ในวงเสวนาข่วงหลวงเวียงแก้ว : คนรุ่นใหม่ กับ 'ความทรงจำร่วม'

Tue, 01/07/2014 - 19:33 -- ประชาธรรม

พลันที่กำหนดการเชิญชวนเสวนาเรื่อง"การบริหารจัดการพื้นที่เรือนจำจังหวัดเชียงใหม่(เดิม)ไปสู่การเป็นพื้นที่สาธารณะ" ออกมา หลายคนรู้สึกว่าเป็นการพูดเรื่องเดิมๆและคงไม่มีประโยชน์ที่จะทำให้ข้อเสนอเข้าหูผู้รับผิดชอบ เพราะไม่มีตัวแทนจากฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้ามาฟัง ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดที่จะคิดแบบนั้น หากเป้าหมายของเวทีนี้อยู่ที่การทำให้รัฐได้ยินเสียง เพียงแต่เวทีการพูดคุยในครั้งนี้มีเป้าหมายที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิงโดยเฉพาะเมื่อเราสังเกตคำว่า "คนรุ่นใหม่หัวใจฮักเมือง" ฉะนั้น ความน่าสนใจของเวทีนี้จึงอยู่ที่กระบวนการที่จะจัด และอยากจะนำมาเล่าสู่กันฟัง

 

 

"ป้าอยากคุยเรื่องคอกอยากคุยอะไรที่ต่างไปจากเดิม อยากให้คนรุ่นใหม่ๆได้มีโอกาสพูดบ้างหลายคนมีความคิดดี แต่พออยู่ในวงเสวนาที่มีแต่คนรุ่นใหญ่พูดกัน ก็ไม่เห็นค่อยพูดถ้าจัดอย่างนี้ คิดว่าโอเคไหม" ป้าจิ๋ม หรือ เสาวคนธ์ ศรีบุญเรือง ชาวชุมชนช้างม่อยในจังหวัดเชียงใหม่เอ่ยในวงสนทนาที่กาดมิ่งเมือง (ตลาดสมเพชร) และจากนั้นการสนทนาเพื่อออกแบบวงคุยตามที่แกอยากให้เกิดก็เริ่มขึ้น

 

เราเจอป้าจิ๋มครั้งแรกที่งานคุยเรื่องผังเมือง ด้วยความเป็นนักข่าวและทำประเด็นความเคลื่อนไหวของภาคสังคมจึงคิดว่าแกเป็นชาวบ้านคนหนึ่งที่ผ่านการจัดกระบวนของนักพัฒนาเอกชนไม่กลุ่มใดก็กลุ่มหนึ่งเพราะดูความคิด ความอ่านของแกแล้ว เข้าใจในกระบวนการเคลื่อนไหวอย่างดี (ไม่ได้หมายถึงการคิดว่าแกเป็นsubjectที่รับการออแกไนซ์เพียงอย่างเดียว)

 

แต่การรับรู้ของเรานั้นผิดถนัดจะมีสักกี่คนรู้บ้างว่า แกไม่ได้ผ่านการจัดกระบวนมาเลย แต่ที่แกมาอยู่ในวงนี้ได้ เพราะตัวแกเอง โดยเริ่มจากสู้รบกับผับบาร์ที่มาเปิดแถวบ้านแกจากนั้นก็ชวนคนที่ได้รับความเดือดร้อนร่วมกันตั้งกลุ่ม เชิญตำรวจมาคุย วิ่งหาเทศบาลฯและโรงพักตำรวจเป็นว่าเล่น ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาพอมีงานเกี่ยวกับการคุยเรื่องเมืองแกจะไม่พลาด เพราะการที่ต้องเดินเรื่องเพื่อรบกับผับบาร์นั้นทำให้แกค้นพบว่ามันเกี่ยวพันหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของกฎหมายหรือโครงสร้างอะไรที่ใหญ่กว่านั้น

 

ก่อนหน้าที่จะเกิดเวทีนี้แกนัดคนรู้จักที่คิดว่าพอคุยกันได้มาเจอที่ตลาดและส่วนใหญ่คนในวงนั้นอายุไม่เกิน 40 ปี จะมีก็แต่ตัวแกเท่านั้น(ฮา)และคนที่นัดมาส่วนใหญ่มาจากหลายกลุ่ม มีทั้ง สถาปนิค นักพัฒนาเอกชน นักข่าวอาจารย์ ฯลฯ แกเริ่มต้นเปิดการประชุมด้วยการสั่งแกงกระด้าง น้ำชากาแฟพร้อมกับเหมาข้าวเงี้ยวจากร้านที่ทำมา 5 กะละมังก็หมดทั้ง 5กะละมังมาให้คนในวงได้รับประทานกัน จากนั้นก็เข้าเรื่องเวที

 

หลังจากแกเสนอความคิดก็มีการถกเถียงกันว่าเวทีนี้ควรจะเป็นแบบใด เป้าหมายคือใคร ทำไปทำไม เวทีจะน่าเบื่อเหมือนเดิมหรือไม่ สุดท้ายก็ได้คำตอบกันว่า หากจะทำเวทีเพื่อให้ภาครัฐเห็นการจัดเวทีแบบนี้คงไม่มีประโยชน์ เพราะคงต้องเชิญคนที่เกี่ยวข้องมา และเราก็ยังไม่รู้ว่าจริงๆ แล้ว สำนักพุทธอยากให้เป็นแบบไหน

 

"ที่คิดไว้แค่คุยกันง่ายๆหน้าคอกเอาเสื่อมาปู แล้วคุยกัน ใครจะร่วมก็ได้ จะได้ไม่ต้องเป็นทางการ แต่มาคิดดูหลังจากที่พูดกันแล้ว เป้าจริงๆ แค่อยากให้เกิดคนรุ่นใหม่ๆ ขึ้นมาเอานักศึกษามาฟัง มารับรู้ปัญหาของบ้านเมือง เพราะอีกหน่อยถ้ารุ่นนี้ตายไปรุ่นใหม่ก็จะไม่มีคนมาสานต่อ" ป้าจิ๋มเอ่ย

 

"ถ้างั้นเป้าเราก็ชัดคือทำงานกับเด็ก อยากได้คนมาร่วมที่เป็นคนรุ่นใหม่ มาสนใจเมือง ดังนั้นก็ไม่ต้องไปสนว่ามันจะมีผลต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือไม่ แต่สนว่าเราจะสร้างคนรุ่นใหม่ให้มาสนใจเมืองอย่างไร อันนี้คงเป็นหมุดหมายแรก เวทีแรกแล้วค่อยก้าวต่อไป มันเป็นแค่กระบวนการถ้าไม่เวิร์กก็เปลี่ยนวิธี" คนหนึ่งในวงเห็นพ้อง

 

"เมืองมีหลายเรื่อง อีกหน่อยเราไม่ต้องพูดเฉพาะข่วงหลวงแต่พูดเรื่องอื่นก็ได้ หรือจัดตามความสนใจของเด็ก เพื่อดึงเด็กมาเข้าร่วม" อีกคนหนึ่งกล่าวขึ้นมา

 

"วิธีหนึ่งที่น่าใจให้คนเข้ามาร่วมคือ พยายามรื้อฟื้นความทรงจำร่วม หากเรามีความรู้สึกร่วมกันในพื้นที่นั้น ก็จะทำให้เกิดความเคลื่อนไหวตลอดเวลา" อีกคนกล่าวเสริม

 

ในวงสนทนาตกลงกันว่าจะจัดเวทีคุยให้สนุกมีเกร็ดประวัติศาสตร์เพื่อดึงเด็กให้เกิดความสนใจเมือง เป้าหมายเป็นนักศึกษาในสังกัดอาจารย์ที่รู้จักก่อนโดยให้คนรุ่นใหม่รุ่นเก่าเล่าเรื่องข่วงหลวงเวียงแก้วและการจัดการพื้นที่ให้เด็กฟัง จากนั้นก็เปิดให้เด็กแลกเปลี่ยนว่าอยากให้เป็นแบบไหน และจะสัมพันธ์กับข่วงหลวงอย่างไรมีแบบสอบถามประเมินความน่าเบื่อของวงเพื่อปรับปรุง และนัดกันว่าจะจัดในวันที่ 3

 

 

 

 

...ในที่สุดวันที่ 3 มกราคมเวลาประมาณ 16.00 น. เวทีก็เริ่มขึ้น มีนักเรียนนักศึกษาและคนเข้าร่วมประมาณ 30 คน 

 

 

 

เสาวคนธ์ ศรีบุญเรืองหรือป้าจิ๋ม เริ่มวงเสวนาด้วยการกล่าวว่า เป้าหมายหลักของการจัดงานวันนี้ คือ ขยายแนวร่วมจากลุงป้าน้าอาทั้งหลายเข้าไปให้แก่เด็กรุ่นใหม่ หลายสิ่งหลายอย่างที่ทำเรื่องเมืองเชียงใหม่มันค่อนข้างจะกระจุกอยู่ที่กลุ่มเดียวคือ กลุ่มด้านบน และส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ ซึ่งไม่นานก็คงจากไป แต่รุ่นใหม่ที่จะมาเพิ่มมีน้อยมาก เราก็เลยคิดว่าน่าจะมีพื้นที่ที่เด็กรุ่นใหม่ๆเข้ามาร่วมด้วยโดยเฉพาะงานเรื่องเมือง มาช่วยกันดูว่าทำอย่างไร เมืองของเราจะดีขึ้น

 

"ณ ปัจจุบันหลายสิ่งหลายอย่างเข้ามาในเมืองเราเยอะมาก ถ้าเราไม่ตั้งรับให้ดีเราจะถูกกลืน เชียงใหม่ก็คงเหมือนกรุงเทพซึ่งจะไม่เหลือสมบัติอะไรให้เราอีกแล้ว ซึ่งถ้าจะมาฝากความหวังไว้ที่รุ่นป้า - ลุง ถ้าหมดรุ่นนี้ไปก็คงไม่มีใครมาสานต่อ มันก็จบกันตรงนั้น"

 

 

ต่อด้วย ภูเดช แสนสาอาจารย์ราชภัฎเชียงใหม่เล่าเกร็ดประวัติศาสตร์คร่าวๆ ว่า คุ้มหลวง หอคำ เวียงแก้วสามคำนี้เป็นเสมือนภาพตัวแทนเท่านั้น ความจริงแล้วยังมีคำอื่นแทนได้ด้วย เช่น คุ้มหลวงสามารถใช้คำว่าหอชัยแทนได้ซึ่งหมายถึงที่อยู่ของเจ้า หอคำสามารถใช้คำว่าสุวรรณนิเวศน์ ซึ่งหมายถึงท้องพระโรงที่ใช้ประชุมให้ขุนนางเข้าเฝ้า ส่วนเวียงแก้วหมายถึงขอบเขตทั้งหมดที่รวมทั้งคุ้มหลวง หอคำไปด้วย คล้ายๆ กับเขตพระราชฐาน

 

"อันที่จริงคุกก็ไม่ใช่สถานที่ของเวียงแก้วทั้งหมดเป็นพื้นที่เพียงแค่ 1 ส่วน 3 เท่านั้นเอง เป็นพื้นที่ส่วนทิศตะวันตกเฉียงใต้และจากที่ตรวจสอบจารึก ตำนาน เอกสาร รวมถึงคำบอกเล่าที่ได้จากลุงวุฒิ มาประมวลกันทำให้ได้หลักฐานในขั้นต้นว่า บริเวณที่เรียกว่าเวียงแก้วทั้งหมดสถาปนาขึ้นพร้อมกับเมืองเชียงใหม่ พร้อมกับประตูทั้งห้า ในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ระบุไว้ว่าเฉลิมฉลองพร้อมกัน และอยู่ต่อเนื่องเลย"

 

"แม้แต่ในสมัยพม่าปกครองเราอาจจะฝังหัวว่า พม่ามาตีและทำลายไป แต่เมื่อดูโครงสร้างการปกครองของพม่าเขายังใช้ระบบเดิม คือ ส่งพระราชโอรสมาปกครอง ดังนั้นการใช้ระบบหอคำคุ้มหลวงจึงยังคงใช้สืบทอดมาอยู่จะเปลี่ยนเพียงแค่ลักษณะสถาปัตยกรรม"

 

นันทวุฒิ พรหมรัตน์ หรือลุงวุฒิซึ่งถนัดในการเล่าเกร็ดประวัติศาสตร์ที่น่าสนุกให้ฟังก็เริ่มเล่าเรื่องสถานที่ต่างๆ ในเชียงใหม่ที่ได้ฟังมาจากม่อน (ปู่่ทวด) เช่น ประตูหัวเวียง (ช้างเผือก) ถนนหน้าคอก สถานที่ชนไก่ สถานที่แอ่วสาวในเมือง ฯลฯ ซึ่งเรื่องนี้ดูนักเรียนนักศึกษาจะสนใจเป็นพิเศษและจากใบประเมินก็พบว่านักศึกษาให้คะแนนช่วงนี้มากที่สุด

 

 

ด้านผศ.ดร.ปุ่น เที่ยงธรรม อาจารย์จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พูดถึงการจัดการสมบัติสาธารณะว่า ในสังคมไทยอะไรที่เป็นสมบัติสาธารณะหรือบริการสาธารณะซึ่งเราจ่ายภาษีไป พวกเรามักจัดการไม่ได้ เช่น บางครั้งอยากไปปั่นจักรยานริมน้ำปิงก็ทำไม่ได้ ทั้งๆ ที่สมบัติริมแม่น้ำปิงเป็นสมบัติสาธารณะ ที่ดินบริเวณนี้(คุก)ก็เช่นเดียวกัน น่าจะเป็นสมบัติสาธารณะ บางคนอยากให้เป็นห้องสมุด บางคนอยากให้เป็นที่ทำการทางศาสนา แต่เราไม่สามารถคุยกันได้เพราะกระบวนการที่ทำให้เกิดขึ้นตรงนั้นไม่มี

 

"การจัดการสมบัติสาธารณะมันอยู่ใกล้ตัวมาก กลไกของสังคมไทยเราไม่มีเครื่องมือหรือความเข้าใจเพียงพอที่จะสามารถจัดการได้กระบวนการที่เราคุ้นเคยมาตลอด คือยกให้ผู้มีอำนาจในอาณาเขตและนอกอาณาเขตตัดสินใจแทนเรา ไม่ใช่ว่าเราไม่มี เพียงแต่เราไม่รู้ว่าสิทธิของเราคืออะไร"

 

"อยากให้ลองช่วยกันคิดว่าถ้าเราจะมีเมืองเชียงใหม่ที่มีความสุข สามารถไปพักได้ ไปเล่นกีฬา หรือทำอะไรบางอย่างได้ เราต้องร่วมกันสร้างขึ้นมาแต่ถ้าเราอนุญาตให้อำนาจประชาชนกลับไปสู่ผู้มีอำนาจนอกอาณาเขตต่างๆ รุ่นของลูกหลานจะไม่มีแผ่นดินจะอยู่กัน เพราะว่าอำนาจปัจจุบันมันอยู่ที่เงิน"

 

 

มนวัธน์ พรหมรัตน์ อาจารย์จากสำนักศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ กล่าวว่า พอเราพูดเรื่องพื้นที่โดยทั่วไปเราจะคิดว่ามีพื้นที่เดียว แต่จริงๆ แล้วมันซ้อนทับกันอยู่สองอย่าง คือ พื้นที่ทางกายภาพกับพื้นที่ทางความคิด เช่น เราพูดว่าเชียงใหม่ เรามีแผนที่อยู่ในหัว เชียงใหม่เป็นพื้นที่แบบนี้อยู่บนเส้นเขตแดนแบบนี้ แต่ถ้าเราบอกว่าตัวเองเป็นคนเชียงใหม่ นี่เป็นเรื่องของความคิด ในความเป็นคนเชียงใหม่เองก็จะลงลึกไปอีกว่า เป็นคนแถวไหน เช่น เป็นคนช้างม่อย

 

ฉะนั้น เวลาเราพูดถึงคุ้มหลวงเวียงแก้วเรามักจะพูดถึงแต่พื้นที่ในเชิงกายภาพเป็นส่วนใหญ่ จึงละเลยพื้นที่ในเชิงความคิด ทั้งที่ความจริงแล้วเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญเช่นกัน

 

"ก่อนที่วงนี้จะเกิดขึ้นได้มีการพูดคุยกันก่อนแล้วว่า ทุกวันนี้เราขาดพื้นที่กลางที่จะใช้สื่อสารเพื่อให้ทุกคนมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ ซึ่งแท้จริงแล้วมันไม่ขาดเพียงแต่เราไม่มีสำนึกของความเป็นเจ้าของร่วมกัน"

 

"พื้นที่บางแห่งมีความเคลื่อนไหวตลอดเวลาเพราะเรามีความรู้สึกร่วมกัน เช่น เพจด่านเชียงใหม่ที่เราต้องเปิดตอนออกไปกินเหล้าเพื่อดูเพื่อนบอกว่าด่านมีตรงไหนบ้าง ดังนั้นเพจนี้จึงเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา หรือที่กรุงเทพฯก็มีจส. 100 เป็นต้น ซึ่งการใช้รถ ใช้ถนนแบบนี้ ผลักดันให้เกิดการมีส่วนร่วม และการสื่อสารสองสารทั้งระหว่างเราและคนอื่นๆ หรือระหว่างเรากับรัฐ เรากับเอกชน"

 

เมื่อกลับมามองดูพื้นที่ตรงนี้มันขาดความเป็นเจ้าของ ดังนั้น พอมีการจัดงานขึ้นมาเมื่อไหร่ เราก็จะพูดคุยกันแล้วมันก็จบลงไป เพราะเราไม่ได้รู้สึกว่าเราเป็นเจ้าของหรือมีส่วนร่วมกับมัน

 

"วิธีการหนึ่งที่ทำได้ง่ายๆ และนักเรียนประวัติศาสตร์ชอบใช้กัน คือ ประวัติศาสตร์แบบบอกเล่า เช่น เราอาจเดินไปถามคนรอบๆ บริเวณนี้ว่ามีความเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้นบ้างในช่วงอายุของเขาเห็นเรือนจำเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งอาจจะไม่ได้หมายความถึงพื้นที่เรือนจำเพียงอย่างเดียว อาจจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ โดยไปถามว่าเมื่อก่อนค้าขายอะไรกันบ้าง สินค้าที่ขายคืออะไรขายให้ใคร ขายให้ผู้มาเยี่ยมผู้ต้องขังหรือเปล่า พอเรือนจำมันเปลี่ยนยังขายสินค้าแบบเดิมหรือเปล่า เป็นต้น วิธีนี้จะทำให้อย่างน้อยตัวเขาเองรื้อฟื้นความทรงจำของตัวเอง รู้สึกว่าตัวเองมีส่วนร่วมและผูกผันกับพื้นที่บริเวณนี้"

 

อาจารย์มนวัธน์ ยังเล่าถึงวิธีการจัดการพื้นที่สาธารณะเฮโจเกียวที่เมืองนารา(Nara) ประเทศญี่ปุ่นว่า บริเวณเฮโจเกียวนั้นเป็นเมืองหลวงเก่าในบริเวณนี้เป็นสถานที่ตั้งพระราชวังเดิมกินบริเวณกว้างใหญ่ประมาณ 1 ตารางกิโลเมตรหรือมากกว่านั้น พื้นที่นี้ถูกปล่อยทิ้งไว้จนรกร้างอย่างน้อยที่สุดเป็นเวลากว่า 100 ปีโดยเป็นที่รับรู้ของผู้คนบริเวณนั้นว่าเป็น "พระราชวังโบราณ"

 

ต่อมาเมื่อต้นทศวรรษ 1990 หรือประมาณ 20 ปีก่อน มีความพยายามที่จะขุดค้นบริเวณนั้นหน่วยงานจึงประกาศให้เป็นพื้นที่พิเศษสำหรับการขุดค้นทางโบราณคดี และในปี 1992 จึงเริ่มทำการขุดค้นมาเรื่อยๆ

 

"ในปี 1998 มีการขึ้นทะเบียนเมืองนาราเป็นเมืองมรดกโลกซึ่งมีการพ่วงสถานที่ต่างๆ เข้าไปด้วย รวมถึงบริเวณเฮโจเกียวด้วย ทั้งที่ลานแห่งนั้นไม่มีอะไรนอกจากเป็นลานโล่งสำหรับขุดค้นทางโบราณคดี แต่น่าสนใจว่าทำไมเขาถึงได้เป็นมรดกโลก นั่นเป็นเพราะว่าเขามีการบริหารจัดการพื้นที่และมีระบบขุดค้นหรือหาหลักฐานเรื่อยๆ ต่อเนื่องเป็นเวลานาน"

 

"หลังจากรวบรวมหลักฐานต่างๆ หรือ เมื่อพบร่องรอยเขาก็ Re-Construction (สร้างมันขึ้นมาใหม่) เขาสร้างทับโดยไม่ให้กระทบฐานเดิมเพราะฉะนั้นเวลาที่เขาจะขุดค้นใหม่ก็สามารถทุบได้ บางครั้งเขาขุดค้นพบร่องรอยแต่ไม่สามารถสร้างหรือจำลอง สิ่งที่เขาทำคือนำต้นไม้มาปลูก ตัดให้เป็นรูปเสาเรียงกันไป เป็นการกำหนดจุดว่าตรงนี้เคยเป็นอะไร มีการใช้ไม้ดัดเพื่อแบ่งเขตแบ่งโซน"

 

กรณีนี้เราควรนำมาเป็นโมเดลศึกษากรณีหนึ่งว่าบริเวณพื้นที่ข่วงหลวงฯมันพอจะทำได้หรือไม่ ก่อนที่เราจะพูดถึงเจ้าหลวงจำนวนมากและก่อนที่มันจะสายเกินไปเพราะทันทีที่มีการทุบรื้ออาคาร และสร้างอะไรทับไปในพื้นที่เดิมจะทำให้ร่องรอยทางโบราณคดีบางอย่างหายไปเพราะมันเปราะบางมาก

 

"ผมคิดว่ายังไม่มีความจำเป็นที่ต้องเร่ง ค่อยเป็นค่อยไป อย่างน้อยต้องมีเรื่องของส่วนร่วมของคนภายนอกด้วย"

 

 

ศุภวุฒิ บุญมหาธนาธร กลุ่มคนใจบ้านกล่าวว่า ก่อนที่สถานที่นี้จะมาเป็นคุ้มหลวงนั้น มันมีความทรงจำของผู้คนเกี่ยวกับสถานที่นี้มากมาย แต่ในช่วงที่สถานที่ตรงนี้เป็นคุกนั้น ถ้าเราไม่ได้มีญาติอยู่ข้างในนั้นหรือมีญาติขายของอยู่แถวนี้เราก็จะไม่มีความทรงจำร่วมกับมัน แล้วเราจะทำอย่างไรให้เรามีความรู้สึกรักที่ตรงนี้ขึ้นมาได้ เพราะเราไม่สามารถจะทำแผนจัดการอะไรได้เลยถ้าชุมชนไม่ได้มีความรู้สึกรักมีความทรงจำในพื้นที่

 

"ถ้าเราจะใช้ที่ตรงนี้เราก็ต้องมาหาความต้องการของคนในพื้นที่ แถวนี้มีเยาวชน ซึ่งก็มีหลายกลุ่ม พอพูดถึงเยาวชนเรามักจะนึกว่าเขาต้องมาฟ้อนรำ หรืออะไรแบบนั้น แต่ยังมีอีกหลายกลุ่ม เช่น บีบอย แข่งรถ กลุ่มนี้เขาก็มีไอเดียของเขาหรือจะกลุ่มคนแก่ที่ไม่ได้มีความต้องการแค่จะรำกระบอง แต่ยังมีความต้องการอื่นๆ ที่เราต้องถามเขาว่าเขาอยากใช้พื้นที่ตรงนี้ทำอะไร"

 

ศุภวุฒิ ได้ยกตัวอย่างชุมชน5 ธันวาฯ ที่มีกำแพงเก่าซึ่งกรมศิลป์ล้อมรั้วไว้ ไม่ให้เข้าไปใช้โดยที่ชาวบ้านไม่สามารถทำอะไรกับมันเพิ่มเติมได้ว่า ที่แห่งนี้มีตำนาน มีพระมาปักกรดแล้วกลายเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์หรือเรื่องที่แต่ก่อนเวลาคนเอาช้างไปออกศึกจะต้องเอาช้างไปจอดที่นั่นก่อน จนปัจจุบันคนไม่ได้ใช้ ก็กลายเป็นโบราณสถาน ชุมชนไม่ได้มีส่วนร่วมกับสถานที่ เมื่อเราเข้าไปหาทางพัฒนาให้ดีขึ้น ก็มีประเด็นที่เขาเสนอว่าอยากได้พื้นที่เปิดโล่งให้เด็กๆ วิ่งเล่นแทนถนนที่ใช้กันอยู่ตามปกติ ซึ่งอันตราย จึงปรับปรุงพื้นที่บนกำแพงเก่าให้เป็นสนามเด็กเล่นให้คนเข้าไปใช้ได้ แล้วลานนั้นก็กลับมามีชีวิต ก็เหมือนกับคุกแห่งนี้ที่เราต้องหาทางทำอะไรสักอย่างกับมัน

 

 

รศ.ดร. วรลัญจ์ บุญยสุรัตน์ อาจารย์จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่าหลายๆ กิจกรรมกรรมมักเกิดขึ้นจากเด็กและผู้ใหญ่ร่วมมือกัน กิจกรรมต่างๆไม่จำเป็นที่จะต้องเริ่มต้นจากโครงการอะไรที่มันใหญ่โตมโหราฬ แต่มันเริ่มจากใจเล็กๆ ที่นั่งกันอยู่ในนี้ เราอาจจะเริ่มมามองร่วมกันว่า เราอยากเห็นอนาคตของพื้นที่อนาคตของตัวเราเองเป็นแบบไหน แล้วร่วมกันทำไปโครงการเล็กที่ประสบความสำเร็จเริ่มจากแบบนี้ทั้งนั้น

 

หลังจากที่พูดกันเสร็จแล้วก็ถึงคราวของนักเรียนนักศึกษาที่มาร่วมงาน แสดงความเห็นซึ่งแต่ละคนก็แสดงความต้องการว่าอยากเห็นพื้นที่เป็นอย่างไร บางคนอยากให้เป็นวัด บางคนอยากให้เป็นที่สาธารณะ บางคนอยากอนุรักษ์หอคำ บางคนอยากให้มีห้องสมุด ฯลฯ

 

 

และหลังงานเสวนาเราได้ถามความเห็นสั้นๆเกี่ยวกับวงเสวนาในครั้งนี้

 

น้องๆ นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่ กล่าวว่า พวกตนอยากให้คุกกลายเป็นหอประวัติศาสตร์เชียงใหม่ ของล้านนาในอดีตอยากให้เยาวชนได้รณรงค์หรือชุมชนได้มามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการพื้นที่ตรงนี้

 

"ชอบที่ให้มีงานเกี่ยวกับการส่งเสริมวัฒนธรรมอย่างนี้ หากมีครั้งหน้าก็จะมาร่วมอีก ในส่วนของรูปแบบการจัดงานนั้นคิดว่าดีแล้วที่ได้มีการพูดคุยให้ความรู้ แต่อยากให้ชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วมด้วยเช่นจัดเป็นประชาพิจารณ์เกี่ยวกับการใช้พื้นที่ตรงนี้ไปเลย"

 

อาจารย์มนวัธน์ กล่าวว่ากระบวนการนี้ก็โอเค เพียงแต่ว่ากระบวนการคิดของเด็กที่มายังอยู่ในกรอบแบบเดิมๆ คือ ต้องอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมและไม่ค่อยกล้าตอบ พอจนมุมก็ตอบว่าอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมจริงๆ แล้วอยากให้มีกลุ่มเป้าหมายที่เป็นชาวบ้านด้วย ซึ่งถ้าจะดึงเขามาร่วมอาจจะต้องไปสัมพันธ์กับชาวบ้านก่อน ไม่อย่างนั้นเราก็จะขยายอะไรไม่ได้

 

รศ.ดร. วรลัญจ์ กล่าวว่า มันเหมือนเป็นเวทีนักกิจกรรมรุ่นใหม่ที่มารวมตัวกันอย่างสร้างสรรค์กับพื้นที่ๆ หนึ่ง ที่ทุกคนต่างไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับพื้นที่นี้แต่พื้นที่นี้สามารถดึงให้คนรุ่นใหม่กับรุ่นเก่ามาเจอกันได้ในเวทีแห่งนี้ แต่นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น หลังจากนี้ คงจะต้องไปกระจายกันต่อไปอาจจะมีการพูดคุยกันมากขึ้น ไม่ใช้เฉพาะเรื่องคุก แต่อาจจะเป็นพื้นที่อื่นๆ ด้วย

 

"สิ่งที่เราทำวันนี้มันเหมือนกับเป็นการหาคำตอบในอนาคต"

 

ศุภวุฒิ กล่าวว่า เวทีวันนี้มันต่างจากเวทีอื่น คือ มันไม่มีวาระที่ซ่อนมาอยู่แล้ว  เวทีก่อนๆ คนที่มาพูดก็จะปล่อยของมีทัศนะที่แข็ง แต่วันนี้มันเหมือนเป็นการมาหาภาคีความร่วมมือโดยเฉพาะกับกลุ่มเยาวชน และที่สำคัญมันไม่มีข้อสรุปว่าจะเป็นอะไรนี่เป็นข้อดี ซึ่งถ้าเราจัดต่อไปเรื่อยๆในประเด็นอื่นๆ เป็นไปได้จัดในเรื่องที่เด็กสนใจ โดยดูจากความต้องการของเขา วันนี้มันอาจจะเป็นแง่มุมประวัติศาสตร์ ต่อไปอาจจะมีมุมอื่นๆ  

 

ส่วนป้าจิ๋ม เปิดใจว่าเวทีนี้ก็เหมือนเป็นก้าวหนึ่ง เพราะคิดว่าเราไม่ควรเริ่มอะไรจากที่มันใหญ่ๆ ถือว่าเป็นจุดหนึ่งแล้วที่มีเด็กหน้าใหม่เข้ามารับรู้ ถึงแม้ว่ามาเที่ยวนี้จะมี 10 -20 คน และคราวหน้าจะเหลือคนหน้าเดิมเพียง 1-2 คน ก็ถือว่าเราได้คนที่สนใจเรื่องเมืองเพิ่มมาอีกตั้ง 2 คน ถือว่าเป็นสิ่งที่มันก้าวไปข้างหน้า การเริ่มจากสิ่งเล็กๆนี้เชื่อว่าอนาคตมันต้องใหญ่ขึ้น

 

"เราอาจจะต้องต่อยอดไปอีกคราวหน้าจะไปคุยกับลุงเสริม นักข่าวต่างประเทศคนแรกๆที่ได้ถ่ายภาพเชียงใหม่จากเครื่องบิน และมีรูปถ่ายเยอะมาก  ตอนนี้แกอายุ 90 ปีแล้วแต่ยังสามารถเล่าเรื่องจากภาพที่ถ่ายไว้ได้เป็นอย่างดี อีกไม่นาน ถ้าแกจากไปความทรงจำของแกเกี่ยวกับเชียงใหม่ที่น่าสนใจก็จะหายไปด้วย ก็คิดว่าจะชวนกันไปอาจจะมีคนไปสัก 10- 20 คน เราอาจได้หน้าใหม่ที่สนใจเรื่องเมืองเพิ่มมากขึ้นอีก 5 คน มันก็จะเป็นประกายหนึ่งให้เราเดินหน้าต่อไป"  ป้าจิ๋มกล่าวปิดท้ายด้วยรอยยิ้มบนใบหน้าที่เคล้ากับความเหนื่อยล้า

 

 

 

 

แม้ไม่อาจรู้ว่ากระบวนการต่างๆ เหล่านี้จะสัมฤทธิ์ผลหรือไม่ ตอนนี้คงไม่มีรูปธรรมใดๆ ให้ชี้วัด แต่สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ จุดเริ่มต้นของมันต่างหาก คงไม่มีสูตรสำเร็จของการสร้างกระบวน สำคัญที่ว่าเราได้ทดลองร่วมกันหรือไม่ ท้ายสุดหากมันจะไปไม่รอด อาจหมายถึงว่า เราไม่สามารถสร้างพื้นที่ของความทรงร่วมที่จะเคลื่อนไหวไปด้วยกันได้

 

ทั้งหมดที่เราเห็นได้จากวงเสวนาในครั้งนี้อาจเป็นความแตกต่างที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อเทียบกับวงเสวนาอื่นๆ.

 

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร