เสนอแนวทางปฏิรูประบบรัฐสภาหลังเลือกตั้ง โหวตผ่านกฎหมายด้วยการลงประชามติ

Mon, 12/16/2013 - 17:07 -- ประชาธรรม

การเลือกตั้งครั้งต่อไปถูกกำหนดให้มีขึ้นในวันที่2 กุมภาพันธ์ 2557 ไม่ว่าการเมืองไทยจะเดินไปทางใดก็มิอาจปฏิเสธการเลือกตั้งได้แม้ว่าจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันจนต้องเลื่อนการเลือกตั้งออกไปสุดท้ายก็ต้องกลับมาเลือกตั้ง ฉะนั้นการเลือกตั้งจึงเป็นหมุดหมายที่เราไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

 

"เราจะทำอะไรหลังเลือกตั้งเพื่อปฏิรูปการเมือง" เป็นคำถามที่สำคัญและหลายคนพยายามจะตอบ เพื่อเสนอทางเลือกให้การเมืองไทยเดินต่อไปได้

 

ภรณัฐ วณิชศุภางค์ เขียนบทความเรื่อง ปฏิรูประบบรัฐสภา ทางออกประชาธิปไตย คนไทยเลิกห้ำหั่นกันไม่รู้จบโดยเสนอแนวทางปฏิรูประบบรัฐสภาหลังเลือกตั้ง โดยให้โหวตผ่านกฎหมายด้วยการลงประชามติเพื่อเสนอเป็นทางเลือกหนึ่งในการปฏิรูปการเมือง

 

..................................

 

ปฏิรูประบบรัฐสภาทางออกประชาธิปไตย คนไทยเลิกห้ำหั่นกันไม่รู้จบ

 

ภรณัฐ วณิชศุภางค์

 

ข้อเสนอการปฏิรูประบบรัฐสภาของผู้เขียนต่อไปนี้เกิดความคิดที่ไม่ต้องการเห็นความขัดแย้งและความพยายามที่ต้องการจะทลายจุดตายหรือคลี่คลายปมความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างคนไทยที่นับวันจะรุนแรงขึ้นและเหมือนจะไม่มีวันจบ  หากยังไม่ดีพอ ก็ขอเชิญทุกท่านมาร่วมกันคิดแก้ไขหาทางออกของปัญหาด้วยกัน อันเป็นการสร้างสรรค์เพื่อให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างราบรื่นกว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

 

อนึ่งผู้เขียนมีความเห็นว่า หากจะมีการปฏิรูประบบรัฐสภาตามที่ผู้เขียนเสนอ ในที่สุดก็ควรอย่างยิ่งที่จะให้เป็นพันธสัญญาดำเนินการหลังจากมีการเลือกตั้งเป็นที่เรียบร้อยแล้วก่อนจะมีการดำเนินการอื่นใดอันเป็นครรลองตามแบบแผนในรัฐธรรมนูญเดิมด้วยการจัดให้มีการร่างกฎหมายการปฏิรูประบบรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบถึงแนวทางและวิธีการจากประชาชนด้วยการลงประชามติโดยไม่มีการเว้นวรรคประชาธิปไตยอย่างเด็ดขาด

 

"ความไม่สมดุลย์ของอำนาจในสภา"จุดตายแห่งวงจรอุบาทว์การเมืองไทย

 

หลักที่สำคัญประการหนึ่งของระบอบประชาธิปไตยก็คือเคารพเสียงส่วนใหญ่ ไม่ละเลยเสียงส่วนน้อย

 

เราจึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจและเปิดใจรับฟังอย่างแท้จริงต่อเสียงเรียกร้องที่เป็นประเด็นหลักใหญ่ที่ผู้คนจำนวนไม่น้อยในขณะนี้ออกมาเดินขบวนเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภาและลาออกตลอดทั้งความไม่พึงใจต่อการยุติการเรียกร้องโดยการจัดให้มี "การเลือกตั้ง"เพราะแม้จะอนุมานได้ว่าเป็นเสียงส่วนน้อยซึ่งมองอย่างหลวมๆว่าเป็นผู้สนับสนุนพรรคฝ่ายค้านในสภาฯ ก็นับว่ามีจำนวนไม่น้อย เพราะมีอยู่ด้วยกันกว่า11 ล้านเสียง หรือราวหนึ่งในสามของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

 

หากเราลองตั้งใจฟังและมองให้ชัดว่าการกระทำหรือความพยายามใดๆก็ตามของผู้ที่ออกมาเรียกร้องอยู่ในขณะนี้ ไม่ว่าการไม่ยอมรับการเลือกตั้งและการเสนอทางออกโดยการตั้งสภาประชาชน ตลอดจนการแสดงความไม่พอใจก่นด่าพ่อล่อแม่เอาเถิดรวมทั้งการลากเอาคนบางคนมาเป็นปีศาจทางการเมือง และโหนผู้มีอำนาจบารมีต่างๆนานานั้นเป็นสิ่งที่เราไม่อาจละเลยหรือเห็นเป็นเรื่องของการเล่นเกมทางการเมืองที่ไม่มีความสำคัญ

 

(ใครก็ตามที่อ่านถึงตรงนี้แล้วยังอยากจะอ่านต่อไปว่าผู้เขียนต้องการนำเสนออะไรโดยยังไม่ตัดสินว่าผู้เขียนถือหางสีการเมืองใดผู้เขียนถือว่าผู้อ่านท่านนั้นเป็นผู้มีใจเปิดกว้างพร้อมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นอย่างแท้จริงกระนั้นก็ตามขอเชิญทุกท่านอ่านด้วยกันต่อไป)

 

ในอดีตเรามักอธิบายวงจรอุบาทว์ของการเมืองไทยโดยมีลักษณะสำคัญหลักอยู่3 ประการ คือ เริ่มจากร่างรัฐธรรมนูญ แล้วเลือกตั้ง จากนั้นก็มีการรัฐประหาร  แล้วร่างรัฐธรรมนูญ และจัดให้มีการเลือกตั้งแล้วก็รัฐประหาร วนเวียนซ้ำซากอย่างนี้จนมีเสียงบ่นว่าการเมืองไทยไม่ไปไหนสักที 

 

ทว่าการอธิบายเช่นนี้ได้หลงลืมหรืออาจมองไม่เห็นลักษณะประการสำคัญอีกประการหนึ่งที่ผลักดันให้วงจรดังกล่าวหมุนอย่างมีพลังนั่นก็คือลักษณะของการสูญเสียการถ่วงดุลย์ทางอำนาจในระบบรัฐสภา กล่าวคือในระบบรัฐสภาที่เป็นอยู่ในขณะนี้เมื่อฝ่ายบริหารถูกตรวจสอบในเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นไม่ว่าจะจริงเท็จแค่ไหนโดยมากก็จะได้รับความไว้วางใจให้สามารถทำงานต่อไปด้วยเสียงคะแนนข้างมากที่สนับสนุนอยู่

 

หรือฝ่ายเสียงข้างมากในสภาจะเสนอกฏหมายใดไม่ว่าจะเป็นกฎหมายนั้นจะขาดความเป็นธรรมหรือไม่กฎหมายนั้นก็จะยังได้รับการสนับสนุนให้ตรากฎหมายนั้นอย่างไม่มีทางเลือกอื่น

 

การที่เสียงส่วนน้อยในสภาไม่มีความหมายเช่นนี้ย่อมถือเป็นภาวะการขาดความชอบธรรมของรัฐสภาการสูญเสียการถ่วงดุลย์ทางอำนาจของรัฐสภาซึ่งมีการเรียกกันว่าเป็นเผด็จการเสียงข้างมากบ้าง เผด็จการรัฐสภาบ้างจึงกลายเป็นข้ออ้างหลักใหญ่ประการหนึ่งที่ผลักดันให้คนจำนวนไม่น้อยซึ่งอาจไม่เฉพาะแต่ผู้ที่ลงคะแนนเสียงให้ตัวแทนฝ่ายค้านเท่านั้นที่แสดงความไม่พอใจหรือออกมาเรียกร้อง  ดังเช่นในกรณี พ.ร.บ.นิรโทษกรรมและไม่เฉพาะแต่หนนี้หากมองย้อนกลับไปในอดีตก็เกิดเหตุการณ์เรียกร้องในลักษณะเดียวกันนี้มาหลายต่อหลายครั้งแล้วโดยเฉพาะการเรียกร้องต่อความฉ้อฉลงบประมาณของประเทศหรือการใช้อำนาจเกินขีดจำกัดของฝ่ายบริหารที่ได้รับแรงสนับสนุนจากเสียงข้างมากในสภา  เช่น การประท้วงการบริหารของรัฐบาลพลเอกชาติชายชุณหวัณ ว่าเป็นมหกรรมโกงบ้านกินเมือง(Buffet Cabinet) การเรียกร้องขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ออกจากตำแหน่งและยุบสภาจากปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นและละเมิดสิทธิมนุษยชนแม้จะยุบสภาและมีการเลือกตั้งใหม่ แต่ปัญหาก็ไม่ได้หมดไปและก็จบลงด้วยการแก้ไขปัญหาแบบเดิมๆ ก็คือการใช้อำนาจนอกสภาเข้ามาจัดการเนื่องจากถูกมองว่าเป็น "เผด็จการรัฐสภา"คือการอาศัยเสียงข้างมากในสภาคงไว้ซึ่งอำนาจทั้งในทางบริหารและนิติบัญญัติ ทั้งที่การอาศัยเสียงข้างมากดังกล่าวเป็นกติกาที่ถูกต้องตามระบอบประชาธิปไตย  จึงมิใช่สิ่งที่ผิดพลาด  ทว่าประเด็นที่สำคัญอยู่ที่การสูญเสียการถ่วงดุลย์อำนาจในสภาซึ่งก็เป็นการสูญเสียระบบการตรวจสอบไปนั่นเอง ทั้งนี้แม้จะมีการกล่าวอ้างว่าสาเหตุเกิดจากฝ่ายค้านไร้คุณภาพไม่อาจโน้มน้าวให้ผู้แทนฯทั้งหลายในสภาแต่ในทางปฏิบัติแล้วเสียงข้างมากนั้นมักถูกกำหนดด้วยวิปรัฐบาลหรือมติร่วมกันของฝ่ายค้านให้ผู้แทนพร้อมใจกันยกมือให้ฝ่ายบริหารได้รับความไว้วางใจทำงานต่อไปหรือผ่านกฎหมายต่างๆได้   เช่นนี้แล้วต่อให้ฝ่ายค้านมีคุณภาพในการตรวจสอบแค่ไหนก็เป็นการยากหรือมีความเป็นไปได้น้อยมากที่จะทำให้การตรวจสอบเกิดผล 

 

หรือหากจะมองในอีกแง่หนึ่งแม้จะไม่มีวิป ไม่มีมติใดๆ ไม่การล็อบบี้ใดๆ แต่มติยังเป็นไปตามเสียงข้างมากการลงมตินั้นก็อาจจะยังเป็นที่คลางแคลงใจ ไม่ชอบธรรมได้อยู่ดี

 

 

ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่านี่คือความบกพร่องของระบบรัฐสภาที่เป็นอยู่ซึ่งเป็นโครงสร้างที่กลไกการตรวจสอบขาดความชอบธรรม และก่อให้เกิดปัญหาอื่นๆตามมาในที่สุด โดยที่ส่งผลกระทบสำคัญให้เกิดการละเมิดหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตยก็คือการอาศัยกองกำลังฝ่ายทหารเข้ายึดอำนาจทำการรัฐประหารล้มล้างรัฐธรรมนูญแล้วร่างใหม่โดยคณะบุคคลที่แต่งตั้งโดยคณะปฏิวัติรัฐประหารแล้วจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ จนกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า "วงจรอุบาทว์"  

 

ผู้เขียนจึงได้วาดแผนผังเพื่อแสดงวงจรอุบาทว์ขึ้นใหม่ดังนี้

 

 

 

ดังนั้น เสียงโหวกเหวกเอ็ดตะโรของการประท้วงเรียกร้องในขณะนี้ก็คือเสียงแห่งความคับข้องใจต่อการสูญเสียการถ่วงดุลย์ของอำนาจในรัฐสภานั่นเอง ทว่าการเสนอแนวทางการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยต้องการให้มีการจัดตั้ง"สภาประชาชน" ซึ่งแต่งตั้งจากการคัดเลือกของแกนนำผู้เรียกร้อง ซึ่งมีลักษณะไม่ต่างจากการแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหารเพียงครั้งนี้ใช้วิธีการกดดันด้วยวิธีต่างๆ เช่นการใช้กำลังคนเข้ายึดสถานที่ราชการการยกทีมลาออกจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนของพรรคฝ่ายค้านเพื่อให้เกิดสูญญากาศทางการเมืองเป็นต้น หรือต่อให้มีการจัดทำประชามติเลือก "สภาประชาชน" ก็ย่อมก่อให้เกิดปัญหาความซ้ำซ้อนกับสภาผู้แทนราษฎรมิหนำซ้ำยังขาดกลไกการถ่วงดุลย์และการตรวจสอบใดๆ ของอำนาจอันจะนำมาซึ่งปัญหาความชอบธรรมที่ร้ายแรงกว่าระบบรัฐสภาที่เป็นอยู่

 

ที่สำคัญแนวทางการแก้ปัญหาดังกล่าวนี้นอกจากจะไม่สอดคล้องกับครรลองของหลักประชาธิปไตยแล้วหากมีดำเนินการไปตามแนวทางนี้จริงก็ย่อมมีกลุ่มคนที่ออกมาเรียกร้องแสดงความไม่พอใจอีกเช่นกันและอาจเป็นเหตุให้เกิดการบาดเจ็บล้มตายสูญเสียดังเช่นที่เกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งหลายครา  เพราะเป็นการแก้ปัญหาแบบเบ็ดเสร็จที่ริเริ่มมาจากกลุ่มคนกลุ่มเดียวโดยไม่ได้มาจากการยินยอมพร้อมใจของประชาชนส่วนใหญ่

 

อย่างไรก็ตามทางออกเดียวในขณะนี้ที่ยังคงอยู่บนหลักการประชาธิปไตยที่ประชาชนพอจะทำได้ก็ดูเหมือนจะเหลือเพียง"การเลือกตั้ง"

 

ด้วยเหตุนี้ภายใต้กรอบคิดของระบบรัฐสภาเช่นที่เป็นอยู่ทำให้คนหลายคนเรียกร้องทุกฝ่ายอดทนรอคอยจนกว่าจะมีการเลือกตั้งครั้งใหม่แน่นอนนี่เป็นแนวทางที่ถูกต้อง ทว่าคำถามที่เกิดตามมาก็คือหลังเลือกตั้งแล้วจะแน่ใจได้อย่างไรว่าจะไม่เกิดปัญหาของฝ่ายบริหารเช่นทุจรติคอร์รัปชั่นหรือใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบจนก่อให้เกิดปัญหาอื่นๆที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงวังวนแห่งวงจรอุบาทว์ได้

 

คำถามนี้ทำให้นักวิชาการบางคนที่ประกาศตนว่าเป็นผู้ปกป้องระบอบประชาธิปไตยถึงกับออกมาบอกให้เรายอมรับการคอร์รัปชั่นว่าเป็นเรื่องปกติ  เพราะปัญหาเช่นนี้มีอยู่ทั่วโลก การคิดเช่นนี้ก็เท่ากับเป็นการปล่อยให้มีการทุจริตฉ้อฉลหรือใช้อำนาจในทางที่ผิดกันตามใจชอบตราบใดที่ยังถือครองเสียงข้างมากในสภาจนกว่าจะครบวาระแน่นอนว่าความปกติเช่นนี้อาจถูกมองเป็นเรื่องปกติได้โดยเฉพาะในกรณีที่ฝ่ายที่เราสนับสนุนอยู่เป็นผู้ใช้อำนาจ

 

ทว่าฝ่ายที่มิได้สนับสนุนหรือฝ่ายที่ไม่อาจปลงใจได้ว่าการทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นเรื่องปกติธรรมดาย่อมจะต้องคัดค้านโดยอ้างเหตุความเสียหายต่างๆที่เกิดจากการทุจริตหรือใช้อำนาจในทางที่ผิดเหล่านั้นการคิดเช่นนี้จึงขาดความชอบธรรมและสร้างความไม่พึงพอใจแก่อีกฝ่ายเสมอ ไม่ว่าใครจะขึ้นมาเป็นฝ่ายบริหารก็ตามซึ่งย่อมจะก่อให้เกิดปัญหาความไม่ชอบธรรมและเกิดการคัดค้านอย่างรุนแรงตามมา

 

โดยหลีกไม่พ้นที่จะนำไปสู่วังวนแห่งวงจรอุบาทว์เช่นเดิม

 

อีกทั้งการให้ประชาชนมีความอดทนรอให้ฝ่ายบริหารและสภาแสดงฝีมือต่อไปจนครบเทอมจนกว่าจะเลือกตั้งใหม่หากไม่ดีไม่เป็นที่พอใจ ก็ให้มองหาตัวเลือกใหม่ๆ ที่ดีกว่าในการเลือกตั้งก็ยังมีปัญหาที่ตามมาคือ ในการเลือกตั้งครั้งใหม่ถ้าไม่มีตัวเลือกใหม่ๆ  ก็อาจทำให้ยังจำใจต้องเลือกผู้แทนเดิมๆพรรคเดิมๆ ต่อไป  จะทำอย่างไร  และที่สำคัญที่ยังก่อให้เกิดความกังวลใจของหลายคนก็คือค่าเสียโอกาสที่อาจแพงเกินไปไม่คุ้มค่ากับราคาที่ต้องจ่ายในระหว่างรอให้ครบวาระจนกว่าจะมีการเลือกตั้งครั้งใหม่เป็นต้นว่ามีการโกงกินจนประเทศเกิดความเสียหายล่มจมซึ่งหลายคนก็อาศัยเหตุผลในทำนองนี้เองในการออกมาคัดค้านเดินขบวนเรียกร้อง

 

สำหรับความหวังที่ว่าจะมีผู้แทนใหม่ๆหรือพรรคการเมืองใหม่ๆมาเป็นตัวเลือกในการเลือกตั้งก็เป็นความหวังที่ค่อนข้างเลือนลางที่ไม่อาจคาดหวังได้อย่างจริงจัง 

การที่จะมีผู้แทนใหม่ๆหรือการตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่และประสบความสำเร็จนั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ค่อนข้างยากและมีความเป็นไปได้น้อยมากหากมองจากฐานคะแนนเสียงที่ค่อนข้างมีความเหนียวแน่น แบ่งฝักฝ่ายชัดเจน และแข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตายจนเหลือพรรคใหญ่อยู่เพียงสองพรรคดังที่เป็นในปัจจุบัน  หรือต่อให้มีการตัวเลือกใหม่เข้ามาและได้รับการเลือกตั้งปัญหาก็อาจไม่สามารถยุติลงได้  เพราะไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าตัวเลือกใหม่หรือพรรคใหม่ที่เข้ามาทำหน้าที่เป็นฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติจะไว้วางใจได้มากไปกว่าตัวเลือกเดิมๆหรือพรรคเดิมๆ โดยไม่ถูกทวงถามถึงความโปร่งใส ความไม่ชอบธรรมและไม่เกิดปัญหาการเสียสมดุลย์ทางอำนาจในรัฐสภาตามมาอีก

 

ฉะนั้นแล้วลำพังการเลือกตั้งจึงไม่สามารถเป็นคำตอบให้แก่การแก้ปัญหาการเสียสมดุลย์ทางอำนาจในรัฐสภาได้เพราะนี่คือเป็นปัญหาของการไม่อาจตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ  ทำให้ขาดความชอบธรรมในการดำรงอยู่ในอำนาจ

 

และสิ่งที่ดูเหมือนจะไม่เคยได้รับการแก้ปัญหาอย่างตรงจุดเลยทั้งที่เป็นเงื่อนปมก็คือ การสูญเสียการถ่วงดุลย์ของอำนาจในสภาซึ่งยังคงอยู่ต่อไปเช่นเดิมโดยคอยสร้างความคับข้องใจต่อความชอบธรรมของอำนาจแห่งรัฐสภาที่ย่อมจะถูกทวงถามครั้งแล้วครั้งเล่าไม่รู้จบ

 

ปัญหาจากภาวะการสูญเสียการถ่วงดุลย์อำนาจของรัฐสภานี้เองที่ก่อให้เกิดความแตกแยกของผู้คนในสังคมเป็นสีเป็นฝ่ายเพียงเพราะมีแนวทางการแก้ปัญหาที่แตกต่างกันอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้โดยจะเห็นได้ว่าแนวทางการแก้ปัญหาทั้งสองแนวทางข้างต้นเป็นภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก(Dilemma)ทางหนึ่งที่พยายามแก้ไขปัญหาไม่ชอบธรรมของอำนาจการบริหารและเสียงข้างมากในสภาก็ขัดแย้งกับหลักประชาธิปไตยในขณะที่อีกทางหนึ่งแม้ไม่ขัดกับหลักการประชาธิปไตยแต่ต้องจำยอมยอมรับปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นหรือการใช้อำนาจในทางมิชอบรวมทั้งสิ่งอันไม่พึงปรารถนาจากภาวะการสูญเสียการถ่วงดุลย์อำนาจและต้องสูญเสียเลือดเนื้อชีวิตร่ำไปจากการเข้าปกป้องรักษาประชาธิปไตยมิให้เกิดการเข้ายึดอำนาจโดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากเสียงของประชาชนส่วนใหญ่

 

ด้วยเหตุนี้แม้ผู้เขียนจะเห็นด้วยกับฝ่ายที่มองว่าการเลือกตั้งนั้นไม่อาจจะยุติปัญหาได้อย่างแท้จริง  ทว่าก็ไม่เห็นด้วยที่จะแก้ปัญหาแบบเบ็ดเสร็จด้วยการดึงบุคคลที่สามที่สี่เช่นทหารหรือการขอพระราชทานใดๆ มาเป็นทางออก  ทางออกที่ผู้เขียนต้องการนำเสนอจึงเป็นการหวนคืนสู่ที่มาของอำนาจอันชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตยอีกครั้ง  คืออำนาจของประชาชนนั่นเอง  โดยผู้เขียนขอเสนอการปฏิรูประบบรัฐสภาดังนี้

 

ปฏิรูประบบรัฐสภา

จะเห็นได้ว่าลำพังแต่การเลือกตั้งนั้นไม่อาจเพียงพอแก่การมีส่วนร่วมโดยตรงทางการเมืองของประชาชนอีกต่อไปเราจึงจำเป็นต้องเพิ่มช่องทางการมีส่วนร่วมของประชาชนในเรื่องที่สำคัญๆไม่ว่าจะในด้านการออกกฎหมาย การบริหารงานของฝ่ายบริหารในด้านงบประมาณ การนำเสนอโครงการใหญ่ๆของรัฐ  หรือแม้แต่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ

โดยอาศัยประชาพิจารณ์และประชามติเป็นข้อยุติสำหรับการตัดสินใจหรือตัดสินปัญหาต่างๆ ทั้งนี้ก็เพื่อแก้ไขปัญหากลไกการตรวจสอบในระบบรัฐสภาให้มีประสิทธิภาพและเห็นผลชัดเจนยิ่งขึ้นอย่างไร้ความเคลือบแคลงต่อปัญหาความชอบธรรมในการดำรงอยู่ของรัฐสภา

 

ดังนั้น  ในระบบรัฐสภาใหม่นี้

 

ฝ่ายบริหารมีหน้าที่นำเสนอแนวทางการบริหารที่เป็นรูปธรรมและชี้แจงรายละเอียดของงบประมาณแผ่นดินและนำเสนอโครงการต่างๆ หรือร่างกฎหมายโดยให้จัดให้มีการทำประชาพิจารณ์และให้ประชาชนลงประชามติตัดสินในแต่ละเรื่อง

 

ฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสมาชิกสามารถตั้งกระทู้หรือยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจและมีการจัดอภิปรายให้ประชาชนได้รับทราบทั่วกันโดยรัฐสภาไม่มีหน้าที่ในการลงคะแนนหรือยกมืออภิปรายไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจเช่นที่ผ่านมาแต่ให้มีการทำประชามติเพื่อให้ประชาชนลงมติตัดสินแทน

 

ฝ่ายตุลาการก็มีหน้าที่ชี้แจงต่อประชาชนให้เห็นว่าข้อเสนอของฝ่ายบริหารหรือนิติบัญญัติขัดกับหลักการหรือกฎหมายใดหรือไม่  เพื่อประกอบการตัดสินลงประชามติของประชาชน

ฝ่ายประชาชนนั้นนอกจากมีสิทธิและหน้าที่ในการเลือกตั้งแล้วจะต้องทำหน้าที่ในการลงประชามติโดยมติที่มีคะแนนเสียงมากที่สุดนั้นให้ถือเป็นที่สุด 

 

แนวทางการปฏิรูประบบรัฐสภานี้จะช่วยให้ยุติปัญหาการเผชิญหน้ากันของกลุ่มคนที่มีแนวทางการแก้ปัญหาแตกต่างกันโดยสามารถหลีกเลี่ยงการสร้างเงื่อนไขอันอาศัยปัญหาความไม่สมดุลย์ของอำนาจในสภาก่อการปฏิวัติรัฐประหารรวมทั้งแนวทางอื่นๆ ที่ขัดแย้งกับหลักประชาธิปไตย   ขณะเดียวกันก็สามารถธำรงรักษาไว้ซึ่งหลักแห่งประชาธิปไตยและทำให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมทางการเมืองมากยิ่งขึ้น

 

เมื่อประชาชนมีส่วนร่วมและเป็นผู้ที่ตัดสินหรือมีอำนาจมากขึ้นในการกำหนดความเป็นไปต่างๆความโปร่งใสก็ย่อมมีมากกว่าการปล่อยให้เป็นสิทธิ์ขาดของคนไม่กี่คนในรัฐสภาที่ง่ายแก่การคุมคะแนนเสียงและแน่นอนว่าการลงมติโดยผู้มีสิทธิลงคะแนนหลายล้านคนย่อมจะมีความชอบธรรมกว่าเพราะยากกว่าการล็อบบี้หรือซื้อตัวคนไม่กี่ร้อยคนนี้แม้จะเป็นตัวแทนของประชาชนก็ตาม

 

นอกจากนี้แล้วผลพลอยได้ของแนวทางดังกล่าวก็คือ

 

สร้างความตื่นตัวทางการเมืองและทำให้มองเห็นคุณค่าของสิทธิหน้าที่ในฐานะประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศมากกว่าการมีสิทธิเลือกตั้งอย่างเดียว

 

อีกทั้งยังก่อให้เกิดวัฒนธรรมทางการเมืองที่เป็นหลักสำคัญในการอยู่ร่วมกันคือการโน้มน้าวและตัดสินกันด้วยเหตุด้วยผลมากกว่าการใช้กำลังและความอำเภอใจ

 

ตลอดจนเป็นการพัฒนาคุณภาพของการตรวจสอบของฝ่ายค้านในการสอดส่องดูแลการตั้งกระทู้  และอภิปรายเพื่อนำเสนอข้อเท็จจริงต่อสาธารณชนมากขึ้น

 

ฝ่ายบริหารเองก็ย่อมต้องระมัดระวังตัวมากขึ้นในการทำงานเพราะไม่อาจอาศัยเสียงข้างมากในสภาในการทำตามอำเภอใจได้อีกต่อไป แต่ต้องทำงานอย่างดีเพื่อให้ได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนทั้งประเทศเช่นนี้แล้วการทุจริตคอร์รัปชั่นหรือการใช้อำนาจฉ้อฉลก็ย่อมจะลดน้อยถอยลงพร้อมกันนั้นก็จะมีความโปร่งใสมากขึ้นตามไปด้วยอีกโสตหนึ่ง

 

อย่างไรก็ตาม แนวทางการปฏิรูปรัฐสภาที่ผู้เขียนนำเสนอนี้ก็อาจมีข้อเสียอยู่บ้างโดยเท่าที่จะสามารถคิดได้ในตอนนี้ก็คืออาจขาดความคล่องตัวหรือใช้เวลาในการดำเนินการมากกว่าการให้ฝ่ายบริหารหรือสภาผู้แทนเป็นผู้ตัดสินใจโดยลำพังและอาจต้องเพิ่มงบประมาณในการทำประชาพิจารณ์และการลงประชามติ

 

กระนั้นก็ตามข้อเสียดังกล่าวนั้นถือเป็นค่าเสียโอกาสที่คุ้มค่ากว่าการปล่อยให้เกิดปัญหาที่นำมาซึ่งความสูญเสียอันเกิดจากความขัดแย้งที่ไม่รู้จบจากโครงสร้างของระบบรัฐสภาเดิมตามที่กล่าวไป

 

ตัวอย่างการลงประชามติ

 

ตัวอย่างบัตรลงคะแนนประชามติ

 

โครงการเมกะโปรเจ็กต์ ABCD

  • ก. ไม่อนุมัติให้สร้าง

  • ข. อนุมัติให้สร้าง 

 

ลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจ

  • ก. ไว้วางใจทั้งคณะ

  • ข. ไม่ไว้างใจทั้งคณะ

  • ค. ไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี

  • ง. ไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี

o  @@START_COMMENT[endif]@@END_COMMENTกระทรวงกลาโหม

@@START_COMMENT[if !supportLists]@@END_COMMENTo  @@START_COMMENT[endif]@@END_COMMENTกระทรวงการคลัง

@@START_COMMENT[if !supportLists]@@END_COMMENTo  @@START_COMMENT[endif]@@END_COMMENTกระทรวงต่างประเทศ

@@START_COMMENT[if !supportLists]@@END_COMMENTo  @@START_COMMENT[endif]@@END_COMMENTกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

@@START_COMMENT[if !supportLists]@@END_COMMENTo  @@START_COMMENT[endif]@@END_COMMENTกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

@@START_COMMENT[if !supportLists]@@END_COMMENTo  @@START_COMMENT[endif]@@END_COMMENTกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

@@START_COMMENT[if !supportLists]@@END_COMMENTo  @@START_COMMENT[endif]@@END_COMMENTกระทรวงคมนาคม

@@START_COMMENT[if !supportLists]@@END_COMMENTo  @@START_COMMENT[endif]@@END_COMMENTกระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม

@@START_COMMENT[if !supportLists]@@END_COMMENTo  @@START_COMMENT[endif]@@END_COMMENTกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

@@START_COMMENT[if !supportLists]@@END_COMMENTo  @@START_COMMENT[endif]@@END_COMMENTกระทรวงพลังงาน

@@START_COMMENT[if !supportLists]@@END_COMMENTo  @@START_COMMENT[endif]@@END_COMMENTกระทรวงพาณิชย์

@@START_COMMENT[if !supportLists]@@END_COMMENTo  @@START_COMMENT[endif]@@END_COMMENTกระทรวงมหาดไทย

@@START_COMMENT[if !supportLists]@@END_COMMENTo  @@START_COMMENT[endif]@@END_COMMENTกระทรวงยุติธรรม

@@START_COMMENT[if !supportLists]@@END_COMMENTo  @@START_COMMENT[endif]@@END_COMMENTกระทรวงแรงงาน

@@START_COMMENT[if !supportLists]@@END_COMMENTo  @@START_COMMENT[endif]@@END_COMMENTกระทรวงวัฒนธรรม

@@START_COMMENT[if !supportLists]@@END_COMMENTo  @@START_COMMENT[endif]@@END_COMMENTกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

@@START_COMMENT[if !supportLists]@@END_COMMENTo  @@START_COMMENT[endif]@@END_COMMENTกระทรวงศึกษาธิการ

@@START_COMMENT[if !supportLists]@@END_COMMENTo  @@START_COMMENT[endif]@@END_COMMENTกระทรวงสาธารณสุข

@@START_COMMENT[if !supportLists]@@END_COMMENTo  @@START_COMMENT[endif]@@END_COMMENTกระทรวงอุตสาหกรรม

 

 

พ.ร.บ. นิรโทษกรรม

  • นิรโทษนักโทษนักโทษการเมืองที่อยู่ในเรือนจำทั้งหมด

  • นิรโทษนักโทษนักโทษการเมืองที่อยู่ในเรือนจำทั้งหมดและอยู่ระหว่างถูกดำเนินคดี

  • นิรโทษนักโทษการเมืองฯ และนักการเมืองที่มีคดีทุกคน

  • นิรโทษนักโทษการเมืองฯ และนักการเมืองเฉพาะที่มีคดีเกี่ยวกับการบริหารงานรัฐ

  • นิรโทษนักโทษการเมืองฯ และนักการเมืองเฉพาะที่มีคดีเกี่ยวกับการปราบปรามผู้ชุมนุม

 

 

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร