วรรณศิลป์ มช.ล้อมวงสนทนา 'รักๆ ใคร่ๆ' ในโลกวรรณกรรม - โลกสังคม

Mon, 11/25/2013 - 11:44 -- ประชาธรรม

เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2556 ชมรมวรรณศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดงาน 50ปี วรรณศิลป์ ส.มช ที่ลานกิจกรรมองค์กรนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยในงานมีการจัดเสวนาในหัวข้อ "ก็ใคร่นี่คะ" เรื่องรักๆ ใคร่ๆ ในวรรณกรรม ประกอบด้วยวิทยากร 3 ท่านได้แก่ เพ็ญ ภัคตะ คอลัมนิสต์-นักวิชาการอิสระ โตมร ศุขปรีชา นักคิด นักเขียน และณัฐพล พลาหาญ อดีตประธานชมรมวรรณศิลป์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

นิยามความรักความใคร่ในแง่ของวรรณกรรม

 

ณัฐพล พลาหาญ กล่าวว่า ความรักเป็นแค่อารมณ์อย่างหนึ่งของมนุษย์ ในเมื่อวรรณกรรมก็เป็นสิ่งสะท้อนอะไรบางอย่างในตัวมนุษย์ อาจจะสะท้อนโดยตรงหรืออาจจะต้องตีความก็ตาม ก็ย่อมต้องสะท้อนเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ออกมาด้วย แม้ว่าในวรรณกรรมจะไม่เกี่ยวกับเรื่องรักๆ เลยก็ตาม ไม่ว่าจะความเศร้าหรืออะไรที่เกิดในวรรณกรรมก็อาจจะมีสาเหตุจากเรื่องความรักได้

 

โตมร  ศุขปรีชา กล่าวว่า เวลาพูดถึงวรรณกรรมเรามักจะนึกถึงสิ่งที่เป็น Fiction แต่เท่าที่รู้และเท่าที่เปิดพจนานุกรมดู พบว่าวรรณกรรมมีความหมายกว้างมาก รวมไปถึงงานเขียนทุกอย่างหรือแม้ไม่ใช่งานเขียน เช่น โปรแกรมคอมพิวเตอร์บางอย่างก็นับเป็นวรรณกรรมด้วย ดังนั้นเวลาพูดถึงวรรณกรรมจะหมายถึงงานเขียนทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็น Fiction หรือ Non-fiction

 

เมื่อพูดถึงเรื่องความรักความใคร่ในวรรณกรรม ทำให้นึกถึงหนังสือหลายเรื่องที่เกี่ยวกับเรื่องเพศ เช่น "เลิกแอบเสียที" ของวิทยา แสงอรุณ ซึ่งพูดถึงเรื่องอยากเป็นเกย์ก็เป็น แบบนี้ก็เป็นวรรณกรรม วรรณกรรมไม่จำเป็นต้องเป็นคู่กรรม ทองเนื้อเก้า หรือเรื่องสั้น หนังสือของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ที่ว่าด้วยเรื่องเพศ แบบนี้ก็เป็นวรรณกรรม

 

เมื่อเรามองวรรณกรรมด้วยมุมมองที่กว้างแบบนี้ แล้วเราจะพูดถึงความรักความใคร่ก็จะพูดได้กว้างเหมือนกันว่าเราจะมองเรื่องความรักในมุมไหน ความใคร่ในมุมไหน ตรงนี้ควรเป็นหน้าที่ของพิธีกรที่จะจำกัดความ ซึ่งถ้าหากพูดถึงเรื่องความรักความใคร่ในแบบกว้าง ผมคงจะพูดไม่ถูก แต่ผมคิดว่าความรักความใคร่ถูกเอาเข้ามาปนกันเยอะจนบางทีเราก็สับสนว่าอะไรคือรัก อะไรคือใคร่ โดยเฉพาะในวรรณกรรมแบบ Fiction เรื่องเพศเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่หยิบเข้ามาใส่แล้วเราเอามาปนกับเรื่องความรักความใคร่ มันทำให้เรางงๆ เลือนๆ แล้วมองไม่ค่อยออกว่าภาพแบบนี้หมายถึงอะไร

 

ในเรื่องนี้ขอยกตัวอย่างลำยองแล้วกัน ผมคิดว่าลำยองน่าสนใจมาก เพราะลำยองมีเพศสภาพเป็นผู้หญิงแต่ถูกจับไปใส่ในบทบาทของตัวร้ายในนิยายไทยหรือหนังไทยโบราณ จะเห็นว่าลำยองมีทุกอย่าง เช่น อบายมุข ผมคิดว่าผิดปกติเล็กน้อยที่คนอะไรจะชอบทุกอย่างขนาดนั้น คนที่ผมรู้จักที่ชอบเล่นคาสิโนหรือเล่นเก่งๆ มักจะไม่ค่อยชอบกินเหล้า เพราะถ้าเมาแล้วจะเล่นไม่ได้ แต่ลำยองถูกใส่เป็นสีดำแบบชัดๆ เพื่อให้วันเฉลิมเป็นสีขาวแบบชัดๆ ขึ้นมา

 

เมื่อก่อนนี้คนที่มีบทบาทร้ายแบบนี้มักจะเป็นผู้ชาย แต่ทีนี้มีการกลับข้างที่เอาเพศหญิงมาทำให้ร้าย และเพศชายมาทำให้ดี ถ้าอย่างเดิมปลายทางของนางเอกที่ดีคือการได้แต่งงาน แต่ในกรณีของวันเฉลิมถ้าได้แต่งานกับผู้หญิงดีๆ ก็จะธรรมดามาก วันเฉลิมจึงต้องไปผูกกับอุดมการณ์ที่สูงส่งมากๆ คืออุดมการณ์ทางศาสนา ซึ่งต้องไปบวชและเป็นคนดีมากๆ มันถึงจะฉูดฉาดและชัดเจนที่จะมาค้านกับผู้หญิงอย่างลำยอง ซึ่งมีการสลับบทบาทในหลายระดับในละครเรื่องนี้

 

เพ็ญ ภัคตะ กล่าวว่า คนเรา 90 เปอร์เซ็นต์ไม่เคยรู้ตัวว่าเรามีความใคร่ แต่เราเรียกความใคร่ในนามของความรัก เพราะความรักฟังดูเพราะ กวีทั้งหมดก้าวเข้ามาเขียนบทกวีเพราะความใคร่มันเรียกร้อง ความใคร่มันถามหา ความอยากร่วมเพศ ความอยากมีคู่ ความอยากให้หญิงมองชายมอง ความอยากเสียดสี ความอยากอภิรมย์ตรงนั้นมันมีแต่พูดไม่ได้ มันกลายเป็นความต่ำ ความกักขฬะ ความน่าเกลียด จึงต้องเบี่ยงจากความใคร่ให้เป็นความรัก

 

"หนุ่มสาวที่คุยกันทางเน็ทหากนำมาผ่าอกผ่าใจกันจะเห็นว่าความใคร่เป็นตัวผลักดันให้แสวงหาความรัก ความใคร่ในตรงนี้เป็นความกระสัน ความกระเหี้ยนกระหือรือ อาจนำไปใช้ทางการเมืองก็ได้ เพราะทุกวันนี้เราเห็นว่ามีการนำความใคร่ไปใช้ในทุกวงการเช่น คุณได้สำเร็จความใคร่ทางการเมือง ความใคร่ทางการค้า เป็นต้น คุณคำ ผกา ได้เขียนไว้เยอะมากว่าความรักนั้นเราเอามาจากศาสนาคริสต์ ชาวบ้านทั่วไปเราจะไม่เคยมาตายเพื่อบูชาความรัก จะมีแค่ว่ารักเมา คือหลง หรือใคร่ ที่เป็นแรงผลักดันที่จะไปจู๋จี๋เพื่อจะมาแต่งงานอยู่กินกัน แล้วก็ตบตีกัน ด่ามึงด่ากูกัน จนเมื่อความใคร่หมด-รักก็ไม่เหลือ"

 

ในเรื่องเพศที่สลับกันแล้วเป็นผู้กระทำกับผู้ถูกกระทำของความใคร่ ขอย้อนกลับไปเรื่องเก่าๆ เกี่ยวกับวรรณคดีที่เวียนอยู่กับความรักความใคร่ ส่วนใหญ่จะมีผู้ชายลักษณะเสียจริต เช่น พระอภัยมณีที่หลงรูปนางละเวง หรือระตูจรกาหลงใหลบุษบาแทบคลั่ง ผู้ที่เขียนวรรณคดีให้ผู้ชายไปพิชิตผู้หญิงจะตอบอุดมการณ์ของผู้ชาย เช่น ให้ขุนแผนมีเมีย 5 คน ตอนที่ได้นางวันทองมาก็ด้วยวิธีข่มขืน แล้วก็จะสร้างภาพลักษณ์ให้คนหน้าตาน่าเกลียดเป็นคนชั่ว สร้างให้ผู้หญิงเป็นผู้ถูกเลือกไม่สามารถปกป้องตัวเองได้ เช่น นางประแดะแม้มีสามีแล้วคือแขกประดู่ แต่ก็มาหลงรักระเด่นลันได ถูกฉุดกระชากไปด้วยความหล่อทั้งๆ ที่ตัวเองนั้นยากจน เราจะเห็นว่าวรรณคดีให้คุณค่ากับรูปสมบัติมากกว่าทรัพย์สมบัติ ขุนช้างรวยกว่าขุนแผนแต่น่าเกลียดถึงแม้จะรักนางวันทองแต่ไม่มีสิทธิได้อยู่กับนางวันทอง ในวรรณกรรมให้พวกผู้ชายเป็นเพลย์บอย

แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งคือลิลิตพระลอที่กลุ่มเฟมินิสต์สะใจมาก คือที่พระเพื่อนพระแพงได้ยินกิตติทรัพย์ความหล่อของพระลอที่มีเมียแล้วชื่อนางลักษณวดี แต่ก็อยากจะได้ ถึงขนาดให้ปู่เจ้าสมิงพลายทำคุณไสยล่อให้พระลอมา เรื่องนี้เขาบอกว่าเป็นวรรณคดีที่สมบูรณ์แบบ บริสุทธิ์มาก ซึ่งเกี่ยวกับความรักความใคร่ ไม่ต้องคิดว่าอ่านแล้วงง ว่าอยู่ในยุคไหน เกิดที่ไหน เนื้อหาที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์อาจคลาดเคลื่อน แต่สะท้อนหลายอย่างเช่น ผู้หญิงยุคโบราณทำไสยศาสตร์จริง และยังมีการทำให้ผู้ชายคือพระลอนั้นจบลงด้วยการตายอย่างหมดสภาพซึ่งไม่เคยปรากฏในวรรณกรรมเล่มไหน

 

บทอัศจรรย์เป็นความสวยงามทางวรรณคดี หรือเป็นการกดขี่ทางเพศ

ณัฐพล กล่าวว่า ผมเชื่อว่าโรงเรียนมัธยมหลายๆ แห่งเวลาสอนวรรณคดีซึ่งมีบทอัศจรรย์ ครูจะไม่บอกว่าคืออะไร ถ้าบอกก็จะแปลตรงๆ ว่าเป็นดอกไม้ เป็นปลาช่อน แต่ครูไม่บอกว่ามันเอากันอะไรยังไง เป็นหน้าที่ของเราต้องไปตีความเอง ผมได้ครูวรรณคดีที่ดีที่ช่วยชี้ให้เห็นความหมายตรงๆ ว่ามันเอากันอะไรยังไง แล้วมันก็มีกันทุกเรื่องเหมือนมันเป็นขนบอย่างหนึ่งของวรรณคดีไทย บทดังกล่าวเมื่อเอามาเขียนในวรรณคดีแล้วมันเป็นการกดขี่ทางเพศรึเปล่า ผมก็ไม่รู้ แต่ผมมีข้อสังเกตอย่างหนึ่งเช่น ตอนที่พระเพื่อนพระแพงทำคุณไสย ยังต้องพึ่งผู้ชายอยู่ เช่น ต้องไปพึ่งปู่เจ้าสมิงพราย จึงเห็นว่ามันยังไม่ได้เป็นอำนาจของผู้หญิงทั้งหมดหรือเปล่า

 

โตมร กล่าวว่า ตอนเด็กๆ เวลาเรียนเรื่องบทอัศจรรย์ ครูจะบอกว่ามันอรรถรส มันมีวรรณศิลป์ มันมีความงดงามทางภาษามากๆ ไม่มีใครหรอกที่อ่านแล้วจะเกิดอารมณ์ทางเพศ ซึ่งบอกว่าไม่จริง อาจจะเพราะคนอ่านคนนั้นมีความแตกฉานทางภาษามาจนอ่านแล้วเกิดภาพตามหรือเปล่าก็ไม่ทราบ

 

"มีประเด็นที่น่าสนใจคือ มันเป็นการกดขี่ทางชนชั้นหรือไม่ ถ้าเราดูงานเขียนที่เป็นหนังสือก็มักจะถูกเอาไปเก็บไว้ในหอไตรกลางน้ำ เอาไปเก็บไม่ให้คนเห็น มันมีเรื่องของการพยายามแบ่งแยกความรู้ระหว่างคนชั้นสูงและคนธรรมดา ให้ความรู้บางอย่างอยู่ในหมู่คนชั้นสูง ในแง่หนึ่งคือการแบ่งแยกทางการใช้ภาษา เช่น คำราชาศัพท์ เป็นการแบ่งแยกที่บางคนบอกว่ามันเป็นการเซนเซอร์อย่างหนึ่ง ถ้าคนไม่สามารถถอดรหัสภาษาเหล่านั้นได้ก็จะไม่เข้าใจ เหมือนกับการอ่านบทอัศจรรย์แล้วถอดความไม่ออก มันมีลักษณะของการแบ่งคนที่สามารถถอดรหัสแล้วก้าวเข้าไปตีความความ เรื่องบทอัศจรรย์ก็เรื่องหนึ่ง และเรื่องอื่นๆ ในโลกทัศน์ของคน อย่างเช่นวรรณคดีที่ได้รับการยกย่องว่าแต่งดีจะอยู่ในหมู่คนกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่ากลุ่มชนชั้นนำ แล้วก็มาแนะนำว่านี่เป็นวรรณคดีร้อยเรื่องที่คนควรอ่าน แต่สาววายก็อาจจะไม่ได้อยากอ่านลิลิตพระลอ ยกเว้นเป็นผู้ชายสองคนมารักกัน หนังสือดีที่สาววายควรอ่านอาจจะเป็นอย่างอื่นก็ได้ ตรงนี้เป็นการสร้างรหัสบางอย่างมาล้อมข้อมูล ความรู้  รสนิยม แล้วชี้หน้าบอกว่าคนที่ไม่อ่านร้อยเล่มนี้เป็นพวกรสนิยมไม่ดี แต่ถ้าจะอ่านอันนี้ก็ต้องไปเรียนการเข้ารหัสเพื่อเข้าใจ แต่พอเข้าใจแล้วห้ามมีอารมณ์ทางเพศจากการอ่านบทอัศจรรย์ เพราะเป็นของขลังของโบราณ ดังนั้นจะเห็นความย้อนแย้งหลายชั้น

 

โตมร ศุขปรีชา (ขวา) ณัฐพล พลาหาญ (ซ้าย)

วรรณกรรมที่เป็นวรรณกรรมรักมักจะมีเรื่องการเซนเซอร์ตัวเอง คิดว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมนักเขียนถึงมีการเซนเซอร์ตัวเอง

 

ณัฐพล กล่าวว่า พูดถึงเรื่องเซนเซอร์ตัวเองนึกถึงเรื่องอย่าง 112 ขึ้นมา อาจจะไม่ได้มีแค่เรื่องนี้ แต่เรื่องอะไรก็ตามที่มีการอธิบายซึ่งอาจจะไม่เกี่ยวกับสถาบันแต่เกี่ยวกับเรื่องที่อยู่รอบๆ สถาบันเช่นเรื่ององคมนตรี จะมีการเซนเซอร์ เคยมีนักวิชาเสนอตั้งพรรคขึ้นแล้วจะแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 112 แก้มาตรา 309 แต่พอไทยรัฐเอาไปลงข่าว ก็ลงแค่ว่าแก้นิรโทษกรรม มันเหมือนมีการเซนเซอร์อะไรบางอย่างที่เกิดจากความกลัว ในสังคมมีอะไรบางอย่างที่ข่มขู่เรา บางทีตัวบทกฎหมายอาจไม่ข่มขู่ แต่สิ่งที่ข่มขู่คือความคิดอะไรบางอย่างของคนที่มีอำนาจในสังคม

 

โตมร กล่าวว่า พูดถึงเรื่องเซนเซอร์นึกเรื่องหนังสือเล่มแรกที่ถูกเซนเซอร์ของไทยชื่อว่า ตำหรับโยนีในสมัยรัชกาลที่ 6 เป็นหนังสือที่พิมพ์แค่ 200 เล่ม และแจกจ่ายเฉพาะกลุ่มชนชั้นสูง ไม่ให้รั่วไหลไปหาคนอื่น เพราะชื่อว่าคนที่ไม่ได้รับการศึกษาไม่มีอำนาจทางศีลธรรมมากพอที่จะควบคุมตัวเอง เมื่อไม่มีอำนาจควบคุมตัวเองเลยต้องการการถูกควบคุมบางอย่างไม่ให้รับรู้ หนังสือตำหรับโยนีเป็นแค่การพูดว่า อวัยวะเพศแบบไหนทำให้คนมีดวงชะตาแบบไหน ซึ่งก็ไม่ได้มีอะไร

 

"สำหรับผมแล้วการเซนเซอร์ไม่ใช่แค่เรื่องคน ว่ามีคนมาสั่งเฉยๆ แต่เป็นเรื่องของระบบสังคม การเซนเซอร์คือเรื่องของการควบคุมกำกับเสรีภาพของคน ถ้าเราดูเหตุผลของการเซนเซอร์จำนวนมากในสังคมไทย มักจะมีสองเหตุผลคือ หนึ่ง ความมั่นคงของประเทศชาติ สอง เพื่อศีลธรรมอันดีงามและเพื่อความเรียบร้อยสงบสุข เลยต้องตั้งคำถามว่า ความมั่นคงของประเทศคืออะไร ซึ่งหนังสือหลายเล่มถูกสั่งห้ามเพราะเรื่องความมั่นคง โดยเฉพาะสมัย 14 ตุลา เช่น หนังสือของจิตรภูมิศักดิ์ หนังสือเล่มหนึ่งคือเรื่องทรัพย์ศาสตร์ เป็นตำราเศรษฐศาสตร์เล่มแรกของไทย ก็ถูกสั่งห้ามเพราะไม่รู้ว่าคนสมัยก่อนคิดว่าถ้าคนมีความรู้มากเกินไปจะเกิดอันตรายต่อความมั่นคงของชาติหรือเปล่า"

 

เมื่อปี 2543 สกว. ออกหนังสือ 100 เล่มที่ควรอ่าน ใน 100 เล่มมีหนังสือที่เคยต้องห้าม 7 เล่ม นอกจาก 7 เล่มนี้มีอีกหลายเล่มที่ถูกต้องห้ามเมื่อปี 2523 น่าสงสัยว่า 20 ปี หนังสือที่เคยถูกห้ามอ่านเปลี่ยนเป็นหนังสือที่ต้องอ่านได้ยังไง สังคมนี้มันเป็นสังคมแบบไหน แล้วความมั่นคงคือความมั่นคงของชาติไหน ชาติใคร เรื่องนี้ต้องไปดูในว่าในสมัยที่ถูกห้ามนั้น ผู้มีอำนาจคิดแบบไหน แล้วทำไมมันเปลี่ยนได้ขนาดนั้น

 

อีกส่วนคือส่วนที่ถูกสั่งห้ามด้วยเรื่องศีลธรรมอันดีงาม ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ insect in the backyard เคยได้ดูตอนยังไม่ถูกห้ามฉาย ก็รู้สึกว่าเนื้อหาไม่มีอะไร เนื้อหาเกี่ยวกับลูกที่มีพ่อเป็นกะเทย หนีออกจากบ้านไปขายตัว ไปเรียนรู้ความหลากหลายของวิถีทางเพศ ตอนจบกลับมาเข้าใจพ่อ หนังมันส่งเสริมสถาบันครอบครัวมากๆ เคยไปด่าผู้กำกับว่าทำไมต้องส่งเสริมสถาบันครอบครัวขนาดนั้น ซึ่งสถาบันครัวก็มีข้อเสียเยอะ หนังแบบนี้ก็ยังถูกแบน การโดนแบนในประเทศนี้คือฉายไม่ได้ ไม่ว่าใครก็ดูไม่ได้ อายุ 70 ก็ดูไม่ได้ นายกก็ดูไม่ได้ สาเหตุที่เรื่องนี้โดนแบน ผู้กำกับบอกว่าเป็นเรื่องการโชว์อวัยวะเพศ และอาจจะมีเนื้อเรื่องในทำนองว่าใส่ชุดนักเรียนไปขายตัวและเรื่องที่ล่อแหลม แต่เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องที่เราเห็นในชีวิตประจำวันหรอกหรือ ฝ่ายที่แบนเขาอาจจะคิดว่าการที่เอาชีวิตประจำวันมาใส่ในหนังเหมือนการเอาสิ่งที่เน่าอยู่ใต้เค้ก มาวางอยู่บนหน้าเค้กสวยๆ ของสังคมไทยที่เคลือบไว้ด้วยคำว่าศีลธรรมอันดีงาม วัฒนธรรมอันดีงามนั้น ไม่สามารถทำได้

 

"สังคมนี้ต้องทลายการเซนเซอร์ให้หมดหรือไม่ ก็ไม่จำเป็นเพราะ แต่ละสังคมมีเรื่องอ่อนไหว ในบางสังคมอาจมีข้อตกลงร่วมกันว่าเราจะไม่พูดเรื่องนี้ ถ้าใครพูดเรื่องนี้ต้องขอเซนเซอร์ การเซนเซอร์ในทางนิเทศคือการตัดช่องทางการสื่อสารระหว่างผู้ส่งสารไปถึงผู้รับสาร เรื่องที่เซนเซอร์ควรจะเป็นเรื่องที่คนในสังคมทั้งหมดยอมยอมพร้อมใจว่าไม่เอาก็ต้องตัดช่องทางการสื่อสารไป แต่ไม่ควรจะเป็นสังคมที่มีใครบางคนสถาปนาตัวเองว่ามีอำนาจ มาบอกว่าใครก็ห้ามดูหนังเรื่องนี้ เพราะมันเป็นเรื่องของการตกลงกันว่าเสรีภาพของการรับสารนั้น การหาสมดุลระหว่างการหาเสรีภาพและเรื่องต้องห้ามในแต่ละสังคมเป็นเรื่องที่ทั้งสังคมต้องมาตกลงกัน แต่ถ้าใครผิดไปหน่อยในการแสดงออกที่ไม่ถึงกับเป็น Hate speech ก็ไม่เป็นไร แต่ทุกวันนี้เราค่อนข้างกระเหี้ยนกระหือรือในการจะเอาผิด หากอยู่คนละฝ่ายกัน มันเป็นเรื่องยากมากที่สังคมหนึ่งจะอยู่ร่วมกันแล้วมาดูว่าเส้นตรงนั้นอยู่ตรงไหนแล้วเส้นนั้นก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ มันไม่ต้องตายตัว"

 

 

เห็นการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของเรื่องราวความรักในวรรณกรรมในยุคแต่ละสมัยอย่างไร

 

เพ็ญ ภัคตะ กล่าวว่า จริงๆ แล้วจะบอกว่ายุคสมัยเปลี่ยนแล้วความรักจะเปลี่ยนหมดก็ไม่เชิง แต่เปอร์เซ็นต์ที่จะแสดงออกอีกแนวหนึ่งมันมากขึ้น เช่นความกล้าแสดงออกเชิงรุก ความอาจหาญทางเพศปรากฏมาแล้วตั้งแต่อยุธยาตอนเช่นลิลิตพระลอแต่น้อยมาก ส่วนมากจะให้ผู้ชายเริ่มก่อน

 

ขยับเข้ามาใกล้ๆ เราเป็นยุคผู้ดีศรีแผ่นดิน ผู้หญิงต้องเป็นกุลสตรี ยุคสมัยของดอกไม้สด แล้วมาสู่ยุคหนุ่มวิศวะ สาวอักษร เป็นแพทเทิร์นว่า ผู้หญิงต้องสวยรวยหยิ่ง ปากหนักไม่ยอมพูดคำว่ารัก เป็นยุคหนึ่งที่นิยายเขียนออกมาแบบนี้หมด ตั้งแต่คู่กรรม จนจำเลยรัก ส่วนที่คู่ขนานกันเป็นสายลูกทุ่ง เช่น แผลเก่า มีลักษณะคือผู้หญิงต้องส่งไปชุบตัวที่เมืองหลวงแล้วผู้ชายอยู่เลี้ยงควาย พอผู้หญิงกลับมาผู้ชายก็ไม่อาจเอื้อมทั้งๆ ที่เล่นตีโป่งด้วยกันมา เริ่มมีการแบ่งแยกว่าความรักระหว่างคนชนบทและคนเมืองกรุงต่างกัน

 

ต่อมาเป็นกลุ่มสภาพบุรุษเช่นงานของมาลัย ชูพินิจ หรือศีรบูรพา ที่มีความเป็นขบถเล็กๆ แต่นิ่มนวลเช่นหนุ่มน้อยรักสาวแก่เช่นเรื่องข้างหลังภาพ หรือเรื่องชั่วฟ้าดินสลาย เป็นขบถแบบมีเสน่ห์ มีคติความรักแบบแปลกว่าไม่เคารพผัวเดียวเมียเดียว แต่ไม่โจ๋งครึ่ม และมีกลุ่มรักอุดมคติแบบ ผู้ชายต่อสู้เพื่ออุดมคติเอาอุดมการณ์เป็นธงนำ

 

พอมาถึงยุคสมัยนี้ก็เป็นอย่างเรื่องฮอร์โมน ก็ยังมีผู้ชายต้องไปบวช มีรูปแบบว่าการเป็นคนชั่วจะชำระได้นั้นต้องไปบวชก็ยังมีอยู่ แต่เห็นความเสมอภาคมากขึ้นระหว่างนางเอกกับนางร้าย ดีก็ไม่ดีหมด ชั่วก็ไม่ชั่วหมด เราจะเริ่มเห็นว่าในความร้ายก็มีความดี เห็นว่านางเอกเริ่มเที่ยวมีสีสัน แก่นแก้ว จากแก่นแก้วยุคดอกดินก็เพิ่มเป็นมีความคิดเจ้าเล่ห์แสนกลมากขึ้น ประเด็นของผู้หญิงเป็นฝ่ายรุกในแบบพระเพื่อนพระแพงเริ่มเพิ่มเป็น 50/50 เริ่มมีการนำเสนอความรักที่ใกล้เคียงกับชีวิตความเป็นจริง แต่ละครหลังข่าวมีอยู่กลุ่มหนึ่งพยายามย้อนยุคเพราะอ้างว่าชีวิตจริงมันเจ็บปวดจึงต้องมีละครปลอบประโลมขายฝันว่ายังมีสุภาพบุรุษ แมน ไม่เอาเปรียบอยู่ รูปแบบละครไม่พ้นเรื่องรักใคร่แต่การนำเสนอ มิติมีการเปิดมากขึ้น

 

ณัฐพล กล่าวว่า วรรณกรรมสะท้อนอะไรบางอย่างในตัวมนุษย์ ในเมื่อเป็นวรรณกรรมก็ยังดำเนินตามสูตร การจะสร้างเรื่องให้ไปถึงจุดหักเห ไปถึงจุดจบ ต้องใช้โครงเรื่องเพื่อทำให้เกิดความขัดแย้ง ความรักเป็นสิ่งที่มองเห็นได้ง่ายที่สุด มักจะใช้สิ่งนี้ในงานวรรณกรรม คนเราพูดถึงเรื่องความรักในวรรณกรรมกันมากขนาดไหนนั้น ในส่วนของตัวเองสนใจในเรื่องบทอัศจรรย์ ในวิทยานิพันธ์ของ มศว. ที่ทำเมื่อปี 2516-2517 พบว่าแหล่งข้อมูลที่ใช้กันส่วนใหญ่เป็นข้อมูลที่พบกันในช่วงปีนั้น เข้าใจว่าแต่ก่อนไม่มีการพูดถึงบทอัศจรรย์กันอย่างเปิดเผย หลักฐานที่เก่าที่สุดคือของนายผี ที่บอกว่าบทอัศจรรย์คือการมอมเมาเป็นเครื่องมือของชนชั้นสูงในการมอมเมาคนไม่ให้ทำมาหากิน ให้เจียมตนอยู่กับชนชั้น มีคนตอบโต้หลวงบุณยมานพพานิชย์ ว่าเรื่องบทอัศจรรย์จะพูดถึงอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับสมบัติผู้ดีที่อยู่ตามกาลเทศะนั้นๆ ในสังคมหรือในวงวิชาการเองเป็นที่รู้ๆ กันว่าพูดไม่ได้

 

ในช่วงเวลาต่อมาก็นักวิชาการอย่างหม่อมหลวงบุญเหลือ มีการเขียนถึงเรื่องนี้มากขึ้น ส่วนปัจจุบัน พลวัติของเรื่องนี้มันก็จะมีทั้งแบบใช้สัญญะหรือพูดตรงๆ จนกระทั่งในปัจจุบัน บทอัศจรรย์มีการเปลี่ยนแปลงไป ใช้สัญญะมากขึ้น เนื่องจากสื่อขยายมากขึ้น บทอัศจรรย์ที่ปรากฏอยู่ในนวนิยายหรือตามวรรณกรรมไม่ว่าร้อยแก้วหรือร้อยกรอง ก็เผยแพร่มากขึ้นแต่ก็ยังต้องไปอ่านใต้ดินอยู่ ในปีก่อนผมไปตามอ่านในเว็บ thaiboylove ซึ่งเป็นเว็บไซต์ของสาววาย ก็เห็นว่านิยายในนั้นสะท้อน่าการมีเซ็กซ์เป็นอุดมคติสูงสุดของคู่รัก อุดมคติไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นท้ายเรื่อง อาจเกิดขึ้นต้นเรื่องเช่นอาจเจอกันในผับแล้วเอากัน ตื่นมางงๆ แล้วก็ตามงอนตามง้อกันจนเป็นคู่รักกัน แล้วก็มักจะมีตัวร้ายเป็นผู้หญิง เมื่อเทอมก่อนที่จุฬาฯ มีเสวนาสาววาย มีวิทยากรท่านหนึ่งให้แง่มุมที่น่าสนใจว่า การที่ผู้หญิงชอบอ่านเรื่องแบบนี้เยอะมากเพราะผู้หญิงเอาตัวเองไปแทนผู้ชายที่เป็นฝ่ายรับในนิยายซึ่ง เป็นพลวัตที่น่าสนใจในปัจจุบัน

 

โตมร กล่าวว่า เราจะเห็นว่าในนิยาย ว่านางเอกในหนังสมัยคู่กรรม จะถูกข่มขืนตลอดเวลา เคยมีนักวิชาการสายเฟมินิสต์คือ จูดิธ บัตเลอร์ ศึกษาเรื่อง Sexual fantasy ว่าผู้หญิงมีจินตนาการทางเพศอะไรบ้าง พบว่าผู้หญิงทั่วโลกชอบจินตนาการว่าถูกข่มขืนโดยผู้ชายที่ไม่เห็นหน้า สิ่งที่ผู้หญิงทำเมื่อเกิดความใคร่คือ ต้องให้ใครมาข่มขืน เพื่อให้ตัวเองไม่ผิด เป็นฝ่ายถูกกระทำ และต้องเป็นคนที่ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นใครเพื่อไม่ให้ไปมีอิทธิพลกับชีวิตประจำวัน มันคล้ายๆ กับนิยายไทย ซึ่งน่าสังเกตว่าคนเขียนมักเป็นผู้หญิง แล้วจะให้พระเอกข่มขืนนางเอกเยอะมาก แต่จริงๆ แล้วในหลายๆ เรื่องเหล่านี้ผู้ชายไม่ได้ข่มขืน แต่ผู้ชายถูกข่มขืนให้ข่มขืน เพราะว่านักเขียนหญิงเป็นคนวาดภาพให้ผู้ชายคนนั้นไปข่มขืน ทำให้นางเองไม่มีความผิดบาป ปลอดความใคร่ ปลอดความอยากใดๆ ไม่ให้มีภาพพจน์เหมือนพระเพื่อนพระแพงที่มีความกระเหี้ยนกระหือรืออย่างชัดเจน

 

แต่ต่อมาเมื่อสังคมเปลี่ยนไป เราเห็นว่านิยายยุคใหม่ๆ ไม่ได้เป็นแบบนั้น เช่นเรื่องตุ๊กตาเริงระบำ ที่ผู้หญิงลุกขึ้นมาฟาดฟันกัน ในแง่เพศคือผู้หญิงมีความมั่นใจทางเพศมากขึ้น บอกรักผู้ชายได้ก่อน "สุวรรณี" เป็นนักเขียนที่ก้าวหน้ามากในยุคนั้น แต่หลังจากนั้นถูกกลบด้วยยุคศุภักษรที่รูปแบบของความรักในนิยายกลับสู่แบบเดิม

 

พอยุคใหม่ๆ ผมคิดว่าความรักกับความใคร่นั้น ความใคร่มีอำนาจมากกว่าความใคร่มาก หากไปดูในศาสนาคริสต์จะเห็นนิยามของความรักว่าต้องอดทนนาน ความรักย่อมทำคุณ ความรักย่อมอ่อนโยน ซึ่งในความจริงมันมันไม่ใช่แบบนั้น เช่นเราปิ๊งใครสักคนเราก็ไม่อดทน จะทำทุกวิถีทาง ขอเห็นหลักคาบ้านก็ได้ หากพูดแบบวิทยาศาสตร์ มันเป็นเรื่องของปฏิกิริยาชีวเคมีในร่างกาย เมื่อมีสิ่งเร้าผ่านประสาททั้ง 5 ไปเร้าสมองให้เกิดการหลั่งฮอร์โมนแล้วเกิดเป็นเคมีในร่างกาย ทำให้เราหลงใหลคนนี้มา เราก็จะทำทุกอย่างให้ได้คนนี้มา หากโชคดีว่าได้มาจริงๆ เคมีนี้จะอยู่ได้สักปีแล้วมันจะหายไป อย่างคนจีนหลังแต่งงานจะให้กระปุกมา ถ้ามีอะไรกันให้เอาถั่วเขียวหยอด ถ้าผ่านไป 1 ปี พอมีอะไรกันก็ให้เอาออกแทนจะใส่เข้าไป แล้วปีต่อมาให้มาดูว่าเหลือหรือไม่ ส่วนใหญ่พบว่ายังเหลือเพราะปีแรกมีอะไรกันบ่อย แต่พอเคมีเริ่มหมดเริ่มเบื่อไม่ค่อยได้เอาออกเพราะไม่มีอะไรกัน นี่คือสิ่งยืนยันว่าเคมีมันหายไป ที่เหลือหลังจากเคมีหายไปนี้จะเป็นตัวพิสูจน์ว่านั่นคือความรักหรือเปล่า

 

"คำ ผกา พูดเรื่องความรักว่า เราไปมองเรื่องความรักในแบบของคริสต์ ซึ่งเอาความรักมาใช้ในหลายความหมาย มีหลายชั้น หลายแบบ เมื่อเราพูดถึงความรักของคริสต์เราอาจจะเอามาใช้ไปมั่ว เช่น เอาเรื่องความรักไปทำเป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ในเรื่องชีวิตแต่งงาน ก็โทษไม่ได้ซึ่งคริสต์มาจากยิว ซึ่งยิวเป็นกลุ่มชนที่ถูกขับไปในทะเลทรายและมีคนน้อย และต้องเพิ่มเผ่าพันธุ์เพื่อจะเอาชนะคนที่มารุกรานได้ ธรรมเนียมของยิวห้ามทำน้ำอสุจิตกดินเรี่ยราด หากสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเอง ห้ามหลั่งน้ำอสุจิในที่อื่นนอกจากช่องคลอดของภรรยา คืออยากให้น้ำอสุจิของแต่ละไม่ใช่สมบัติของตัวเองแต่เป็นสมบัติส่วนรวมของเผ่า ที่ต้องเอามาใช้เพื่อทำให้เกิดทรัพยากรบุคคล เราได้เอาเรื่องนี้พันกับเรื่องความรัก ความโรแมนติคในยุคถัดมา"

 

เมื่อคนไทยรับมาก็เอาประเด็นความรักที่ได้กล่าวมาไปผูกกับความรักความใคร่ดั้งเดิมของเรา มันก็เลยปนกันหมดว่า ที่เรามีความรู้สึกอยากได้ผู้ชาย คือเรามีความรักอยู่ในหัวจิตหัวใจ แต่ถ้าเรามองให้เห็นว่าใคร่คนนี้ อยากได้หนุ่มวิศวะ อยากได้สาวอักษร หลังจากเสร็จสมอารมณ์หมายแล้วก็แยกทางกันไป ไม่มีอะไรผูกพันก็จบกันไปง่ายๆ แต่ถ้าเราใคร่แล้วผูกพันโดยไม่รู้ตัวยาวไปจนถึงสถาบันแต่งงาน แล้วจะยุ่ง พอมีลูกปัญหาก็จะซับซ้อน

 

เพ็ญ ภัคตะ กล่าวเสริม คนที่คิดว่าคามใคร่คือความรักต้องหลวมตัวผ่านการแต่งงานไปแล้ว เพราะว่าขณะที่เกิดความใคร่นั้นต้องปากแข็งว่านี่คือความรักต่อสู้กับครอบครัวพ่อแม่พี่น้องเพื่อให้เกิดการแต่งงานแต่พอมีประสบการณ์แล้วรู้ว่าสายเคมีมันหมดแล้ว ที่เหลือคือความรับผิดชอบ และประสบการณ์นี้ไม่สามารถจะบอกคนรุ่นใหม่ได้เลยเพราะคนรุ่นใหม่ก็คิดว่าสิ่งที่ตัวเองกำลังทำนั้นคือความรักไม่ใช่ความรักเช่นเดียวกัน  หากบอกออกไปก็เหมือนเห็นแก่ตัวเพราะในขณะที่ตัวเองก็ขบถได้แต่จะห้ามไม่ให้คนอื่นขบถ

 

เมื่อเขียนเรื่องเกี่ยวกับความรักมากๆ ถึงสมัยหนึ่ง ก็จะมีนักเขียนแนวอุดมคติ เช่น นายผี หรือ จิตร ภูมิศักดิ์ ถึงในยุคเพื่อชีวิต 14 ตุลา ที่ปฏิเสธกวีความรัก บอกว่าเป็นสายลมแสงแดด เป็นโมฆะกวี เห็นกันหลายคน เช่น เสกสรรค์ ประเสริฐกุล จิระนันท์ พิตรปรีชา เป็นต้น เริ่มมีการเปลี่ยนค่าของความรักไปเป็นเรื่องอุดมคติ เก็บงำความใคร่เป็นเรื่องส่วนตัวไม่แสดงออกโดยสิ้นเชิง เกิดวงคาราวาน เกิดแนวเพลงเพื่อชีวิตขึ้นมามากมายในยุคนี้ พอมายุคหนึ่งคาราบาวก็เริ่มเปลี่ยน  แรกๆ ก็วณิพก กัญชา ก็เริ่มเปลี่ยนเป็นรักๆ จนมาถึงวงที่ยังแต่งตัวเป็นเพื่อชีวิตแต่เพลงเป็นความรักเต็มรูปแบบ ความรักวนเวียนกลับมาสู่แม้กระทั่งแนวเพื่อชีวิต สุดท้ายความรักมันหนีไม่พ้น พอพูดถึงวรรณคดีที่ตรึงใจมักจะเป็นเรื่องความรัก ถามเลยว่า ชอบตะเลงพ่ายหรือพระลอ อาจจะตอบว่าตะเลงพ่าย แต่ถ้าอ่านกันทีละคนพระลอเฉือนชนะ ถ้าอ่านวรรณกรรมแตก รูปแบบเรื่องความรัก ถ้าทำได้ถึงจะยังคงอยู่เป็นอมตะ(ความรักที่จริงๆมีความใคร่ซ่อนอยู่).

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร