สำรวจความเห็นนักเคลื่อนไหวภาคเมือง : จากยุบสภาถึงสภาประชาชน หรือเดินหน้าสู่เลือกตั้ง ปฏิรูปสังคมการเมือง

Wed, 12/11/2013 - 09:00 -- ประชาธรรม

 

ในห้วงเวลาที่การเมืองไทยเข้าสู่จุดอับจน เข้าขั้นวิกฤต ไม่รู้ว่าจะเดินไปในทางไหน เนื่องจากข้อเรียกร้องแต่ละฝ่าย เป็นดังเส้นขนานที่ไม่สามารถเวียนมาบรรจบกันได้ ฝ่ายหนึ่งเห็นว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งใช้อำนาจไม่ชอบธรรมจึงออกมาเรียกร้องรัฐบาลและสภาประชาชน ฝ่ายหนึ่งเห็นว่า ข้อเรียกร้องดังกล่าวมีที่มาที่ไม่ชอบธรรม และสามารถให้ได้เพียงกรอบกติกาที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้เท่านั้น นั่นคือ "ยุบสภา" เลือกตั้งใหม่ พ่วงด้วยการทำประชามติถามความเห็นของประชาชนในประเด็นแก้รัฐธรรมนูญ

 

ท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าวได้ดึงให้การเมืองไทยมาถึงทางแพร่ง ทางแพร่งที่ทางข้างหน้าเต็มไปด้วยหมอก มองไม่เห็นสิ่งที่อยู่ข้างหน้า อีกทั้งยังได้กลิ่นและสัญญาณแห่งการนองเลือดรออยู่ หลายคนอึดอัดกับหนทางข้างหน้าเนื่องจากยังไม่เห็นแสงสว่างที่รออยู่

 

แต่แน่นอนว่า ข้อเสนอ ความเห็น และความเคลื่อนไหวต่างๆที่ถูกนำเสนอ มักจะมาจากระดับแกนนำ ราวกับว่าทางออกมีแค่สองทางเท่านั้น ซึ่งเราไม่รู้ว่าจริงๆแล้ว คนที่อยู่นอกวงหรือไม่ได้เข้าไปร่วมกับการเรียกร้องโดยตรงคิดอย่างไร เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอดังกล่าว หรือเห็นว่าน่าจะมีทางออกอย่างไร

 

ประชาธรรมจึงขอใช้พื้นที่เล็กๆ มุมนี้ เสนอความเห็นของคนที่ทำงานเคลื่อนไหวในตัวเมืองเชียงใหม่ ต่อการเมืองที่กำลังขมึงเกลียวอยู่ในขณะนี้

 

เสาวคนธ์ ศรีบุญเรือง ชมรมคนช้างม่อยรักษ์เชียงใหม่

เวลาพูดถึงสภาประชาชน คนพูดไม่ได้บอกว่ามันมีที่มาที่ไปอย่างไร ไม่รู้สภาหน้าตาจะเป็นอย่างไร ใครจะเป็นคนเลือกมา โดยเฉพาะการที่บอกว่าเอาคนดีเข้ามา ตนกลัวคำว่าคนดี เพราะไม่รู้ว่าดีสำหรับใคร อย่างขโมย ขโมยของไปเลี้ยงแม่ที่แก่แล้ว เรียกว่าคนดีหรือเปล่า เพราะฉะนั้นการตัดสินให้คนดีเข้าไปมันตัดสินยาก คำว่า "คนดี" น่ากลัวมาก ไม่รู้ว่ามีกติกาการเรียกอย่างไรถึงได้ชื่อว่าเป็นคนดี มันกว้างมาก

 

นอกจากนี้ยังได้ยินว่าจะเอาประชาชนทุกหมู่เหล่าเข้ามาร่วมในสภาประชาชน แต่ไม่ได้บอกว่าจะเอามาจากไหน เป็นใคร และใครเป็นคนเลือก มันเลื่อนลอยมาก จับต้องไม่ได้ คนที่หาชาวกินค่ำเข้าไม่ถึง

 

หากเทียบกับการเลือกตั้งแล้ว มันชัดเจนกว่า เพราะมันต้องมีคนมาเสนอให้เลือก แล้วคนที่ได้รับการยอมรับเท่านั้นถึงจะได้รับเลือก ฉะนั้นจึงศรัทธาการเลือกตั้งมากกว่าสภาประชาชน เพราะอย่างน้อยๆมันมีการคัดกรองมาแล้ว แล้วคนยอมรับ ต่างจากการที่อยู่ๆไปดึงคนนั้นเข้ามา แล้วบอกให้คนต้องยอมรับ มันเป็นไม่ได้

 

"ถ้าตั้งธงไว้ว่าจะเอาสภาประชาชน บอกรายละเอียดมาว่าจะเอามาจากไหน ขั้นตอนที่ 1 2 3 จะเอาอย่างไร ไม่อย่างนั้นฝ่ายหนึ่งเห็นด้วยพอตั้งได้ อีกฝ่ายไม่เห็นด้วยก็จะออกมาอีก วนเวียนไม่จบสิ้น"

 

การเลือกตั้งน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด จะมาบอกว่าชาวบ้านไม่รู้อะไรไม่ได้ เพราะมันไม่เหมือน 50-60 ปี ที่แล้ว ชาวบ้านที่อยู่ด้านนอกเขารับข่าวสารหลายด้าน อาจจะรู้มากกว่าคนที่อยู่ในเมืองที่รับด้านเดียว เขาจะเลือกหรือไม่เลือกปัจจัยสำคัญคือเป็นประโยชน์กับการทำมาหากินของเขาหรือเปล่า ถ้าฝ่ายไหนให้ประโยชน์เขาก็ต้องเลือกฝ่ายนั้น

 

"ป้าเห็นด้วยที่รัฐบาลยอมถอยโดยการยุบสภา เพราะโดยส่วนตัวเห็นว่าไม่ต้องการให้เกิดการฆ่ากัน ไม่ว่าฝ่ายไหนไม่ควรตาย รัฐไม่ควรสลายม๊อบหรือสั่งฆ่า มันเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ถึงแม้จะถูกครหาว่าอ่อนแอ แต่มันดีกว่าไปฆ่าคน"

 

"ทางออกมันควรเริ่มจากการเลือกตั้งและประชามติเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 50  แก้ให้เป็นที่ยอมรับของทั้งสองฝ่าย เพราะทุกวันนี้มันไม่มีการยอมรับกติกา โดยเฉพาะการยอมรับเสียงส่วนใหญ่"

 

"เลือกตั้งจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ถ้าคนส่วนใหญ่เขาต้องการแบบนี้ คนที่เป็นเสียงส่วนน้อยต้องรอ และทำให้เสียงส่วนใหญ่เห็นด้วยกับตน จะชูนโยบายอะไรก็ได้ โดยหลักควรเป็นแบบนั้น"

 

สามารถ สุวรรณรัตน์ นักวิจัยสถาบันวิจัยสังคม

 

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวันนี้เป็นภาพสะท้อนการเมืองตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา อย่างหนึ่งที่รู้สึกได้ และเห็นได้ชัด คือ ไม่ว่าจะเกิดการเคลื่อนไหวอะไรก็แล้วแต่ ไม่ว่าฝ่ายไหน ก็ไม่เคยพูดถึงเป้าหมายเพื่อสร้างประโยชน์ในทางสาธารณะอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการพัฒนาประชาธิปไตย หรือพัฒนาประทศ

 

ทุกคนทั้งที่เป็นแกนนำ หรือคนที่มีอำนาจ มีชื่อเสียงพูดแล้วทำให้สังคมสั่นสะเทือนหรือเรียกร้องให้เราออกมา ก็ยังเป็นคนกลุ่มเดิมๆ แม้วันเวลาจะเปลี่ยนไปก็ยังเป็นเกมส์การเมืองที่ไปผูกติดอยู่กับคนไม่กี่คน แต่การเคลื่อนไหวนี้ก็น่าสนใจตรงที่ว่า มีคนที่เมื่อก่อนเราเรียกว่าไทยเฉย หรือชนชั้นกลางเข้าร่วม เพราะมันสะท้อนให้เห็นว่าคนเหล่านี้เริ่มตื่นตัวและตระหนักถึงเรียกสิทธิ-เสียง ซึ่งดีไม่ดีอีกเรื่องหนึ่ง แต่การที่คนลุกขึ้นมาขับเคลื่อนต่างๆไม่ว่าฝ่ายไหน มันกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของเราว่าจะดึงพลังการเคลื่อนไหวเหล่านี้ไปสู่การเคลื่อนไหวที่เป็นสาธารณะประโยชน์ได้อย่างไร โดยข้ามพ้นตัวละคร โครงสร้าง หรือบทบาท รูปแบบเดิม ซึ่งตอนนี้คิดว่ามันอยู่ในขั้นตอนที่จะไปถึงตรงนั้น

 

ส่วนสถานการณ์ตอนนี้เห็นว่า การยอมถอย หรือการทำให้ไม่ให้เกิดความรุนแรงไม่ว่าจากฝ่ายไหนเป็นสิ่งที่ดี ไม่งั้นก็คงมีคนเจ็บ คนตายอีก ซึ่งล่าสุดนี้ มีคนปะทะกันน้อย ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีมาก และมันก็สะท้อนภาพพัฒนาการทางการเมือง

 

ตอนนี้เรากำลังเรียนรู้เรื่องประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นคนในระบบหรือนอกระบบ ก็กำลังเรียนรู้ไปพร้อมๆกัน ไม่มีใครเหนือกว่าใคร ส่วนข้อเสนอต่างๆก็ไม่รู้ว่าจะได้ผลไหม มันเป็นเรื่องที่ต้องทดลอง แต่ต้องอยู่ในเงื่อนไขที่ว่าข้อเสนอต่างๆมันจะนำไปสู่ประโยชน์ในทางสาธารณะได้อย่างไร

 

"ข้อเสนอของทั้งสองฝ่าย  รวมถึงคนที่ออกมานำเสนอก็มี Hidden agenda ของตนเอง แล้วที่สำคัญคนเล็กคนน้อยที่เข้าไปร่วมมักจะโดนใส่ป้ายตลอดว่า นี่เป็นคนของฉัน เป็นสีนี้ เป็นกลุ่มนี้ มันจึงไม่นำไปสู่ทางออกอย่างที่มันควรจะเป็น ดังนั้นจึงเห็นว่า  เราควรเอาเรื่องสาธารณะประโยชน์มาเถียงกันมากๆ เช่นเป็นต้นว่า ทำข้อ a จะได้ประโยชน์ในทางสาธารณะอะไรบ้าง เป็นต้น ซึ่งตอนนี้ไม่แน่ใจว่าแกนนำของแต่ละฝ่ายมีความกล้าหาญพอที่จะออกมาทำอะไรในเรื่องแบบนี้ W

 

"การลาออกทั้งพรรค ก็ยังนึกไม่ออกว่าเราได้อะไรบ้าง เห็นแต่การเล่นเกมส์ที่อยู่บนกระดานที่ไม่ได้ทำเพื่อให้ได้มาซึ่งเป้าหมายที่ใหญ่กว่า การยุบสภาและตั้งสภาประชาชนก็ไม่ใช่ เพราะถ้าจะตั้งสภาประชาชน จะต้องบอกว่า กลไกนี้มันจะผสานประโยชน์ในหลายๆด้านอย่างไร หรือลดช่องว่างความขัดแย้งในเชิงผลประโยชน์อย่างไร มันเหมือนกับโยนอะไรเข้าไป แล้วออกมาเป็นอะไรก็ไม่รู้ ที่พร้อมจะให้ประโยชน์ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสนมอ ไม่ได้ไปตอบโจทย์ในเชิงประโยชน์สาธารณะ"

 

บุษยา คุณากรสวัสดิ์ คณะทำงานยุทธศาสตร์จังหวัดจัดการตนเอง

มีข้อเสนออยู่ 3 เรื่อง อย่างแรก เห็นด้วยว่ารัฐบาลควรจะลาออกจากการเป็นรัฐบาลรักษาการแล้วเปิดทางให้เกิดการปฏิรูปประเทศ โดยตัวเองเห็นว่าการปฏิรูปครั้งนี้ต้องเป็นการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจรัฐหรือการใช้อำนาจระหว่างกัน โดยมีประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วม ประการที่สอง ในแง่สภาประชาชนที่มีการกล่าวถึงควรจะเป็นสภาที่มีบทบาทในการสร้างส่วนร่วมและออกแบบกลไกโครงสร้างที่ไปไกลมากกว่าเรื่องคอร์รัปชั่น หรือมองเรื่องการเพิ่มอำนาจประชาชน พัฒนากลไกที่เอื้อต่อการกระจายอำนาจ นั่นหมายความว่าประการที่สามต้องมีการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นได้จัดการตนเอง เพราะกลไกส่วนกลางมันไม่สอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่นอีกต่อไปแล้ว หลังจากนี้อีก 5-10 ปี ก็จะเป็นการยื้อกันในลักษณะปัจจุบันต่อไป การออกแบบกลไกโครงสร้างใหม่ ต้องไปให้ไกลกว่าการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง

 

 

นิวัฒน์ เสริมมา ผู้ประสานงานภาคสังคมเมืองเชียงใหม่

การเมืองเป็นเรื่องของการต่อรองผลประโยชน์ เวทีการเมืองจึงเป็นเรื่องที่ต้องพูดคุยกัน อันนี้เป็นพื้นฐานที่เราต้องคิดและถกกันเพื่อที่จะบอกว่าจะเอาอันนี้หรือไม่เอาอันนี้ ฉะนั้นจึงเห็นว่า เราควรใช้กฎกติกาที่เรามีอยู่แล้ว เพื่อให้การเมืองมันเดินต่อได้ และกติกาหรือกฎหมายที่เรามีอยู่ก็ผ่านความเห็นชอบมาในระดับหนึ่งแล้ว จึงคิดว่าควรกลับมายึดหลักอันนี้

 

การที่รัฐบาลลาออกหรือยุบสภา ก็เป็นการทำตามกฎเกณฑ์หรือกลไกที่บัญญัติไว้ และเป็นมติร่วมกันแล้ว ไม่ใช่ว่าใครคนใดคนหนึ่งเขียนขึ้นมา ดังนั้นจึงเห็นว่ามันเป็นทางออกที่ดีในระดับหนึ่ง  เพราะเมื่อรัฐบาลประสบพบเจอปัญหามีคนไม่เห็นด้วยมากๆ เขาก็ควรรับผิดชอบโดยการยุบสภา ลาออก ซึ่งเป็นมารยาททางการเมืองธรรมดาๆ

 

ในส่วนของม๊อบ เห็นว่า ข้อเสนอของเขาก็สามารถอยู่ตามหลักได้ เช่น ถ้าเสนอสภาประชาชน ก็เสนอผ่านนโยบาย แล้วให้คนเลือก ตนอาจเลือกแบบหนึ่ง คนอื่นอาจจะเลือกแบบหนึ่ง ไม่ใช่ว่าไม่พอใจก็ล้มกระดาน อันนี้ตนไม่เห็นด้วย มันทำให้การเมืองเดินต่อไม่ได้ ซึ่งตอนนี้ยังไม่รู้เลยว่าสภาประชาชนได้มาอย่างไร ยังไม่เห็นที่มาของมัน ใครเป็นคนเลือก คุณสมบัติของคนที่จะเข้ามามีอะไรบ้าง และเกิดข้อสงสัยอีกว่า แล้วการเลือกตั้งไม่ใช่สภาประชาชนหรือ รัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งก็ไม่ใช่สภาประชาชนหรือ คนที่เราเลือกไปเพราะถูกใจแนวคิด เขาไม่ได้มาจากประชาชนใช่ไหม แล้วเขามาจากไหน อย่างการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว ตนเลือกประชาธิปัตย์ ซึ่งตนก็มีความสุข แม้ว่าคนที่ตนเลือกจะไม่ได้เป็นรัฐบาล

 

"การปกครองคนส่วนมากก็ต้องใช้มติของคนส่วนมากในการปกครอง แล้วก็ควรมีกระดิ่งผูกคอแมวไว้ คือ มีการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจ ฉะนั้นข้อเรียกร้องที่เสนอมา ในฐานะคนที่ขับเคลื่อนประเด็นเรื่องเมืองยังไม่เห็นว่ามันจะปฏิบัติจริงได้"

 

"ตอนนี้ยอมรับว่า ยังไม่เห็นทางออก ยังไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ถ้าตั้งสภาประชาชนจริง ปัญหาคงไม่จบพราะ มันไม่สามารถหามติที่เป็นที่ยอมรับได้ เช่น เลือกคนนี้ อีกฝ่ายไม่เห็นด้วยก็ต้องพาคนมาประท้วง เป็นวงเวียนไม่จบสิ้น"

 

"สิ่งหนึ่งที่เราขาด คือ ความอดทนต่อสิ่งที่เราได้เลือกไป สิ่งที่เราคิดว่าดีแล้ว แต่คนอื่นอาจจะไม่ได้คิดแบบเรา เราก็ต้องเรียนรู้กันไปเรื่อยๆ ไม่ใช่ว่าไม่พอใจ Restart กลับมาเริ่มใหม่  ทำอย่างนี้มันเรียนรู้ไม่ได้".

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร