ส่วนแบ่งรายได้แรงงานในรายได้ประชาชาติ กับความเจ็บปวดของคนงาน

Fri, 11/08/2013 - 12:25 -- ประชาธรรม

แปลจาก "Workers" share of national income Labour pains" เขียนโดย Economist ใน http://www.economist.com/news/finance-and-economics/21588900-all-around-world-labour-losing-out-capital-labour-pains?frsc=dg%7Ca

 

 

เขตอุตสาหกรรมใหญ่ในเซินเจิ้น ซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางอุตสาหกรรมของประเทศจีน มีแรงงานเกือบสามแสนคนที่ทำงานประกอบชิ้นส่วนอิเลคโทรนิคเพื่อส่งออกไปขายในตลาดโลกตะวันตก หนึ่งในนั้นคือบริษัทฟอกซ์คอน (Foxconn) ที่จ้างแรงงานกว่าหนึ่งล้านห้าแสนคนทั่วประเทศจีนเพื่อผลิตสินค้าให้กับบริษัทแอปเปิล (Apple) ในสหรัฐอเมริกา บริษัทฟอกซ์คอนกลายเป็นสัญลักษณ์ของความชั่วร้ายหรือภัยทางเศรษฐกิจ อันเนื่องมาจากการจ้างงานแรงงานต่างชาติราคาถูก อย่างไรก็ดี ชนชั้นแรงงานทั้งในประเทศจีนและสหรัฐฯต่างก็เผชิญภัยคล้ายๆกัน นั่นคือ พวกเขาได้ส่วนแบ่งน้อยลงเรื่อยๆจากความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในหลายทศวรรษ

 

"ส่วนแบ่งรายได้ของคนงาน" เมื่อเทียบกับรายได้ของทั้งประเทศนั้นลดลงทั่วโลกนับตั้งแต่ทศวรรษ 1980 (ดูตาราง) OECD ซึ่งเป็นแหล่งสุมหัวของประเทศร่ำรวยได้เปิดเผยว่า ชนชั้นแรงงานได้รับส่วนแบ่งของรายได้เพียง 62% ในทศวรรษสุดท้ายของศตวรรษที่ 20 ซึ่งลดลงจาก 66% ในต้นทศวรรษ 1990 การลดลงของส่วนแบ่งรายได้ดังกล่าวนั้นเป็นสิ่งที่ขัดกับความคาดหมาย เป็นเวลากว่าหลายทศวรรษ นักเศรษฐศาสตร์มักจะมองว่าส่วนแบ่งของรายได้ระหว่างแรงงานและทุนนั้นมีลักษณะคงที่ (นอกเหนือไปจากความเปลี่ยนแปลงระยะสั้นๆของเศรษฐกิจซึ่งเป็นไปตามวงจรของธุรกิจ) และเมื่อ นิโคลาส คาลดอร์ เสนอ "ข้อเท็จจริงที่ค่อนข้างแน่นอน" 6 ประการเกี่ยวกับความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 1957 ส่วนแบ่งของรายได้ของแรงงานที่ค่อนข้างคงที่ก็เป็นหนึ่งในข้อเท็จจริงนั้น แต่ในปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากเริ่มตั้งข้อสงสัยถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวว่ายังคงเป็นความจริงอยู่มากน้อยแค่ไหน

 

 

การลดลงของส่วนแบ่งรายได้ของแรงงานสะท้อนว่า ผลิตภาพที่แรงงานผลิตได้ไม่สามารถแปรไปเป็นรายได้ที่เพิ่มขึ้นของคนงานได้ และแน่นอนว่า ผลพวงของความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเหล่านั้นตกอยู่ในมือของเจ้าของทุนทั้งหลาย แม้แต่ในหมู่คนที่ทำงานกินเงินเดือนด้วยกันเอง คนที่รวยที่สุดจำนวนน้อยได้ส่วนแบ่งค่อนข้างจะดีกว่าคนที่เหลือ ส่วนแบ่งของคน 1% ที่อยู่ในชั้นที่สูงที่สุดของแรงงานกินเงินเดือนเพิ่มขึ้นนับตั้งแต่ทศวรรษ 1990 แม้ว่าส่วนแบ่งของแรงงานทั้งหมดที่เหลือจะลดลงก็ตาม ในสหรัฐอเมริกา ส่วนแบ่งรายได้ของคนงานตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1990 จนถึงกลางทศวรรษ 2000 ลดลงกว่า 2 เท่า คือ ถ้าตัดคนที่อยู่สูงสุด 1% ออกไปแล้วอยู่ที่ 4.5% ของส่วนแบ่งทั้งหมด

 

แรงงานในสหรัฐอเมริกามักจะโยนความผิดไปให้กับแรงงานราคาถูกจากประเทศยากจน แน่นอนว่าก็คงไม่ผิดที่พวกเขาจะเชื่อเช่นนั้น จากผลการวิจัยที่เพิ่งออกมาของ ไมเคิล เอลส์บี จากมหาวิทยาลัยเอดินเบิร์ก บาร์ท ฮอบจิน จาก Federal Reserve Bank of San Francisco และ ไอเซกุล ซาฮิน จาก Federal Reserve Bank of New York นักวิจัยเหล่านี้วิจัยเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมประเภทต่างๆภายในสหรัฐอเมริกาที่มีต่ออุตสาหกรรมจากภายนอกประเทศ และเปรียบเทียบผลการวิจัยกับการลดลงของส่วนแบ่งรายได้ของแรงงานในแต่ละอุตสาหกรรม พบว่า ยิ่งพึ่งพาการนำเข้าสินค้าจากนอกประเทศมากเท่าไร ส่วนแบ่งที่แรงงานจะได้ยิ่งลดลงมากขึ้นเท่านั้น โดยในรอบ 25 ปีที่ผ่านมา ส่วนแบ่งรายได้ของแรงงานอเมริกันลดลง 3.9% และก็เช่นเดียวกัน ในกรณีของฟอกซ์คอนที่ส่วนแบ่งรายได้ของแรงงานลดลง 3.3%

 

อย่างไรก็ดี การค้าระหว่างประเทศไม่ใช่สาเหตุหลักของการลดลงของรายได้แรงงานในสหรัฐฯและในที่อื่นๆ แรงงานในประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศ เช่น จีน และเม็กซิโกต่างก็ดิ้นรนเพื่อที่จะได้รับส่วนแบ่งจากความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจตลอดกว่าสองทศวรรษเช่นกัน สาเหตุอันหนึ่งมาจากการใช้เทคโนโลยีในการผลิตมากขึ้น ซึ่ง OECD ประเมินว่า การนำเทคโนโลยีมาใช้แทนแรงคนมีผลถึง 80% เมื่อเทียบกับปัจจัยอื่นๆที่ทำให้ส่วนแบ่งรายได้ของแรงงานลดลง ยกตัวอย่างเช่น บริษัทฟอกซ์คอนซึ่งกำลังมองหาความแตกต่างจากลูกจ้างรูปแบบใหม่ คือ การใช้ระบบไฟฟ้า บริษัทเผยว่าจะเพิ่มหุ่นยนต์ 1 ล้านตัวเข้าไปทดแทนแรงงานในโรงงานต่างๆในปีหน้า

 

 

การมีเครื่องมือที่มีกำลังมากกว่าและราคาถูกกว่า เช่น หุ่นยนต์และคอมพิวเตอร์ ช่วยให้บริษัทสามารถจัดการกับภารกิจต่างๆที่ใหญ่ขึ้นได้ด้วยจักรกลทันสมัย งานวิจัยใหม่ของ ลูคัส คาราบาร์บูนิส และเบรนท์ ไนแมน จากมหาวิทยาลัยชิคาโกได้เปิดเผยข้อมูลที่ว่านี้เช่นกัน เขาทั้งสองเสนอว่า ต้นทุนของสินค้าที่ใช้เพื่อการลงทุน (investment goods) เมื่อเทียบกับสินค้าเพื่อการบริโภค (consumption goods) ลดลงกว่า 25% ในระยะเวลา 35 ปีที่ผ่านมา นั่นเป็นแรงจูงใจให้บริษัทหันไปทดแทนแรงงานของมนุษย์โดยการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ทุกครั้งที่บริษัทเหล่านั้นมีโอกาส และนี่เองคือ สาเหตุสำคัญของการลดลงของส่วนแบ่งรายได้ของแรงงาน 5% ในสถานที่และในอุตสาหกรรมที่ต้นทุนของสินค้าเพื่อการลงทุนลดลง ส่วนแบ่งรายได้ของแรงงานก็ยิ่งลดลงในอัตราส่วนที่สูงขึ้นด้วย

 

งานวิจัยอื่นๆก็ยืนยันข้อสรุปเช่นเดียวกัน แม้ว่า เอลส์บี, ฮอบจิน และ ซาฮิน จะเน้นศึกษาเฉพาะการค้า แต่งานของพวกเขาก็เผยว่า ผลิตภาพของแรงงานอเมริกันเพิ่มขึ้นเร็วกว่าผลตอบแทนที่แรงงานได้รับในทศวรรษ 1980 และทศวรรษ 1990 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่อัตราการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาจะพุ่งสูงขึ้นเสียอีก งานวิจัยที่ศึกษาการขยายถ่างขึ้นของความเหลื่อมล้ำในสังคมในหมู่แรงงานก็ให้ผลออกมาคล้ายคลึงกัน ในหลายทศวรรษที่ผ่านมา งานที่ต้องการทักษะระดับกลางๆลดลงอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกับสัดส่วนของการจ้างงานทั้งหมด แตกต่างจากการจ้างงานแรงงานที่มีทักษะสูงและทักษะต่ำที่สวนทาง คือ มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น งานวิจัยของเดวิด ออเทอร์ จาก MIT เดวิด ดอร์น จาก the Centre for Monetary and Financial Studies และ กอร์ดอน แฮนสัน จาก the University of California, San Diego เผยว่า การนำคอมพิวเตอร์และระบบการผลิตแบบอัตโนมัติมาใช้ส่งผลให้งานที่ใช้ทักษะระดับกลางๆหมดไป ในทางตรงกันข้าม การค้าเพิ่งกลายมาเป็นปัจจัยสำคัญของการเติบโตของค่าแรงในทศวรรษ 2000

 

ในบางกรณี ผลกระทบที่การค้าและเทคโนโลยีมีต่อค่าแรงได้รับการหนุนเสริมจากอีกปัจจัยคือ กฎหมายการจ้างงาน ในปลายทศวรรษ 1970 แรงงานในยุโรปได้รับส่วนแบ่งรายได้ที่สูงมาก ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากกฎหมายและกฎระเบียบของรัฐเกี่ยวกับตลาดแรงงาน ส่วนแบ่งรายได้ของแรงงานขึ้นไปสูงสุดถึง 75% ในสเปน และ 80% ในกรณีของฝรั่งเศส เมื่อมีการเปิดเสรีตลาดสินค้าและตลาดแรงงานทั่วยุโรป แต่ในต้นทศวรรษ 1980 ตัวเลขการว่างงานก็เพิ่มขึ้น ส่วนแบ่งรายได้ของแรงงานลดลงอย่างมหาศาล แรงงานอ่อนแอและได้รับส่วนแบ่งรายได้ลดลง โดยมีสาเหตุสำคัญมาจากการแปรรูปกิจการของรัฐให้เป็นของเอกชนนั้น

 

แนวโน้มดังกล่าวอาจนำไปสู่การที่รัฐบาลต่างๆจะมีนโยบายใหม่เพื่อปกป้องแรงงานให้ได้รับส่วนแบ่งรายได้ที่เพิ่มขึ้น เช่นเดียวกัน นโยบายบางอย่างก็อาจนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของอัตราการว่างงาน หรือแม้แต่ทำให้บริษัทต่างๆหันไปใช้เครื่องจักรอัตโนมัติมาทดแทนแรงงานชองมนุษย์มากขึ้นก็ได้ ผลกระทบจากการค้าอาจกลายมาเป็นปัจจัยเชิงบวกในอนาคตต่อการเพิ่มขึ้นของค่าแรงในตลาดที่กำลังเกิดขึ้นใหม่ด้วย แต่ก็เช่นเดียวกัน การเพิ่มขึ้นของค่าแรงก็อาจเป็นตัวเร่งให้บรรษัทต่างๆหาเครื่องจักรมาทดแทน เช่นที่เกิดขึ้นกับกรณีฟอกซ์คอน

 

ความเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วและการเพิ่มขึ้นของผลิตภาพสามารถทำให้เกิดการพัฒนามาตรฐานการดำรงชีวิตที่เพิ่มขึ้นได้ แต่ในขณะเดียวกัน หากรายได้ของแรงงานกินเงินเดือนทั้งหลายไม่เพิ่มขึ้น ความเชื่อที่ว่าคุณภาพชีวิตของผู้คนจะดีขึ้นก็อาจเป็นเพียงแค่ความฝันลมๆแล้งๆเท่านั้น

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร