เสียง สำเนียงและความเงียบ ในการเมืองไทย

Mon, 12/23/2013 - 21:30 -- ประชาธรรม

นับจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญในปี 2540 นับว่าความตื่นตัวเรื่องสิทธิทางการเมืองในสังคมไทยไม่เคยเกิดขึ้นในวงกว้างอย่างเช่นในเวลานี้

 

แต่บทสนทนาที่ปรากฏตามหน้าสื่อ ก็ยังคงถูกครอบงำจากเสียงของคนชั้นกลางในเมืองที่สามารถเข้าถึงสื่อ ไม่ว่ากระแสหลักหรือสื่อทางเลือก โดยบทสนทนาดังกล่าว เกือบทั้งหมดถูกกำกับลงมาจากของชนชั้นนำของทั้งสองฝ่าย คือ ฝ่ายต่อต้านและฝ่ายปกป้องประชาธิปไตยระบบตัวแทน

 

ยังไม่ต้องพูดถึงพื้นที่และโอกาสตามงานเสวนาต่างๆ ที่จัดกันดาษดื่น แต่ยังคงจำกัดอยู่ภายในแวดวงนักวิชาชีพและนักวิชาการ ที่สัมพันธ์กับองค์กรกระแสหลักอย่างแนบแน่น ที่สำคัญ นักวิชาชีพและนักวิชาการเหล่านี้ล้วนมีสถานะและภูมิหลังทางสังคมคล้ายๆ กัน กล่าวคือ ล้วนเป็นชาย มีการศึกษาสูงและทำงานในองค์กรขนาดใหญ่ ที่ความคิดเห็นได้รับการนำเสนอในพื้นที่สาธารณะมาโดยตลอดอยู่แล้ว

 

จริงอยู่ที่มีความพยายามจากกลุ่มคนและองค์กรเล็กๆ เพิ่มมากขึ้น ในการยื่นมือไปสู่สามัญชนคนธรรมดา แต่ดูเหมือนเนื้อแท้แล้ว คนเล็กคนน้อยจะได้รับโอกาสให้แสดงออกถึงความปรารถนา ภายใต้ข้อจำกัดและบริบทของการออกเสียงในการเลือกตั้งเท่านั้น

 

การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นหรือไม่ ก็สุดแล้วผลของการต่อรองของชนชั้นนำ และยังคงเป็นเรื่องไกลเกินกว่าที่คนธรรมดาสามัญจะไปเปลี่ยนแปลงอะไร

 

ขณะที่รัฐธรรมนูญ กติกาที่กำกับองค์กรและสถาบันการเมืองไทยในขณะนี้ ก็เป็นกติกาชุดที่ถูกเขียนขึ้นภายใต้การกำกับของรัฐบาลทหาร คมช. ที่ประชาชนจำนวนไม่น้อยเมินหน้าหนี บนถนน ชนชั้นนำฝ่ายอนุรักษ์นิยม กปปส. ก็ยังคงยึดประชาธิปไตยเป็นตัวประกันภายใต้การอ้างอำนาจของประชาชน โดยไม่มีทีท่าว่าจะยุติ ตราบเท่าที่ยังไม่ได้สิ่งที่ตนต้องการ ภายในการเมืองระบบเลือกตั้ง พรรคการเมืองของชนชั้นนำอย่างประชาธิปัตย์ก็ประกาศคว่ำบาตรการเลือกตั้งและมีทีท่าว่าจะไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง หากการเลือกตั้งสามารถเกิดขึ้น

 

จากปัจจัยทั้งหมดที่ว่ามาแล้ว ถึงแม้พรรคการเมืองทางเลือกใหม่ๆ จำนวนมากกำลังเกิดขึ้น แต่การคิดฝันถึงสังคมข้างหน้าที่ดีกว่า ก็ดูเหมือนตั้งอยู่บนพื้นฐานที่คลอนแคลนเต็มที โดยเฉพาะเมื่อเรายังคงละเลยรากฐานที่มั่นคงของประชาธิปไตย

 

เพราะยังไม่มีหลักประกันว่าความปรารถนาของประชาชน จะได้ร่วมกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนของนักวิชาชีพและนักวิชาการฝ่ายพิทักษ์ประชาธิปไตย เพราะพวกเขายังคงเคยชินกับวัฒนธรรมของการนำแบบเดิมอย่างที่เคยเป็นมา

 

และยังไม่มีหลักประกัน ว่าความปรารถนาที่แปลกแยกจากบรรทัดฐาน จะถูกรับฟังและได้รับความเข้าใจอย่างเหมาะสม ในภาวะที่สังคมยังคงวิวาทะกันอย่างเผ็ดร้อนในเรื่องที่ควรจะเป็นบรรทัดฐาน

 

ว่าความปรารถนาของผู้คนที่ไม่สามารถแสดงออกถึงความต้องการ ด้วยการสื่อสารแบบ "คนปกติ" เช่น การขีดเขียนและการพูดจา จะได้ถูกรับรู้ เพราะพวกเขาถูกปฏิเสธเครื่องมือในการสื่อสารไปตั้งแต่ต้น หรือแม้กระทั่ง คนที่สามารถสื่อสาร แต่ไม่ฉะฉาน ชัดถ้อยชัดคำ และปราศจากสำเนียง ในขณะที่ผู้คนในสังคมดูจะหมดความอดทนในการรับฟังแม้กระทั่งคนในครอบครัวเดียวกัน

 

ในภาวะเช่นนั้น จินตนาการเกี่ยวกับโฉมหน้าของสังคมใหม่ และโดยเฉพาะกลไกในการรับฟังและโอบรับความแตกต่างเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง ผมเชื่อว่าคนที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงหรือสังคมที่ดีขึ้น โดยเฉพาะหนุ่มสาวคนรุ่นใหม่ที่มีอภิสิทธิ์ในเรื่องเวลาและความรู้ ควรร่วมกันค้นหาทางเลือกของความหมายในการทำงานร่วมกับคนที่เข้าไม่ถึงเครื่องมือและโอกาส

 

การทำงานร่วมที่ไม่ใช่การนำ ถึงแม้จะก่อตัวขึ้นจากความตระหนักในความเหลื่อมล้ำของสังคมและอภิสิทธิ์ของตนเองก็ตาม แต่เป็นการทำงานที่มีความหมายเช่นเดียวกับการเดินร่วมทาง ที่วางความสัมพันธ์ของตัวเราเองในระดับที่เท่าเทียมกับผู้ที่ถูกกีดกันออกจากสิทธิขั้นพื้นฐานโดยโครงสร้างของกฎหมายและบรรทัดฐานของสังคม เช่นเดียวกับการประสานเสียง (accompaniment)[1] ที่ถือว่าคนสองฝ่ายนั้นมีความถนัดและความชำนาญกันคนละด้าน

 

อย่างน้อย การเมืองเสื้อสีและการเมืองบนท้องถนน ในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมา น่าจะสะท้อนให้เห็นว่าเสียงที่ไม่ได้ถูกรับฟังนั้น สามารถสะสมจนเป็นพลังงานที่พร้อมจะปะทุขึ้นมาได้

 

และไม่ใช่เพราะกลไกที่ขาดหายไปในการสะท้อนเสียงเหล่านี้หรอกหรือ ที่เปิดโอกาสให้นักการเมืองทั้งสองฝ่ายสามารถจัดตั้งการเคลื่อนไหวเพื่อรักษาประโยชน์ของตน โดยอ้างความปรารถนาของประชาชน ที่ไม่ได้รับการตอบสนองในการเมืองแบบตัวแทน

 

การประสานเสียงให้กับเสียงที่แปร่งสำเนียง รวมทั้งเสียงที่ยังเงียบ น่าจะช่วยถ่ายเทพลังงานของความคับข้องใจและความปรารถนาที่เคยถูกละเลยมาร่วมสร้างจินตนาการของสังคมการเมืองที่พึงปรารถนา.



[1] ถือเป็นหลักการหัวใจ ในการทำกิจกรรมเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคมของขบวนการเคลื่อนไหวหลายกลุ่ม โดยเฉพาะกิจกรรมของนักศึกษาอาสาสมัครชาวอเมริกัน  ภายใต้การจัดตั้งของ Student Nonviolent Coordinating Committee (SNCC) ในช่วงทศวรรษ 1960s ที่ร่วมกันเดินทางไปยังทางภาคใต้ของสหรัฐอเมริกาลงทะเบียนเพื่อลงทะเบียนผู้มีสิทธิเลือกตั้งผิวดำ ถึงแม้จะต้องเผชิญกับความเสียงจากการถูกทำร้ายและการลอบสังหารของกลุ่มเหยียดสีผิวหัวรุนแรงก็ตาม  

*ดูความหมายของ accompaniment ได้จาก Accompanying: Pathways to Social Change, 2012, Staughton Lynd, PM Press

 

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร