาจตามติดและจับจ้องอยู่ไม่ขาด  ผมพยายามชะลอเท้าเพื่อสามารถเดินในระดับเดียวกันได้แต่ทั้งสองก็เดินรักษาระยะได้อย่างแม่นยำ  กระทั่งเดินมาถึงบริเวณย่านการค้าแห่งหนึ่งซึ่งคนบางตา ผมตัดสินใจนั่งพักตรงริมทางเท้า  คนทั้งสองจึงเดินเข้ามาใกล้และหยุดตรงหน้า  ชายคนหนึ่งยื่นกระดาษเล็กๆ ให้ผมพร้อมเอ่ย "ขอบคุณมาก เราตามมาเพื่อให้สิ่งนี้กับคุณ" ผมยื่นมือรับ และเปิดอ่านดู  มันคืออีเมล์ซึ่งเขียนด้วยรายมือขยุกขยุยด้วยความเร่งรีบ  "อย่าลืมส่งมานะ" เขาย้ำ

 

"แน่นอน...ไม่ลืม" แต่ในใจผมไม่อยากเชื่อว่าเค้าต้องการเพียงยื่นที่อยู่ทางอีเมล์  เขาทั้งสองหันหลังกลับพร้อมคุยกันอย่างเสียงดังในภาษาซงคา (ภาษาราชการของภูฏาน) ที่ผมไม่รู้เรื่อง

 

ผมเดินลัดเลาะถ่ายภาพบริเวณนั้นชั่วครู่ พบปะและทักทายนักท่องเที่ยวที่มีชื่นชอบการถ่ายรูปเหมือนกัน  หลายคนมีประสบการณ์เดินทางมาทั่วโลกและย่ำเท้าลงบนดินแดนหิมาลัยมานานับไม่ถ้วน  ขณะที่บางเพิ่งเคยมาเยือนเป็นครั้งแรก (เช่น ผมเป็นต้น) พวกเราคุยกันตามความสามารถทางภาษาของแต่ละฝ่ายจะอำนวย  บทสนทนาทำท่าจะยาวและออกรส ใจผมนึกถึงเบียร์แพนด้าแดงและมังกร 11,000  อันขึ้นชื่อของภูฏาน  แต่คล้ายสวรรค์ล่มเมื่อมีเสียงหนึ่งลอยมา

 

"รูปฉันล่ะ รูปฉัน..." ผมหันหลังไปมองปรากฏว่านักท่องเที่ยวคนหนึ่งกำลังถูกชายวัยกลางคน(เจ้าของเสียง) เอามือทั้งสองข้างจับเสื้อกันหนาวบริเวณหน้าอก  เสียงของเขาดังจนคนรอบข้างตีวงออกห่าง  ไม่มีใครเข้าไปห้ามหรืออยากยุ่ง เนื่องจากชายคนนั้นเมามาก

 

ผมรีบปรี่เข้าไปช่วยนักท่องเที่ยวคนนั้นตามสัญชาติญาณ  มือข้างหนึ่งจับคอเสื้อชายขี้เมาจนแน่นและผลักอกห่าง  "รูปฉันล่ะ รูปฉัน เขาถ่ายฉัน..." เสียงชายคนนั้นค่อยๆ แผ่วลงหลังจากที่มีชายชาวภูฏานจำนวนหนึ่งพาตัวเขาออกไป

 

"ผมคงผิดเองที่ไปถ่ายเค้า..." นักท่องเที่ยวร่างสูงโปร่งเอ่ย...

 

คืนนั้น ผมกลับเข้าที่พักราวสี่ทุ่ม  อากาศหนาวจนรู้สึกว่าเครื่องทำความร้อนในห้องชำรุด   ผมนั่งพักบนเตียง ส่วนใจครุ่นคิดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อครู่  หากเป็นในช่วงเวลาก่อนที่ภูฏานและในอีกหลายประเทศจะเปิดตัวต้อนรับนักเดินทางอย่างเป็นทางการและเข้าสู่ความเป็นสมัยใหม่  กล้องถ่ายรูปอาจถูกมองว่าเป็นเครื่องมือของบรรดาพ่อมดและปีศาจซึ่งสามารถดูดวิญญาณของผู้ถูกถ่ายและเก็บไว้บนแผ่นกระดาษ  ดังนั้น คนพื้นถิ่นจำนวนมากจึงปกป้องตนจากการถูกถ่ายภาพและไม่ปรารถนาให้ถ่ายภาพ  เรื่องแนวนี้ เราสามารถหาอ่านได้ตามบันทึกของสำรวจ นักเดินทาง หรือในงานของนักมานุษยวิทยารุ่นแรกๆ ก็เคยระบุไว้  ซึ่งผมคิดว่าไม่สมเหตุสมผลอย่างยิ่งในช่วงเวลาปัจจุบัน  อาการของชายคนนั้นน่าจะมีสาเหตุอย่างอื่น  หากไม่นับปัจจัยด้านปริมาณแอลกอฮอลล์ [2]

 

บางทีจิตวิญญาณ (soul) ของชายคนนั้นอาจถูกขโมยไปจริงๆ จิตวิญญาณในส่วนที่เรียกว่าศักดิ์ศรีความเป็นคนซึ่งอาจถูกนักท่องเที่ยวเข้ามาปล้นสะดมทุกวัน กระทั่งไม่เหลือความภาคภูมิใจในตัวเอง  การขอดูรูป การเข้ามามีส่วนในการกำหนดมุมกล้อง หรือการยื่นที่อยู่อีเมล์ให้จึงเป็นเสมือนการพยายามเข้ามามีส่วนร่วมหรือพูดให้ยากคือเป็นการปรับความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างช่างภาพกับผู้ถูกถ่ายภาพ?

 

ผมรู้ตัวว่าที่คิดไปเมื่อครู่มันเป็นการตีความผ่านแนวคิดทางมานุษยวิทยา  และตนก็มีความรู้เรื่องวัฒนธรรมภูฏานน้อยมาก  โดยเฉพาะในมิติของจิตวิญญาณซึ่งได้รับอิทธิพลจากศาสนาพุทธแบบวัชระยานผสมผสานกับความเชื่อเรื่องผีสางเทวดาแบบท้องถิ่น (Animism) แต่อดคิดไม่ได้ว่า วันนี้ตนถ่ายภาพมากี่รูป ใคร ที่ไหน และถ่ายไปเพื่ออะไร

 

ค้นในกระเป๋ากล้องพบเศษกระดาษเล็กๆ รวมสิบใบพอดี แต่ละใบล้วนระบุที่อยู่ทางอีเมล์อย่างชัดเจน  มันคงไม่ใช่คนภูฏานซะแล้วที่ถูกดูดวิญญาณ (ถ้าเราเชื่อ)

 

จิตวิญญาณของผมก็ถูกดูดลงไปในลายเซ็นต์ของพวกเค้าเหมือนกัน...



[1] โดร์จีเป็นชื่อยอดนิยมของผู้ชายภูฏาน  เข้าใจว่าคงเป็นชื่อที่ได้รับความนิยมคล้ายๆ สมชายหรือสมศักดิ์ ในช่วงเวลาหนึ่งของไทย  นอกจากโดร์จี แล้วยังมีชื่ออีกมากมายที่คนภูฏานนิยมใช้ในการตั้งชื่อ เช่น ทุคติน ดรอมชู และจิกมี่ เป็นต้น 

[2] คำถามประการหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับผมคือ  การถูกจับจ้องและเพ่งดูในความหมายของวัฒนธรรมภูฏานเป็นเช่นไร  หากเราเชื่อว่าส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมภูฏานได้รับอิทธิพลมาจากวัฒนธรรมฮินดูของอินเดีย  "การเพ่งดู" (Darsana/Darshan) ในการบูชาพระเจ้า ก็คือการได้รับพลังผ่านดวงตา ดังนั้น การมองจึงมีพลังมหาศาล  ในทางกลับกัน หากเป็นการมองจากคนนอกต่อห้องประดิษฐานเทพประธาน การมองจะกลายเป็นพลังในด้านมืดส่งผลให้ความดีงามลดน้อยลง  นั่นย่อมหมายความว่าการห้ามถ่ายภาพหรืออาการแสดงความไม่พอใจดังกล่าวน่าจะมาจากฐานคิดนี้ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน ศรัณย์ และวิชญดา (2553)

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร