17 กุมภาพันธ์ 2568

ช่วงนี้สถานการณ์ไฟป่าและฝุ่น PM 2.5 ก็เข้าใกล้เมืองเชียงใหม่เข้าทุกที ถ้าหากเราเห็นไฟที่เกิดขึ้นในตอนใต้ อ.ฮอด อ.ดอยเต่า ก็ให้เตรียมตัวไว้เลยว่าอีกไม่ช้าคนเชียงใหม่ก็จะต้องเตรียมรับมือกับฝุ่นไฟและปัญหาหมอกควัน PM 2.5 ซึ่งผู้เชี่ยวชาญจากพื้นที่ประมาณการกันว่าต้นเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้
ฤดูกาลนี้คนในพื้นที่โดยเฉพาะคนที่อยู่ใกล้ป่าก็ต้องเตรียมความพร้อมที่จะเข้าดับไฟป่าอย่างสุดกำลัง เพราะถ้าหากเกิดไฟขึ้นในพื้นที่ใกล้หมู่บ้าน หรือใกล้ชุมชนก็จะเดือดร้อนไม่เฉพาะพื้นที่สวน พื้นที่หมู่บ้าน แต่ยังรวมถึงการถูกพ่วงด้วยข้อกล่าวหาว่าเป็น “ต้นตอของไฟป่า ปัญหาหมอกควัน”
สัปดาห์ที่ผ่านมา สภาลมหายใจเชียงใหม่ มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนกับชาวม้งที่บ้านขุนช่างเคี่ยน ต.ช้างเผือก อ.เมืองเชียงใหม่ เพื่อติดตามการทำแผนการจัดการไฟของหมู่บ้าน พ่อหลวงกิตติศักดิ์ ยั่งยืนกุลฉัตร ผู้ใหญ่บ้านบ้านม้งขุนช่างเคี่ยนนำทีมลูกบ้านมาร่วมแลกเปลี่ยนพูดคุย มีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับไฟป่าที่จะมาถึงในฤดูนี้ พ่อหลวงเล่าว่าถ้าหากพูดถึงการรับมือไฟป่าตั้งแต่ปี 2563 ที่เคยมีไฟไหม้ใหญ่บนพื้นที่ดอยหัวหมูใกล้ ๆ กับหมู่บ้าน ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเป็นผาสูงชันที่ยากต่อการดับไฟ หลังจากนั้นตั้งแต่ 2563 – 2567 ไฟป่าก็เกิดขึ้นน้อยมาก และเมื่อเกิดไฟขึ้น ชาวบ้านก็จะสามารถดับไฟได้อย่างทันท่วงทีเช่นปีที่แล้วที่ผ่านมา และทุกปีชาวบ้านจะมีการทำแนวกันไฟบริเวณดอยหัวหมูระยะทาง 3 กิโลเมตร และในปีนี้จะมีการทำแนวกันไฟในวันที่ 27 กุมภาพันธ์นี้
สำหรับปีนี้สิ่งที่พ่อหลวง และลูกบ้านมีความหนักใจอย่างมากกลับไม่ใช่พื้นที่บริเวณดอยหัวหมู แต่ที่หนักใจในเรื่องการดับไฟคือบริเวณพื้นที่ “สุญญากาศ” ที่เป็นจุดเชื่อมต่อหลายอำเภอ ซึ่งใกล้กับที่ทำกินของชุมชนขุนช่างเคี่ยน พื้นที่ดังกล่าวอยู่ที่ ต.ดอนแก้ว อ.แม่ริม ขณะที่ชาวบ้านมีพื้นที่บ้านที่มีทะเบียนบ้านใน ต.ช้างเผือก อ.เมือง แต่ที่ทำกินอยู่ใน อ.ดอนแก้ว อ.แม่ริม เมื่อได้รับงบประมาณเพื่อดับไฟป่าจะได้งบประมาณตามทะเบียนบ้าน ปีนี้ได้งบประมาณจากสถานีควบคุมไฟป่าภูพิงค์จำนวน 50,000 บาท โดยชาวบ้านจะมีการกำหนดวัน “ดีเดย์” เพื่อดับไฟป่าตั้งแต่วันที่ตั้งจุดเฝ้าระวังและลาดตระเวนไฟ 1 มีนาคม – พฤษภาคม 2568 ตามนโยบายห้ามเผาของจังหวัดเชียงใหม่ตามประกาศของจังหวัดเชียงใหม่ โดยสมาชิกชุมชนที่เรียกว่า “จุดสกัด” จะมาจากตัวแทนครัวเรือนจำนวน 162 ครัวเรือนแบ่งเป็น 11 ชุด ชุดละ 14 คน โดยงบประมาณที่ได้มาปีที่แล้ว ทางหมู่บ้านจะแบ่งให้สมาชิกแต่ละคน คนละ 200 บาท โดยสมาชิกที่เป็นอาสาสมัครเพื่อดับไฟป่า และเป็นเวรยามเพื่อดับไฟป่าในทุกเวลาที่มีไฟป่าเกิดขึ้นแม้ในยามค่ำคืน
ดังนั้น งบประมาณที่ได้มาเพียงแค่ 50,000 บาทจากไฟป่าภูพิงค์ฯ และต้องใช้ถึง 3 เดือนก็ยังไม่พอสำหรับการปฏิบัติภารกิจในปีนี้ ยังไม่นับรวมถึงอุปกรณ์ที่ยังมีอยู่จำกัด ชุมชนยังมีความต้องการเพิ่มกล้องวงจรปิดในพื้นที่ห่างไกลที่อาจมีคนลักลอบจุดไฟด้วย โดยเฉพาะพื้นที่สุญญากาศในเขตพื้นที่ทำกิน ต.ดอนแก้ว ซึ่งชาวบ้านไม่สามารถได้รับงบประมาณเพื่อที่จะดูแลพื้นที่นั้นเพราะไม่มีชื่อในทะเบียนบ้าน ความซับซ้อนของประชาชนบนพื้นที่สูงอาจทำให้คนในเมืองไม่เข้าใจ เพราะจะใช้ขอบเขตภูมิศาสตร์แบบเขตการปกครองในการทำงานนั้นยังไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เนื่องจากระบบนิเวศน์ที่เป็นเขาสูงชันและพื้นที่ราบมีเพียงน้อยนิด ทำให้พื้นที่ทำกินของชุมชนจึงครอบคลุมข้ามขอบเขตพื้นที่เขตการปกครองนั่นเอง
ปีนี้ 2568 จึงมีความท้าทายว่า ภายใต้นโยบายของ กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) แบบ Single Command ที่ระบุว่าห้ามมีการเผาเด็ดขาด ในทุกกรณีไม่มีข้อยกเว้น จึงอยากเชิญชวนคนเชียงใหม่ร่วมติดตามกันต่อว่า การที่จังหวัดเชียงใหม่วางเป้าหมายตัวชี้วัด แก้ปัญหาไฟป่าหมอกควันโดยระบุว่าจะให้จุด Hotspot ลดลง 25 % จากเดิมที่มีค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี 2563-2567 อยู่ที่ 10,804 จุด พื้นที่ Burn Scar ค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี 2563-2567 อยู่ที่ 883,556 ไร่ จะให้ลดลง 25 % PM 2.5 ค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี อยู่ที่ 89 วัน จะให้ลดลง 20 % ผู้ป่วย COPD (โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง) ค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี อยู่ที่ 22,086 ครั้ง จะให้ลดลง 20 % จะเป็นอย่างไรร่วมกันติดตามค่ะ.

ประชาธรรมคือองค์กรสื่อทางเลือกที่ก่อตั้งเมื่อปี 2542 โดยกลุ่มนักวิชาการ องค์กรพัฒนาเอกชนและองค์กรชุมชนในเขตภาคเหนือ