ภาพเมืองเชียงใหม่ในความทรงจำของลุง บุญเสริม สาตราภัย กับเรื่อง-แรงบันดาลใจข้างหลังภาพ

Sun, 01/19/2014 - 22:51 -- ประชาธรรม

หากกล่าวถึงชื่อลุงบุญเสริมสาตราภัย คนที่สนใจประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเมืองเชียงใหม่ย่อมรู้จักแกเป็นอย่างดีเนื่อง เพราะภาพถ่ายของแกในช่วง 2490-2520 ถูกเผยแพร่ออกมาในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ถูกนำเสนออย่างแพร่หลาย เหตุฉะนั้นความทรงจำของชายผู้มีอายุ 86 ปี จึงมีคุณค่าในเชิงประวัติศาสตร์บอกเล่า และความทรงทรงจำนั้นอาจจะไม่ต้องหาข้อมูลมายืนยันมากนักเพราะความทรงจำของแกนั้นถูกบอกเล่าผ่านภาพถ่ายของตัวเอง

 

เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2557 ที่ผ่านมา "คนรุ่นใหม่ หัวใจ๋ฮักเมือง"โดยกลุ่มชุมชนเมืองรักษ์เชียงใหม่ ชวนนักเรียน นักศึกษา และกลุ่มคนที่สนใจเยี่ยมบ้านลุงบุญเสริม พร้อมฟังการเล่าเรื่องเกี่ยวกับเมืองเชียงใหม่ผ่านภาพถ่ายของแก

 

กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมต่อเนื่องจากกิจกรรมการเสวนาหน้าคอกข่วงหลวงเวียงแก้วเป็นหนึ่งในกระบวนการสร้างเครือข่าย โดยวิธีการสร้าง "ความทรงจำร่วม" ของกลุ่มชุมชนเมืองรักษ์เชียงใหม่ (อ่านรายละเอียด"ในวงเสวนาข่วงหลวงเวียงแก้ว : คนรุ่นใหม่ กับ "ความทรงจำร่วม")

 

เสาวคนธ์ ศรีบุญเรือง หรือป้าจิ๋ม แม่งานคนเดิม กล่าวถึงแรงบันดาลใจที่อยากจัดกิจกรรมนี้ว่าเกิดขึ้นจากอยากรู้เรื่องราวประวัติศาสตร์ผ่านภาพถ่ายในอดีต ซึ่งตนได้เห็นจากหนังสือแจกฟรีภาษาญี่ปุ่นที่บอกเล่าเรื่องราวของเมืองเรา แต่กลับอ่านเรื่องราวเหล่านี้ไม่ได้พอเห็นชื่อคนถ่ายภาพก็เป็นคนเชียงใหม่จึงอยากเชิญคนรุ่นใหม่ๆ ที่สนใจมารับรู้เรื่องราวของเมืองเชียงใหม่ที่ต่างออกไปบ้าง

 

"เป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่คุณตาบุญเสริมจำเรื่องราวได้เกือบทุกรูปทั้งที่มีรูปถ่ายอยู่เป็นร้อยๆ ในวันนี้มันจึงน่าจะเป็นประโยชน์ถ้าคนที่มาในวันนี้ได้เรื่องราวไปถ่ายทอดต่อให้กับคนอื่นๆ เพื่อให้ความทรงจำอันนี้ก่อเกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของเมือง"

 

 

 

 

ลุงบุญเสริมชายชราผู้หนึ่งที่อาศัยอยู่บ้านเพียงลำพัง บนถนนเจริญเมืองซอย 8 ลุงแกนั่งรอบนเก้าอี้ไม้สีโอ๊คตามที่นัดหมายกับพวกเราไว้ข้างๆ เป็นอัลบั้มรูปปกไม้ขนาดใหญ่สีดำ สภาพบ่งบอกให้รู้ได้ถึงความเก่าแก่

 

ใบหน้าของลุงปริมยิ้มพร้อมทักทายคนที่เข้ามาเยี่ยมชม พวกเราไม่ได้เข้าไปฟังบรรยายในบ้านหากแต่ปูเสื่อตรงบริเวณโรงรถหน้าบ้านโดยที่ข้างๆ มีเวสป้า 150 Ccที่ซื้อตั้งแต่เมื่อ50 ปีที่แล้วจอดอยู่ เนื่องจาก ในบ้านนั้นเต็มไปด้วยภาพถ่าย เอกสารและของเก่าที่แกสะสมไว้

 

เมื่อถึงเวลาอันสมควรหลังจากจัดแจงที่นั่งกันตามสะดวกลุงบุญเสริมก็เริ่มเปิดอัลบั้มภาพถ่ายเพื่อเล่าเรื่องราว โดยเริ่มจากภาพถ่ายสมัยช่วงรัชกาลที่5-7 ซึ่งภาพถ่ายชุดนี้ แกไม่ได้ถ่ายเอง แต่ขอคัดลอกฟิมล์จากมิชชั่นนารีที่ถ่ายไว้เมื่อร้อยกว่าปีก่อนจึงทำให้มีภาพสะสมไว้ อาทิเช่น ภาพเรือหางแมงป่องที่คนเชียงใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 5 ใช้เดินทางลงใต้  

 

-ภาพสะพานขัวหลุกสะพานข้ามแม่น้ำปิงแห่งแรกที่สร้างโดยดร.ชีคซึ่งเป็นสะพานใหญ่ข้ามแม่น้ำแห่งแรกในประเทศไทย เป็นสะพานประวัติศาสตร์ ต่อมาประมาณทศวรรษที่ 2470 การทำธุรกิจค้าไม้ของอังกฤษ ที่ลำเลียงท่อนซุงทางแม่น้ำได้กระแทกสะพานมานานหลายปีทำให้สะพานพังชาวเมืองต้องข้ามฝากโดยใช้เรือกับแพเท่านั้น จนกระทั่งมีฝรั่งคนหนึ่งมาทำสะพานสานไม้ไผ่ให้ข้ามชาวบ้านจึงเรียกสะพานนั้นว่าสะพาน "กุลาขาว" เหตุที่เรียกกุลาขาวนั้น ก็เพราะว่าฝรั่งตัวใหญ่เหมือนแขกซิกส์แต่ผิวสีขาว คนเมืองเรียกแขกซิกซ์ว่ากุลาดำ จึงประยุกต์เรียกฝรั่งว่า "กุลาขาว"

 

-ภาพถนนท่าแพที่ยังเป็นลูกรัง  แยกวัดแสนฝางโรงเรียนยุพราชสมัยอยู่ในพื้นที่ของโรงเรียนอาชีวะปัจจุบัน รั้วไม้ไผ่ของทัพสยามในเชียงใหม่สมัยมีกบฎเงี้ยวเมืองแพร่  ไปรษณีย์แห่งแรก สถานีรถไฟ โรงแรมรถไฟ วัดพระธาตุดอยสุเทพวัดพระสิงห์

 

-ภาพคุณจันทร์ ศรีโหม้ วิชัย ซึ่งเป็นคนเชียงใหม่คนแรกที่ไปอเมริกากับกลุ่มมิชชั่นนารีซึ่งเป็นลุงเขยของลุงบุญเสริมซึ่ง ณ ตอนนั้นมิชชั่นนารีต้องกลับอเมริกา แต่ก็อยากได้พี่เลี้ยงเด็กกลับไปด้วยแต่ในสมัยนั้นไม่มีเครื่องบินจึงต้องนั่งเรือไปใช้เวลา 2 เดือนกว่า จึงไม่มีผู้หญิงคนใดกล้าไปเพราะนอกจากไม่เคยเดินทางแล้ว ยังกังวลถึงความเป็นอยู่ในเมืองที่ห่างไกล คุณจันทร์เลยอาสาไปแทนลุงจันทร์เดินทางใช้เวลา 2 เดือนกว่า เมื่อเรือจอดพักตามท่าเรือ อาทิ ฮ่องกงเมืองโยโกฮาม่า ประเทศญี่ปุ่น ก็จะส่งจดหมายที่เขียนเล่าเรื่องราวของเมืองนั้นให้ทางบ้านได้รับรู้เรื่องราวคุณจันทร์อยู่ที่นั้นประมาณปีกว่าจึงเดินทางกลับมาเชียงใหม่พร้อมกับมิชชั่นนารี

 

-ภาพแม่น้ำปิงที่แสดงให้เห็นว่าในสมัยก่อนนั้นน้ำปิงเคยกว้างกว่าปัจจุบันถึงสองเท่า

 

-ภาพหัวนาคตรงบันไดวัดพระธาตุดอยสุเทพซึ่งของเดิมมีอยู่หัวเดียว ต่อมามีการบูรณะให้มีหลายหัว

 

-ภาพถ่ายการรำเฆี่ยนนักโทษก่อนนำเข้าคอกสมัย2445

 

 

 

 

หลังจากเล่าเรื่องภาพที่ตนเองขอคัดลอกไว้แล้วก็เริ่มเล่าจากภาพที่ตนเองเป็นคนถ่าย ซึ่งมีเรื่องที่น่าสนใจหลายเรื่องและภาพบางภาพแกกับถึงเอ่ยปากมาว่ามันเป็นการถ่ายได้โดยความเอิญ และความบังเอิญนั้นทำให้ได้องค์ประกอบภาพที่สมบูรณ์เช่น รูปขบวนเกวียนบนถนนช้างม่อยซึ่งลุงแกตั้งใจจะถ่ายเฉพาะเกวียน แต่เมื่อถ่ายออกมาติดก๋วยขี้เยื้อย (ถังขยะ) ตรงมุมล่างซ้ายของภาพมีรถเต่า มีคนขายของแบบหาบเร่ ทำให้องค์ประกอบของภาพสมบูรณ์

 

 

 

-ภาพมุมสูงจากเฮลิคอปเตอร์ที่ถ่ายแม่น้ำปิงตอนหน้าแล้งซึ่งลุงอธิบายว่า เมื่อน้ำลด ชาวบ้านก็เข้าไปปลูกผักตรงที่ที่เป็นทราย ปลูกผักกาดถั่วฝักยาวกะหล่ำ มันสำปะหลัง

 

-ภาพเล่นน้ำสงกรานต์ตรงสะพานนวรัฐซึ่งลุงเล่าว่า จุดที่เล่นน้ำกันสนุกที่สุดคือสะพานนวรัฐ ตอนนั้นยังไม่เล่นกันที่คูเมืองเพราะแต่ก่อนเดินเล่นน้ำกัน ก็เดินตามถนนท่าแพ แต่เดี๋ยวนี้ใช้รถเล่นน้ำกันคูเมืองจึงสะดวกกว่า

 

 

 

-ภาพกาดสมเพชรที่สมัยก่อนอยู่ติดกับประตูเมืองมีการตั้งร้านค้าริมคูเมือง ลุงเรื่องกาดสมเพชรสมัยนั้นว่าชาวบ้านไปร้องเรียนผู้ว่าฯว่าร้านค้าไปสร้างความสกปรกให้คูเมือง แม่ค้าก็ต่อสู้ เป็นเรื่องกันอยู่นาน เรื่องคาราคาซังมาจนถึงตอนที่จอมพลสฤษดิ์มาเชียงใหม่สฤษดิ์สั่งคำเดียวว่า "รื้อ" เท่านั้นแหละชาวบ้านต่างพากันเก็บข้าวของแทบไม่ทัน เรื่องเป็นอันจบ

 

-ภาพตึกในตรอกเล่าโจ้วบริเวณกาดหลวงซึ่งลุงแกเล่าว่า สมัยก่อนจะมีคนเก็บอุจจาระตามบ้านเรือนแถวๆกาดหลวงใส่ถังไปขายให้คนจีนโดยคนจีนจะนำขี้เหล่านั้นไปตากแดดแถวหลังร้านหนังสือสุริวงศ์ก่อนจะเอาไปทำปุ๋ยใส่ผักที่ปลูกไว้ให้คนในเมืองได้รับประทาน

 

-ภาพเครื่องบินสหรัฐที่มาจอดประจำที่เชียงใหม่3 ลำ ในสมัยสงคราม เดียน เบียน ฟู ที่ลาวทำสงครามกับฝรั่งเศส ซึ่งกองทัพอากาศไทยมีพันธสัญญากับฝรั่งเลยต้องส่งเครื่องบินมาประจำการที่เชียงใหม่สามเครื่อง ที่แพร่สามเครื่องสมัยนั้นยังมีหมาเข้าไปในสนามบิน และเราสามารถปั่นรถถีบเข้าไปดูเครื่องบินได้สบายๆ

 

-ภาพกำแพงเมืองตอนที่ยังไม่ถูกทุบรื้อลุงได้เล่าความทรงจำเกี่ยวกับกำแพงเมืองว่า สมัยก่อนตอนกำแพงเมืองเชียงใหม่ยังไม่ถูกรื้อชาวบ้านแถวนั้นใช้กำแพงเมืองเป็นส้วม เวลาใครจะไปเดินแถวนั้นต้องระวังหลุมขี้สมัยที่เรียนอยู่ยุพราชฯ ลุงบุญเสริมกับเพื่อนไปเดินเล่นบนกำแพงบ่อยๆ

 

 

 

ในช่วงท้ายๆได้มีคนถามถึงแรงบันดาลใจของลุงบุญเสริมในการถ่ายรูปเมืองพวกนี้เก็บไว้ซึ่งลุงได้เล่าว่า เป็นความชอบส่วนตัวและพอดีมีพี่เขยเป็นช่างภาพหนังสือพิมพ์คนเมืองพี่เขยเคยได้รางวัลถ่ายภาพที่ส่งไปประกวดที่กรุงเทพฯจึงเป็นแรงขับเคลื่อนให้ได้ถ่ายรูปเสมอมา

 

ลุงบุญเสริมจะปั่นรถจักยานไปถ่ายรูปทุกวันหากวันไหนถ่ายรูปไม่ดี สูงไปหรือต่ำไป วันรุ่งขึ้นจะต้องไปถ่ายใหม่ที่เดิมแกยังเล่าอีกว่าแกรักการถ่ายรูปมาก สมัยที่ก๋วยเตี๋ยวถ้วยละ 3 บาท ฟิล์มม้วนละ 12บาท ลุงบุญเสริมเคยอดโอเลี้ยงเพื่อเก็บเงินไว้ซื้อฟิล์มถ่ายรูป

 

หลายคนอาจรู้จักลุงบุญเสริมในแง่ของนักข่าวช่างภาพที่ถ่ายรูปให้กับหนังสือพิมพ์คนเมือง แต่ใครจะรู้บ้างว่า แง่มุมนั้นเป็นเพียงอาชีพเสริมเพราะเงินที่ใช้หาเลี้ยงชีพจริงๆนั้นมาจากการขายปุ๋ย ลุงแกสร้างห้องมืดสำหรับล้างฟิล์มไว้ในร้านขายปุ๋ยด้วย

 

นอกจากนี้ลุงบุญเสริมยังเล่าอีกว่าภาพที่เห็นอยู่ ณ ปัจจุบัน ส่วนใหญ่เป็นภาพที่แกถ่ายเก็บไว้นานถึง 40 ปีกว่าจะนำมาอัด เนื่องจากว่า ต้นทุนในการอัดรูปนั้นสูงมาก แกจึงได้แต่ถ่ายไว้บนฟิลม์จนกระทั่งปี 2530 หลานเขยที่ทำงานหนังสือพิมพ์ นำไปอัดเพื่อโฆษณาขายปฏิทินรูปเก่าให้ห้างร้านต่างๆเช่น ปฏิทินรูปเจ้าดารารัศมีซึ่งขายดีสุดๆ เป็นต้น โดยโรงเรียนดาราฯเป็นขาประจำสั่งพิมพ์เยอะมาก

 

 

 

 

ในสมัยหนึ่ง ภาพถ่ายได้เปลี่ยนความทรงจำอันเป็นนามธรรมบางอย่างให้กลายเป็นรูปธรรมได้แต่ถึงกระนั้นมันก็สร้างสิ่งที่อยู่ระหว่างเบื้องหลังภาพถ่ายอันเป็นทั้งความคิดความรู้สึก หรือเรื่องเล่า ที่รอให้คนที่ดูภาพไม่ว่าในยุคไหน ได้ตีความ และถ่ายทอดต่อในมุมของตนเอง

 

แต่ในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีพัฒนาไปมากการถ่ายรูปดูเสมือนเป็นสิ่งที่ใกล้ตัว ใครหลายคนพร้อมที่จะถ่ายกิจวัตรประจำวันของตนเองแล้วโพสต์ลงในโซเชี่ยวเน็ตเวิร์กทันที จึงก่อให้เกิดคำถามที่น่าสนใจว่า ภาพถ่ายแบบลุงบุญเสริมนั้นยังจะมีความหมายต่อคนรุ่นใหม่อย่างไรบ้างเราจึงได้สอบถามผู้เข้าร่วมกิจกรรมนี้

 

นักศึกษาจากสาขาวิชาประวัติศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สะท้อนว่า ภาพถ่ายของลุงบุญเสริมนั้นมีประโยชน์กับตนในแง่ที่ว่าจะนำมาเป็นข้อมูลทางประวัติศาสตร์ส่วนในเรื่องของตัวภาพนั้นตนไม่มีความรู้มากนัก เนื่องจากไม่ได้เป็นคนชอบถ่ายรูปจึงไม่รู้ว่าจะมีประโยชน์ต่อการถ่ายรูปของตนอย่างไร

 

ปิยธิดา พิชัยนักเรียนโรงเรียนยุพราชฯ เล่าว่า เดิมทีก็ชอบถ่ายรูปอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ได้มากอะไรดูรูปของลุงบุญเสริมแล้วรู้สึกว่าลุงเก่งมาก ทั้งๆ ที่สมัยก่อนไม่ได้มีอุปกรณ์อะไรมากมายแต่ก็ถ่ายรูปออกมาได้ทำให้เกิดแรงบันดาลใจอยากออกไปถ่ายรูปเก็บไว้บ้างรู้สึกว่ารูปถ่ายมันมีคุณค่าไม่เคยคิดมาก่อนว่า จะสามารถเอารูปที่ถ่ายมานำมาเล่าเป็นเรื่องราวได้แบบนี้

 

ส่วนนักเรียนชายอีกกลุ่มหนึ่ง กล่าวว่า แม้จะประทับใจกับการภาพถ่ายแบบนี้ แต่การถ่ายภาพและเล่าเรื่องราวแบบนี้เป็นสิ่งที่ยาก เพราะไม่มีมีกล้องหรือความรู้เรื่องภาพที่ดีขนาดนั้นมีก็เพียงแค่กล้องมือถือและไม่รู้ว่าตนจะสามารถถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านี้ออกมาได้อย่างไร

 

เสียงสะท้อนเหล่านี้เป็นสิ่งที่ยืนยันว่าแม้จะฟังการเล่ามาแบบเดียวกัน แต่ย่อมมีมุมมองที่แตกต่างกันออกไป เรื่องราวและแรงบันดาลใจผ่านการบอกเล่าของผู้เข้าร่วมกิจกรรมนี้จึงไม่ได้เกิดขึ้นจากการเล่าของลุงบุญเสริม หากแต่เกิดจากสิ่งที่อยู่ระหว่างภาพถ่ายและเรื่องเล่า

 

แรงบันดาลใจเหล่านี้จะทำให้เครือข่ายชุมชนเมืองรักษ์เชียงใหม่สามารถนำมาร้อยเรียงและสร้างความทรงจำร่วม เพื่อขยายเครือข่ายไปยังคนรุ่นใหม่ได้หรือไม่นั้น เป็นประเด็นที่น่าติดตามต่อไป.

ประชาธรรม บน เฟสบุ๊ก

คลังข้อมูล

ไฟล์เอกสาร